สถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

สถานการณ์การเจ็บป่วยของคนไทยในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนจากปัญหาในอดีตที่การเจ็บป่วย ส่วนใหญ่เกิดจากโรคติดต่อ กลายมาเป็นการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ ที่มีต้นเหตุจากพฤติกรรม และการดำรงชีวิตที่ไม่เหมาะสม รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการ เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมของคนในสังคม รวมถึงทิศทางการพัฒนาประเทศที่ เน้นการพัฒนาทางวัตถุเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร การแข่งขันและเบียดเบียนกัน ทำให้ปัญหาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนมีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น ยากต่อการ ป้องกันและแก้ไข การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทย

อาจสรุปได้ ดังนี้

  1. สิ่งคุกคามต่อสุขภาพที่สำคัญ

    1. โรคติดเชื้อ

      ในอดีตปัญหาโรคติดต่อต่างๆ ที่มีเชื้อโรคเป็นพาหะ ถือเป็นภัยที่คุกคามสุขภาพของประชาชน ที่สำคัญที่สุด ปัญหาโรคระบาดที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและการตายที่สำคัญ เช่น อหิวาต์ โปลิโอ มาลาเรีย วัณโรค เป็นต้น แต่ในปัจจุบันโรคติดต่อดังกล่าวได้ลดความสำคัญลง มีการระบาดเกิดขึ้น เป็นครั้งคราว และบางโรคก็ได้ถูกควบคุมหรือกำจัดไปจนหมดสิ้น หรือเหลือเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม จากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของโลก ภาวะโลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ และการเคลื่อนย้ายของประชาชน ทำให้โรคติดต่อที่สำคัญดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะหมดไป ได้เกิดการ ระบาดขึ้นใหม่ รวมถึงการเกิดโรคติดต่อใหม่ๆ ที่มีความรุนแรงสูง และอาจมีการระบาดในวงกว้างได้ เช่น โรคซารส์ ไข้หวัดนก ไข้เลือดออก เป็นต้น

      ตั้งแต่ต้นปี 2552  ได้มีการแพร่ระบาดของโรคชิกุนกุนยา (มียุงลายสวนเป็นพาหะ) ในพื้นที่ ภาคใต้ของประเทศ และตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 ได้มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (A H1N1 ) เริ่มต้นจากในประเทศเม็กซิโกแพร่ไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาทั้งเหนือและใต้ ใน เดือนพฤษภาคมเริ่มมีรายงานผู้ป่วยในเขตกรุงเทพฯ และหลังจากนั้น 6  สัปดาห์ก็มีการแพร่ระบาด

      ออกไปยังพื้นที่ทั่วประเทศ ภายในเดือนกรกฎาคม มีรายงานการระบาดไปใน 160 ประเทศที่เป็น สมาชิกขององค์การอนามัยโลก มีรายงานผู้ติดเชื้อหลายแสนคน แม้อัตราการเสียชีวิตจะน้อยกว่า ร้อยละ0.4  แต่มีความเป็นไปได้ว่า เชื้อไวรัสอาจกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงได้ ดังนั้นจึงมี ความจำเป็นต้องมีมาตรการในการติดตามและป้องกันโรคติดต่อที่อุบัติใหม่ หรืออุบัติซ้ำเหล่านี้ ซึ่งต้อง อาศัยการบูรณาการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างแผนต่างๆ ของ สสส. รวมถึงการเชื่อมการทำงานกับ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

    2. สารเคมี

      ในปัจจุบัน สารเคมีมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศและของโลก ทุกวันนี้เราไม่สามารถแยกตัวเองออกจากสารเคมีได้ สารเคมีเข้ามา เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ทั้งในแง่การกินอยู่ การทำงาน หรือการใช้ชีวิตทั่วไป เช่น สารเคมีในอาหาร ใน การเกษตรกรรม ในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือแม้กระทั่งเป็นยารักษาโรค ข้อมูลจากสถาบัน ความปลอดภัยด้านสารเคมีนานาชาติ (IPCS) ระบุว่า มีสารเคมีที่มนุษย์รู้จักอยู่มากกว่า 11 ล้านตัว และกำลังมีการผลิตสารเคมีตัวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 600  ตัว (หรือมากกว่า 7,000  ตัว/ปี) โดยมี ถึง 200-1,000 ตัว ที่มีการผลิตขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์มากกว่า 1  ตัน/ปี ในจำนวนนี้มีสารเคมีประมาณ 60,000-70,000  ตัวเท่านั้นที่มีการควบคุมการใช้ สารเคมีเหล่านี้ มีการกระจายอยู่รอบๆ ตัวเรา โดย อาจอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม ในกระบวนการผลิต เป็นของเสียที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม หรืออยู่ใน ระหว่างการขนส่ง ผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสุขภาพมีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับพิษของ สารเคมีแต่ละชนิด ปริมาณและช่องทางการได้รับ และความยาวนานของการสัมผัสสารเคมีนั้น

      สำหรับประเทศไทย มีการนำเข้าและใช้สารเคมีในกิจการต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ในปี พ.ศ.2546   มีการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรถึง 8  หมื่นตัน และมีแนวโน้มสูงมากขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตามสถานการณ์การเจ็บป่วยของประชากรไทยที่เกิดจากพิษสารเคมีกลับมีรายงานจำนวนน้อย มาก เช่น จากข้อมูลการรายงานโรคของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี พ.ศ. 2549   มีผู้ป่วยด้วยโรคพิษจากสารเคมีประมาณ 15,000 คน โดยจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นโรคพิษจาก สารกำจัดศัตรูพืช (1,251  ราย) สาเหตุที่มีการรายงานโรคน้อยกว่าความเป็นจริงมากนี้ อาจเกิดจาก ลักษณะของโรคที่มีความผิดปกติแบบเรื้อรังทำให้ยากต่อการวินิจฉัย รวมทั้งการขาดความตระหนัก และความรู้ของแพทย์และประชาชนทั่วไปด้วย

    3. ยาเสพติด

      ข้อมูลจากสำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันการปรามปรามยาเสพติด พบใน ปี 2551  มีการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถึง 131,969 คดี โดยมีผู้ต้องหารวมทั้ง สิ้น 144 ,599  ราย สูงขึ้น จากปี 2550  ซึ่งมีจำนวนคดียาเสพติด 98,905 คดี ผู้ต้องหา 109,190  ราย หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นถึง 32.5% จำนวนผู้ค้าที่ถูกจับกุมนี้ ประมาณร้อยละ 70   เป็นผู้ค้า รายใหม่ที่ไม่เคยถูกจับกุมมาก่อน หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า ปริมาณการจับกุมที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่เป็นการจับกุมคดีรายย่อย มีอัตราส่วนของการจับกุมคดีรายสำคัญเพียงประมาณร้อยละ 5 ของคดีที่จับกุมได้ทั้งหมดในปี 2551  ปริมาณผู้เข้ารับการบำบัดทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 78,434 ราย หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 32 จากปีที่ผ่านมา โดยเป็นผู้บำบัดครั้งแรกกว่าร้อยละ 70 แสดงให้ เห็นแนวโน้มผู้เสพและผู้ค้ารายใหม่เพิ่มมากขึ้น บ่งชี้ว่าสถานการณ์การระบาดของยาเสพติด กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี โดยมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งปัญหา

  2. พฤติกรรมเสี่ยง ความเชื่อ และวิถีชีวิต

    พฤติกรรมและวิถีชีวิต มีผลอย่างมากต่อสุขภาวะของมนุษย์ พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ของแต่ละ บุคคล เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเจ็บป่วยของบุคคลนั้นๆ (นอกเหนือไปจากปัจจัยด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และลักษณะทางพันธุกรรม) จากสถานการณ์การเจ็บป่วยของคนไทยในปัจจุบัน พบว่า โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและการตายในลำดับ ต้นๆ จากการสำรวจสถานะสุขภาพคนไทย พ.ศ.2547 ของกรมควบคุมโรค พบว่า ประชากรอายุ ตั้งแต่ 15  ปีขึ้นไป มีภาวะความดันโลหิตสูง ถึงร้อยละ 8 โดยในช่วงอายุ 65   ปีขึ้นไป มีความชุกสูงถึง ร้อยละ 26.8  ความชุกของโรคเบาหวานในประชากรอายุตั้งแต่  15   ปีขึ้นไป เท่ากับร้อยละ 3.2 หรือ ประมาณ 1.45  ล้านคน สำหรับความชุกของโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่สำคัญคือ โรคหลอดเลือดสมอง มี ร้อยละ 0.82  (3.6   แสนคน) โรคหัวใจขาดเลือดร้อยละ 1.13  (4.94  แสนคน) โรคถุงลมโป่งพอง ร้อยละ 1.12   และโรคมะเร็ง ร้อยละ 0.42  สาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังดังกล่าว เกิดจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การบริโภค อาหารที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่หรือดื่มสุรา ภาวะเครียด เป็นต้น จาu3585 กรายงาน ผลการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ พ.ศ. 2547  ของกรมควบคุมโรค พบว่า ความชุกของประชากรไทยอายุ 15   ปีขึ้นไป ที่มีการรับประทานผักหรือผลไม้อย่างเพียงพอ มีเพียงแค่ ร้อยละ 17.31 เท่านั้น โดยเพศหญิงมีการรับประทานอย่างเพียงพอมากกว่าเพศชาย สำหรับข้อมูล การบริโภคน้ำตาลของคนไทยนั้น ข้อมูลในปี พ.ศ.2545  – 2549  พบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูง ถึง 30  กิโลกรัม/คน/ปี ซึ่งมากกว่าระดับที่ควรจะเป็นเกือบ 3  เท่า การศึกษาของแผนงานรณรงค์ เพื่อเด็กไทยไม่กินหวาน พบว่า เด็กวัยต่ำกว่า 5  ปี บริโภคน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 30.4  กรัม และมีเด็กถึง 1  ใน  4  ที่บริโภคน้ำตาลมากกว่าวันละ 40   กรัม (10   ช้อนชา) ซึ่งมากกว่าคำแนะนำที่องค์การอนามัยโลก ระบุให้บริโภคไม่เกินวันละ 6  ช้อนชาเกือบ 2   เท่า นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มของการบริโภคอาหารที่มีไข มันสูงขึ้นด้วย ส่งผลให้แนวโน้มของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มสูงขึ้น จากการสำรวจใน กลุ่ม ประชากรอายุ 15   ปีขึ้นไป พบว่า ผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน (BMI ≥ 25   กิโลกรัม/เมตร๒) มีถึงร้อยละ 15.28   หรือประมาณ 7   ล้านคน โดยเพศหญิงมีความชุกภาวะ น้ำหนักเกินมากกว่าเพศชาย (ร้อยละ 17.99 และ 12.40   ตามลำดับ) ส่วนความชุกของภาวะอ้วน (BMI ≥ 30   กิโลกรัม/เมตร๒) คือร้อยละ 2.6   โดยเพศหญิงมีความชุกมากกว่าเพศชาย 2   เท่า

    นอกจากปัญหาโรคเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคและขาดการออกกำลังกายดังกล่าว แล้ว พฤติกรรมเสี่ยงสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนไทยสูญเสียปีสุขภาวะจากการตายก่อนวัยอันควรสูงสุด คือ การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายโรค ที่สำคัญ คือ การติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ โดยในปี 2548  พบว่าคนไทยวัย 25-44   ปีเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ เป็นอันดับหนึ่ง และในจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 18,000 รายนั้น ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-24   ปี โดยร้อยละ 84   ได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์

  3. ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม

    จากผลของการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม การเมือง และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างรุนแรง ทิศทางการพัฒนาจากสังคมเกษตรกรรมไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม ก่อผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการปล่อยสารพิษ หรือมลพิษ จากการผลิตทางอุตสาหกรรมนอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและนิเวศวิทยา รวมทั้งปัญหาสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่แบบสังคมเมือง ยิ่งส่งผลให้ปัญหาสุขภาพที่มีต้นเหตุจากสิ่งแวดล้อม หรือมลพิษต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ มลพิษจากอุตสาหกรรม รวมทั้งสภาวการณ์ที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวอยู่ในขณะนี้ คือ ปัญหาภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ที่ยังไม่สามารถคาดกาu3619 รณ์ได้ชัดเจนถึงขนาดและความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าจะมีความรุนแรงสูงมาก

    ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม อาจเป็นแบบเฉียบพลันหรือแบบเรื้อรัง อาจเกิดผล กระทบต่อชุมชนขนาดเล็ก หรือกระทบต่อประชาชนทั้งเมือง ซึ่งขนาดของปัญหาอาจพิจารณาได้จาก ข่าวสารต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ปัญหามลพิษจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มลพิษจากหมอก ควันไฟในภาคเหนือ ปัญหาการปนเปื้อนของสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ จ.กาญจนบุรี สารแคดเมี่ยมจาก การทำเหมืองตกค้างในที่ดินเกษตรกรรม จ.ตาก เป็นต้น กรณีดังกล่าวถือเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่ มองเห็นเท่านั้น เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสุขภาพส่วนใหญ่มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หรือ เรื้อรัง และมีความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ที่ซับซ้อนหลายระดับ ทำให้ไม่มีการรายงานหรือถูก บิดเบือนจากสิ่งที่เป็นจริง ส่งผลให้สังคมขาดความรับรู้และไม่เกิดความตระหนัก ดังนั้นปัญหาสิ่ง แวดล้อมที่มีผลต่อสุขภาวะของประชาชน จึงถือเป็นปัญหาสำคัญในระดับชาติ สมควรที่หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องต่างๆ จะต้องเข้ามาร่วมดำเนินการในการป้องกันและแก้ไข

  4. ปัญหาความรุนแรงต่างๆ และภัยจากการกระทำของมนุษย์

    จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จากสังคมที่เอื้ออาทรเป็นสังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน ต่างคนต่างอยู่ ก่อให้เกิดสภาพปัญหาของความรุนแรงเกิดขึ้นในสังคม ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาโจรผู้ร้าย ซึ่งพบเห็นในข่าวผ่านสื่อต่างๆ เกือบทุกวัน ปัญหานี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพสังคม อีกมากมาย ผลการสำรวจของสำนักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ.2547   พบว่า ความชุกของประชากรที่เคยถูกทำร้ายร่างกายมีถึงร้อยละ 9.4โดยเพศชาย มีความชุกสูงกว่าเพศหญิง (ร้อยละ 13.6  และ 5.5  ตามลำดับ) นอกจากความรุนแรงในสภาพสังคมทั่วไปแล้ว ปัจจุบันแนวโน้มความรุนแรงในที่ทำงานก็ทวีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่น่าจะมีปัญหาดังกล่าว จากข้อมูลการศึกษาวิจัย เรื่องความรุนแรงในโรงพยาบาลในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2550  พบว่าร้อยละ 46   ของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเคยได้รับความรุนแรง โดยส่วนใหญ่ (45.9  %) เป็นความรุนแรงทางวาจา

    สำหรับสถานการณ์ภาพรวมของความรุนแรงที่สำคัญระดับประเทศในปัจจุบัน คือ ความ รุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์ สินเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำเดือนมกราคม – กันยายน 2550  มีเหตุการณ์ความรุนแรง จำนวน973   ครั้ง มีจำนวนผู้บาดเจ็บ 1,805  ราย เสียชีวิต 428   คน คิดเป็นอัตราการบาดเจ็บ 4.7   ต่อแสนประชากรต่อเดือน และอัตราตาย 1.1   ต่อแสนประชากรต่อเดือน นับเป็นปัญหาเร่งด่วนสำคัญ ที่ควรมีการควบคุมและลดความรุนแรงลง

  5. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

    นอกจากปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาแล้ว สภาพสังคมเศรษฐกิจ และนโยบายทางการเมืองทั้งใน ระดับประเทศและระหว่างประเทศก็มีผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชนอย่างมาก เช่น ปัญหาการค้า ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาการขาดแคลนอาหารและพลังงาน ปัญหาความยุติธรรมและการเข้าถึงทรัพยากร ต่างๆ ของประชาชน เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวสามารถมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการมี สุขภาวะของประชาชนคนไทยทั้งสิ้น

    ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอีก 2  ประการที่ สสส. ให้ความสำคัญและสนับสนุนการดำเนิน งานเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงทั้งสองมาอย่างต่อเนื่อง คือ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและระบบยา และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพจิต โดยทั้ง 2  ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว มีสถานการณ์ปัจจุบันที่น่าสนใจ ดังนี้

    • ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและระบบยา

      ระบบคุ้มครองผู้บริโภคของไทยในปัจจุบัน กำหนดให้ภาครัฐมีหน้าที่หลักในการคุ้มครอง ผู้บริโภคเพียงลำพัง จึงไม่อาจก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงกลยุทธการตลาดที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งริเริ่มจากภาคเอกชนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องและยังมีส่วนกำหนดทิศทางนโยบายของรัฐ ตลอดจน กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคยังมีส่วนร่วมน้อยในการ สร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภค เป็นเหตุให้ขาดความเชื่อมโยงระหว่างปัญหากับแนวทางแก้ไข ส่งผลให้ไม่ อาจป้องกันแก้ไข หรือเยียวยาปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันการณ์

      อย่างไรก็ตาม ในระยะ  2-3   ปีที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนที่อาจเป็นจุด เปลี่ยนที่สำคัญ โดยกลุ่มผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเฉพาะด้านหลายกลุ่ม ได้ทำงาน ร่วมกับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ทำการศึกษาเรียนรู้กฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กระทั่ง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวในประเด็นสำคัญๆ บางประเด็นได้รับการแก้ไข รวมทั้งมีการผลักดันกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ที่จะส่งผลต่อการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างสำคัญในอนาคต เช่น พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551  พระราชบัญญัติวิธี พิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551  การกำหนดในรัฐธรรมนูญ ปี 2550   ให้มีการออก พระราชบัญญัติ องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค ภายใน 1   ปีหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

      ระบบยาเป็นอีกส่วนที่สำคัญของระบบการคุ้มครองผู้บริโภค โดยปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกิด จากระบบยา ประกอบด้วย การขาดแคลนยาจำเป็น การมียาไม่เหมาะสมในประเทศ การกระจายยาที่ ไม่เหมาะสม การเข้าไม่ถึงยา ตลอดจนการใช้ยาไม่เหมาะสม ส่งผลให้ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านยาสูง ถึงร้อยละ35  ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ สาเหตุต่างๆ เหล่านี้มีเงื่อนไขมาจากการขาดการพัฒนาระบบ ยาในภาพรวม ขาดการพัฒนาจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพและภาคธุรกิจ มีการส่งเสริมการขายยาที่ ไม่เหมาะสม ตลอดจนขาดระบบเฝ้าระวังและติดตามที่เข้มแข็ง เท่าทันต่อเหตุการณ์ โดยความมี ส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม

      ในทางตรงข้าม ยังมีปัญหาการเข้าไม่ถึงยาจำเป็นที่มีราคาแพงและยากำพร้า ซึ่งมีเงื่อนไขและ เหตุปัจจัยหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายใน เช่น กลไกบัญชียาหลักแห่งชาติ การควบคุมราคายา และปัจจัย ภายนอก เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรยา และข้อตกลงเขตการค้าเสรี จึงมีความจำเป็น ที่ภาคส่วนต่างๆ ด้านสุขภาพ ต้องเร่งเข้ามาดูแลเพื่อสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา ให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ และลดปัจจัยเสี่ยง

    • ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพจิต

      แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีข้อมูลแสดงสภาวะสุขภาพจิตในภาพรวมของคนไทยที่ชัดเจน แต่อาจ สะท้อนได้จากความเจ็บป่วยทางจิตของคนไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มทวีขึ้น รวมถึงภาพข่าวความรุนแรงใน รูปแบบต่างๆ ที่ถ่ายทอดผ่านสื่อ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของ ต้นเหตุปัญหา ที่เกิดจากสภาพเศรษฐกิจ แล้วส่งผลต่อเนื่องถึงสภาพสังคม ก่อตัวเป็นปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนั้นสุราและสารเสพติดก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต้นเหตุที่สำคัญของปัญหานี้ด้วย ในปี2544  องค์การ อนามัยโลกระบุว่า กลุ่มโรคซึมเศร้าเป็นปัญหาในลำดับที่ 4  ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตคนทั่วโลก และ ประมาณว่าทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสูงถึงปีละ 1   ล้านคน กระทรวงสาธารณสุขรายงาน จำนวนผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2547 มีถึง 4,296  คน เป็นชายมากกว่าหญิงใน อัตรา 3 ต่อ 1 โดยพบว่า กว่าร้อยละ 90  เป็นผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิตด้วยโรคซึมเศร้า ติดสุรา เรื้อรัง หรือติดสารเสพติด ทั้งนี้ สถานการณ์โรคซึมเศร้าในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 55.9   รายต่อประชากรหนึ่งแสนคนในปี 2540 เพิ่มขึ้นเป็น 168.3 รายต่อประชากรหนึ่งแสน คนในปี 2545  นอกจากนี้ ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและวัยรุ่น ก็เป็นปัญหาที่พบมากขึ้นและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ทั้งการทำร้ายร่างกาย และอาชญากรรมทางเพศ

      นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพของคนไทยยังมีความเกี่ยวพันกับการสร้างกติกาในระบบ เศรษฐกิจโลก เช่น กระแสความพยายามในการรวมกลุ่มทางการค้า (เช่น กรอบของ ASEAN) และ การทำข้อตกลงการค้าเสรีในลักษณะทวิภาคีหรือ FTA ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ภายใต้ กรอบของ ASEAN มากขึ้น (ดังเช่นความพยายามทำข้อตกลง ASEAN-EU เป็นต้น) นอกจากนั้น บทบาทของบริษัทข้ามชาติในการขยายตลาดสินค้าอาหาร นม และยา รวมถึงการผลักดันให้มีการ คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา น่าจะมีมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงทางสุขภาพในด้านต่างๆ ได้

      ขณะเดียวกัน ความซับซ้อนทางสังคมของประเทศไทยก็จะยิ่งมีมากขึ้น เนื่องจากสังคมชนบท ในประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทำให้วิถีการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยเน้น ระบบอาหารแบบ processed food และ convenience food store มากขึ้น หรือมีรูปแบบการดำเนิน ชีวิต (life style) เปลี่ยนแปลง เช่น ความเข้าใจเรื่องเพศ หรือความพร้อมในการให้นมบุตร และอาจมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ส่งผลทั้งทางบวกและทางลบต่อพฤติกรรมสุขภาพ ดังนั้น จึงจำเป็นต้อง พัฒนาองค์ความรู้ และสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมสามารถรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและความ ซับซ้อนของสังคมดังกล่าว เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แบ่งปัน:

Back to top