อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
- ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจัดอยู่ใน 3 อันดับแรกของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย ต้นทุนอุบัติเหตุทางถนนของไทย รายงานโดย ADB-ASEAN พ.ศ.2547 พบว่าต้นทุนเฉลี่ยกรณีเสียชีวิตประมาณ 2.85 ล้านบาทต่อราย และเมื่อรวมทรัพย์สินที่เสียหายด้วยแล้วจะสูงกว่า 3 ล้านบาทต่อราย ซึ่งยังไม่ได้รวมความเสียหายด้านจิตใจที่ประเมินค่าไม่ได้ และจากการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ถึงมูลค่าความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรทางบกในปี พ.ศ. 2545 สูงถึงประมาณ85,856 ล้านบาท (ถ้าพิจารณา human cost ด้วยจะสูงถึง 106,994 ล้านบาท)คิดเป็นร้อยละ 1. 52 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) และ ในปี พ.ศ.2549 กระทรวงคมนาคมสนับสนุนให้ ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ และคณะ ศึกษาต้นทุนความสูญเสีย พบว่าเพิ่มขึ้นมาเป็น 232 ,855 ล้านบาท (2.81 % GDP)
- ความสูญเสียเมื่อเปรียบเทียบโดยคำนวณปีที่สูญเสีย (disability adjusted life years: DALY)อุบัติเหตุทางถนนมีความสูญเสีย (6.6 %) เป็นอันดับสองรองจากโรคเอดส์ (ปี พ.ศ.2542) และเพิ่มเป็น7.1 % ในปี พ.ศ.2547 เนื่องจากเกิดเหตุขึ้นกับเยาวชนและวัยแรงงานเป็นหลัก (ผู้บาดเจ็บร้อยละ 30 อายุน้อยกว่า 20 ปี) โดยผู้ประสบภัยถึงกว่าร้อยละ 40 อยู่ในช่วงอายุ 15-29 ปี เป็นเพศชายร้อยละ 80 และเป็นหัวหน้าครัวเรือนถึงร้อยละ 46 และผู้ประสบภัยจำนวนมากที่พิการตั้งแต่อายุน้อยและต้องการการดูแลจากครอบครัวและสังคมไปจนตลอดชีวิต นอกจากนี้สาเหตุการตายเนื่องจากอุบัติเหตุจราจรของไทยอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก รายงานด้านการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนขององค์การอนามัยโลกปี 2547 รายงานว่า คนไทยตายเนื่องจากอุบุติเหตุจราจรอยู่ลำดับที่ 11 ของโลกและพบว่าร้อยละ 90 ของผู้เริ่มใช้จักรยานยนต์ในเมืองใหญ่เป็นเด็กอายุ 8 ปี อันส่งผลให้ประชากรในประเทศไทยเป็นผู้มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทางบกหรือแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี
- ข้อมูลทางวิชาการชี้ว่า ปัญหาความปลอดภัยทางถนนต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบครบวงจร ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ตั้งแต่ปีพ.ศ.2546 ได้ทำให้อุบัติภัยจราจรเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ มีการตั้งเป้าหมายร่วมในการทำงานจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบครบวงจร
- มติคณะรัฐมนตรี (29 กรกฎาคม 2546 และ6 มกราคม 2547 ) ให้ สสส. สนับสนุนมาตรการเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย และ สสส. ได้เข้าร่วมผลักดันในการจัดตั้งและร่วมอยู่ในศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน
- แผนงานวิจัยและสนับสนุนการป้องกันอุบัติภัยจราจร ที่ สสส. ให้การสนับสนุนตั้งแต่ มีนาคม 2546 มีผลงานเด่นเรื่องการพัฒนาจังหวัดต้นแบบที่สร้างการบูรณาการทุกภาคส่วนในจังหวัดประกอบกับข้อมูลปัญหาที่ชี้ว่าปัญหาส่วนใหญ่ของอุบัติภัยทางถนนอยู่ที่ผู้ขับมอเตอร์ไซค์ในถนนสายรอง ทำให้ สสส. ร่วมกับภาคีหลายภาคส่วนร่วมกันพัฒนาโครงการป้องกันและลดอุบัติภัยทางถนนเชิงบูรณาการในจังหวัดนำร่องขึ้น โดยเน้นทุกภาคส่วนทั้งราชการ ท้องถิ่น เอกชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยได้ขยายครอบคลุม 69 จังหวัดในปี 2550
- ด้านการรณรงค์สร้างกระแสสังคม สสส. ได้มีส่วนสนับสนุนทั้งด้านการสื่อสารมวลชน และสนับสนุนภาคีในเครือข่ายลดอุบัติภัยทางถนนให้ร่วมรณรงค์ในพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายต่างๆอย่างกว้างขวาง และผลการทำงานร่วมของทุกฝ่าย ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมป้องกันอุบัติภัยจราจรของชุมชนและท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง เช่น ในปีใหม่ 2551 มีชุมชนและท้องถิ่นร่วมตั้งด่านตรวจและจุดบริการรวมกันถึง 11,369 จุดทั่วประเทศ
- สถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติภัยจราจรเริ่มลดลงตามลำดับจาก พ.ศ 2546 ที่มีจำนวน 14,063 คนมาเป็น 13 ,766 12 ,87112,697, 12 ,592 และ 11,267 คน ในปี 2547 2548 2549 2550 และ 2551 ตามลำดับ โดยอัตราการตายจากอุบัติภัยจราจรต่อแสนของประชากรในช่วงเวลาเดียวกันลดจาก 22.21 ในปี 2547 เป็น 17.8 ในปี 2551 หรือลดลงร้อยละ 19.81 และถ้าคิดเป็นอัตราตายต่อรถ10.000 คันจะลดจาก6.02 ในปี 2546 เหลือเพียง 4.30 ในปี 2541 หรือลดลงร้อยละ 27 ขณะที่อัตราการบาดเจ็บต่อแสนประชากรลดลงร้อยละ17 และต่อรถ 10,000 คันลดลงร้อยละ 32 ตามลำดับ ซึ่งแม้u3626 สถิติข้อมูลอาจจะยังมีความจำกัดในเรื่องมาตรฐานอยู่บ้าง แต่แนวโน้มการลดลงของอุบัติเหตุนี้สอดคล้องกับการศึกษาเฉพาะที่ที่ยืนยันแนวโน้มเดียวกัน
- อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เอื้อต่อปัญหาอุบัติภัยทางถนน เช่น การเพิ่มของถนน และยานยนต์ การเคารพกฎหมาย อัตราการดื่มสุราแล้วขับยานพาหนะที่ค่อนข้างสูงอยู่ ขณะที่โครงสร้างในการแก้ไขปัญหา เช่น ระบบข้อมูลข่าวสาร สมรรถนะของบุคลากรและองค์กรหลัก และการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนยังต้องการการพัฒนาอีกมาก
- นอกจากอุบัติภัยทางถนนซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของประชาชนไทยแล้ว ยังมีอุบัติภัยด้านอื่นๆ ที่ทวีการคุกคามคุณภาพชีวิตของคนไทย ทั้งในด้านภัยพิบัติจากธรรมชาติ (เช่น อุทกภัยวาตภัยฯ) ด้านโรคระบาด หรืออุบัติภัยไร้เชื้ออื่นๆ และจากพฤติกรรมมนุษย์ เช่น อัคคีภัยฯ โดยในรอบสี่ทศวรรษที่ผ่านมาสถิติความถี่ของภัยพิบัติสูงขึ้นถึง 3 เท่า ซึ่งต้องการกระบวนการสนับสนุนเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาทั้งในการวางแผนภัยพิบัติระดับชาติ และการเชื่อมโยงกับการจัดการในระดับพื้นที่