การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 ถึง2546 ปริมาณลิตรของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัว โดยในปี พ.ศ.2546 คนไทยร้อยละ 30 ดื่มสุรารวมแล้วสูงกว่า 3,691 ล้านลิตร โดยวัยรุ่นชายดื่มเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 ส่วนวัยรุ่นหญิงดื่มเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ในเวลา 7 ปีจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 5.6 นอกจากนี้ยังพบว่าเยาวชนไทยที่เริ่มดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่อายุ 10- 13 ปีมีอัตราเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการเพิ่มงบประมาณในการโฆษณาธุรกิจเหล้าจากจำนวน 1.9 พันล้านบาทในปี 2542 เป็น 2.4 พันล้านบาทในปี 2548
- จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปในปีล่าสุดคือ 2550 พบว่ามีผู้ดื่มแอลกอฮอล์ 14.9 ล้านคน หรือร้อยละ 29.3 ซึ่งลดลงจากในปี 2549 ซึ่งมีจำนวน 15.7 ล้านคน หรือร้อยละ 31.1 อย่างไรก็ตาม ร้อยละของผู้ที่ดื่มประจำได้เพิ่มจากร้อยละ 18.5 ในปี 2549 เป็นร้อยละ 20.2 ในปี 2550 โดยชายมีอัตราการดื่มสุราสูงกว่าหญิง (ร้อยละ 51.1 และร้อยละ 8.8 ตามลำดับ) ผู้ที่มีอายุ 25 – 59 ปีมีอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงสุด (ร้อยละ 34.4 ) รองลงมา คือ อายุ 15-24 ปี (ร้อยละ 21.9 ) และผู้ดื่มประจำในเขตเทศบาลสูงกว่านอกเขตเทศบาล (ร้อยละ18.6 ต่อร้อยละ 17.4 )
- ชนิดของสุราที่บริโภคจากปริมาณ ในปี 2550 เบียร์มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งร้อยละ 69.0 รองลงมาเป็นสุราขาวร้อยละ 19.4 และสุรานำเข้าร้อยละ 6.1 ตามลำดับ โดยเป็นสุราพื้นเมืองน้อยกว่าร้อยละ 0.1 โดยสุรานำเข้าจากกลุ่มประเทศอาเซียนมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากมีการประกาศใช้เขตการค้าเสรีอาเซียนในปี 2546 จากมูลค่า 172 ล้านบาทในปี 2545 เป็น 1,125 ล้านบาทในปี 2549
- ภาษีสรรพสามิตจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย ที่เคยมีอัตราเพิ่มถึงร้อยละ 38.6 ในปี 2545 ได้ค่อยๆ ลดลงเป็นร้อยละ 16.1, 11.0และ 7.5 ตามลำดับในปี 2546 – 2548 และในปี 2549 อัตราเพิ่มดังกล่าวเปลี่ยนเป็นอัตราลด ร้อยละ 2.0 คิดเป็นมูลค่า 1.389 ล้านบาท สำหรับภาษีในปี 2550 และ 25521 มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ16.4 และ 6.3 ตามลำดับ อันเนื่องมาจากการเพิ่มอัตราภาษีของรัฐบาลในวันที่ 28 สิงหาคม 2550 และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 รัฐบาลได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นผลให้มีแนวโน้มมีอัตราเพิ่มขึ้นในปีต่อไป
- อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มของคนไทยและผลกระทบจากสุราในด้านต่างๆ ในสังคมยังอยู่ในระดับสูง เช่น การศึกษาภาระโรคและการบาดเจ็บที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2549 ชี้ว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงได้สร้างภาระโรคในคนไทยมากเป็นอันดับสอง โดยก่อให้เกิดผลต่ออุบัติเหตุ มะเร็ง ตับแข็ง การถูกทำร้าย โรคทางจิตเวช โรคหัวใจและหลอดเลือดและอื่นๆ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งคือเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยและการเกิดโรคเอดส์ก็มีความสัมพันธ์อย่างมากกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการใช้จ่ายเพื่อบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากข้อมูลการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระหว่างปี 2524 -2527 พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นมากกว่าการเพิ่มของค่าใช้จ่ายโดยรวมของครัวเรือน ถึงร้อยละ 41 นอกจากนี้ โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ(HITAP) ที่ชี้ให้เห็นตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ในปี 2549 คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 150,677 ล้านบาท ในขณะที่ข้อมูลการตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2548 ประมาณการว่า คนไทยดื่มสุราจ่ายเงินเพื่อซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 187,000 ล้านบาท
- ในปีที่ผ่านมา ได้มีความเคลื่อนไหวด้านนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคแอลกอฮอล์หลายประการ อาทิ การแก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2550 กำหนดเพิ่มโทษเมาแล้วขับการออกพระราชบัญญัติควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่มุ่งควบคุมผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และได้รับการขานรับจากมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 10/2551 มติที่ 222 /2551 เรื่อง การประกาศให้วัดเป็นเขตห้ามดื่มห้ามขายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 (มาตรา 27,31,40 ,42 ) และการเริ่มตั้งคณะกรรมการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดในจังหวัดต่างๆ รัฐบาลประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็นวันงดสุราแห่งชาติ การออกกฎหมายลูกตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติการห้ามจำหน่ายสุราในวันสำคัญทางศาสนาที่เป็นวันหยุดราชการ กฎกระทรวงว่าด้วยการโฆษณา การกำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามบริโภคฯ และการขึ้นภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเดือนพฤษภาคม 2552