Embedded Scribd iPaper - Requires Javascript and Flash Player
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖
ThaiHealth Master Plan 2011 - 2013
ส ำ นั ก ง า น ก อ ง ทุ น ส นั บ ส นุ น ก า ร ส ร้ า ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ
แผนหลัก หมายถึง การกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทาง พันธกิจ ยุทธศาสตร์ และแผนการ ดำเนินงานของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประกอบด้วยแผน/แผนงาน ทั้งหมดของกองทุนแสดงถึงกรอบการปฏิบัติงานในระยะสามปี และปรับปรุงทุกปี ในปี ๒๕๕๔ สสส. จะเข้าสู่ปีที่ ๑๐ นับตั้งแต่พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เป็นต้นมา การปรับปรุงแผนหลักครั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนมีนโยบายยกระดับความสำคั ญ ประเด็นสุขภาวะทางจิตและสุขภาวะทางปัญญา อาหาร เด็ก เยาวชน และครอบครัว การ
ลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ การเรียนรู้เพื่อสุขภาวะ การปฏิรูปประเทศไทยและการ
ขับเคลื่อนร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู เน้นการบูรณาการ และการบริหารจัดการแบบกลุ่ม ่ งานกลางในประเด็นงานที่เชื่อมโยงหลายแผนงาน เพิ่มความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพภาคี และบุคลากร สสส. ตลอดจนการเปิดโอกาสให้ภาคีเสนอโครงการเชิงนวัตกรรมที่หลากหลาย เพิ่มขึ้น การจัดทำแผนหลัก สสส. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดกระบวนการที่ เน้นการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และนับเป็นความท้าทายของการทำงานในทศวรรษที่สอง ของ สสส. ในการมองทิศทางที่จะเกิดในอนาคต เพื่อให้งานสร้างเสริมสุขภาพของคนไทย
เป็นไปอย่างก้าวหน้าและยั่งยืน สสส. ขอขอบคุณภาคีและผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการกำหนดแผน แผนงาน โครงการ หวังว่าแผนหลักฉบับนี้จะเป็นกรอบดำเนินภารกิจร่วมกันของภาคีสร้างเสริมสุขภาวะ ตลอดจนผู้สนใจทั้งมวล
คำนำ
สารบัญ
ภาพรวม
๑. วิสัยทัศน์ ๒. พันธกิจ ๓. ยุทธศาสตร์ ๔. แผนที่ยุทธศาสตร์ ๕. บริบทที่มีผลต่อสุขภาวะคนไทย ๖. สิ่งท้าทายใหม่ ๗. โครงสร้างองค์กร ๘. หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงิน ๙. เป้าประสงค์ ๑๐. “ช่องทาง” ในการสร้างเสริมสุขภาวะ ๑๑. ความเชื่อมโยงระหว่างเป้าประสงค์และแผน ๑๒. งบประมาณ ๑๓. บูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพ ๑๔. การกำกับทิศทาง นิเทศ ตรวจสอบ และติดตามประเมินผล ๑๕. สรุปทิศทางและเป้าหมาย ๓ ๕ ๗ ๙ ๑๑ ๑๗ ๑๙ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕ ๒๗ ๒๙ ๓๓
รายละเอียดแผนหลัก
๑. แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ ๒. แผนควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๓. แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย ๔. แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ๕. แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ๖. แผนสุขภาวะชุมชน ๗. แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๔๕ ๕๗ ๗๕ ๘๙ ๑๑๗ ๑๓๙ ๑๕๗
๘. แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ๙. แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ ๑๐. แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม ๑๑. แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม ๑๒. แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ ๑๓. แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ งานพัฒนาและจัดการกลุ่มงานกลาง ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ แผนงานบริหารจัดการกองทุนและสำนักงาน
๑๗๓ ๑๘๕ ๑๙๗ ๒๐๙ ๒๒๗ ๒๔๕
๒๖๕ ๒๖๗ ๒๗๙
ภาคผนวก
๑. นิยามศัพท์ ๒๘๔ ๒. นโยบายการเงินและงบประมาณ ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ๒๘๕ ๓. กระบวนการปรับปรุงแผนหลัก ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ๒๘๗ ๔. การจัดแบ่งพื้นที่เพื่อการบูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพ ๒๘๙ ๕. หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการ ๒๙๑
และกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ ฉบับที ๒ พ.ศ. ๒๕๕๐ และฉบับที ๓ พ.ศ. ๒๕๕๓ ่ ่ ๖. ระเบียบกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ ๓๐๒ ของกรรมการกรณีการมีส่วนได้เสียกับกองทุน พ.ศ. ๒๕๔๙ ๗. กรอบอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ สสส. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ๓๐๔
ภาพรวม
ส ำ นั ก ง า น ก อ ง ทุ น ส นั บ ส นุ น ก า ร ส ร้ า ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ
๑. วิสัยทัศน์ ๒. พันธกิจ ๓. ยุทธศาสตร์ ๔. แผนที่ยุทธศาสตร์ ๕. บริบทที่มีผลต่อสุขภาวะคนไทย ๖. สิ่งท้าทายใหม่ ๗. โครงสร้างองค์กร ๘. หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงิน ๙. เป้าประสงค์ ๑๐. “ช่องทาง” ในการสร้างเสริมสุขภาวะ ๑๑. ความเชื่อมโยงระหว่างเป้าประสงค์และแผน ๑๒. งบประมาณ ๑๓. บูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพ ๑๔. การกำกับทิศทาง นิเทศ ตรวจสอบ และติดตามประเมินผล ๑๕. สรุปทิศทางและเป้าหมาย
๑
“คนไทยมีสุขภาวะยั่งยืน”
วิสัยทัศน์
“คนไทยมีสุขภาวะยั่งยืน” หมายถึง คนไทยมีสุขภาพดีครบในสี่มิต ได้แก่ กาย จิต ปัญญา ิ ๑ และสังคม ทั้งนี้ “ระบบสุขภาพ” ที่มีคุณลักษณะเหมาะสมย่อมจะเป็นหลักประกันความยั่งยืน สุขภาวะขึ้นกับวิถีชีวิตอันดำรงอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมรวมเรียกว่า “ระบบสุขภาพ” แผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที ๑๐ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ของสังคมไทยให้เป็น “สังคม ่ อยู่เย็นเป็นสุข” โดยส่วนหนึ่งได้แก่การมุ่งไปสู “ระบบสุขภาพพอเพียง” อันประกอบด้วยคนไทย ่ สุขภาพดี เข้าถึงบริการสุขภาพที่ดี อาศัยอยู่ในสังคมที่ด มีภูมิคุ้มกันความเสี่ยง และชีวิตเป็นสุข ี แบบพอเพียง
๑
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
คุณลักษณะของระบบสุขภาพพอเพียงรวมถึง • คนไทยมีวิถีชีวิตแบบพอเพียงเป็นองค์รวม • สังคมไทยมีการสร้างเสริมสุขภาพที่สามารถลดปัจจัยเสี่ยง และเอื้อให้เกิดปัจจัยพื้นฐาน
ที่จำเป็นต่อการมีสุขภาพดี • คนไทยรู้เท่าทันปัจจัยที่ทำลายและส่งเสริมสุขภาพ ดำเนินชีวิตอย่างผสมผสานภูมิปัญญา
ไทยกั บ สากลในการดู แ ลสุ ข ภาวะของบุ ค คลและสั ง คม ตลอดจนสามารถพึ่ ง ตนเอง
ได้มากที่สุด • ชุมชนมีการจัดการระบบสุขภาพของชุมชนเอง โดยการบริหารจัดการสุขภาวะของชุมชน
เชื่อมประสานกับเครือข่ายบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็ง
ความหมายของสุขภาพ ๔ มิติอยู่ในภาคผนวก ๑
• • • •
สั ง คมไทยมี ภู มิ คุ้ ม กั น ในเชิ ง ระบบที่ จ ะรั บ มื อ กั บ โรคและภั ย คุ ก คามได้ ทั น กาล และ
มีประสิทธิภาพ ประชาชนและสังคมไทยสามารถใช้ปัญญาเรียนรู้และจัดการความรู้เพื่อพัฒนาสุขภาพ สังคมไทยเอื้อเฟื้อดูแลคนจน คนทุกข์ยาก และผู้ขาดโอกาส โดยเคารพศักดิ์ศรีความ
เป็นมนุษย์ คนไทยมีหลักประกันสุขภาพทั่วถึง เป็นธรรม มีคุณภาพ
ระบบสุขภาพจะต้องมีผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญครบถ้วน และปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกันอย่าง
บูรณาการ ได้แก่ • • • • • • • • • องค์กรของรัฐตามรัฐธรรมนูญ (เช่น รัฐสภา รัฐบาล ศาล) ให้ความสำคัญแก่การสร้าง
สุขภาวะผ่านการตรากฎหมาย กำหนดนโยบาย ตัดสินหรือคลี่คลายข้อขัดแย้ง ฯลฯ
โดยยึดถือเกณฑ์พิจารณาที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาวะ กระทรวงสาธารณสุขบูรณาการนโยบายร่วมกับกระทรวงต่างๆ เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ
แก่กลุ่มประชาชนอย่างทั่วถึง โดยดำเนินมาตรการของแต่ละกระทรวงอย่างสอดคล้องกัน
ตามแนวทางของแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดแผนและงบประมาณในการสร้างเสริมสุขภาวะ โดยการ
มีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรสาธารณประโยชน์มีบทบาทพัฒนาสุขภาวะร่วมกับภาคราชการอย่างสอดประสาน
เกื้อกูลซึ่งกันและกัน หน่วยบริการสุขภาพ หน่วยกำหนดนโยบายและหน่วยจัดสรรงบประมาณจัดให้ประชาชน
เข้าถึงบริการด้านส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ตามความจำเป็นโดยทั่วถึง เป็นธรรมและ
มีคุณภาพ สถาบันทางวิชาการร่วมเรียนรู้กับภาคีอื่นข้างต้น โดยมีบทบาทสร้างความรู้เชื่อมโยง
สู่การปฏิบัติและการกำหนดนโยบาย/มาตรการสร้างเสริมสุขภาวะ องค์กรธุรกิจเอกชนมีความรับผิดชอบต่อสังคมในการผลิตและบริการสินค้าที่ไม่ทำลาย
สุขภาพ สื่อมวลชนให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการดูแลสุขภาพและไม่ตก
เป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ องค์กรระหว่างประเทศสนับสนุนให้มีนโยบายและมาตรการสร้างเสริมสุขภาวะ และ
ส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างประเทศ
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒
“จุดประกาย กระตุ้น สนับสนุน พัฒนาสู่ระบบสุขภาพที่พึงประสงค์”
พันธกิจ
สสส. เป็นหน่วยหนึ่งของระบบสุขภาพไทย มีบทบาทหน้าที่ในการจุดประกาย กระตุ้น และ สนับสนุนการพัฒนาของระบบสุขภาพให้เป็นไปในทิศทางที่พึงประสงค์ตามวิสัยทัศน์ข้างต้น สสส. ไม่มีบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้รับผิดชอบปฏิบัติการประจำหรือปฏิบัติการซ้ำซ้อนกับ ส่วนราชการหรือองค์กรเอกชนใด แต่ สสส. จะดำเนินงานด้วยการส่งเสริมสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ที่รวมเรียกว่า “ภาคี” สสส. เน้นบทบาทการพัฒนาความเข้มแข็งของระบบสุขภาพในส่วนที่เป็นภาคสังคม ท้องถิ่น และภาคนโยบายสาธารณะ สสส. ไม่มีภารกิจโดยตรงในการให้บริการสุขภาพแต่อาจสนับสนุนให้การ บริหารจัดการระบบบริการสุขภาพสอดรับกับพัฒนาการของภาคสังคม ท้องถิ่น และนโยบาย สาธารณะ
สสส. จะดำเนินบทบาท ดังนี้ • จุดประกาย กระตุ้น และสนับสนุนหรือสมทบงบประมาณ แก่ภาคีผู้รับผิดชอบนโยบาย
สาธารณะ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ตระหนักถึงปัญหาโทษภัยของ สุรา ยาสูบ และปัจจัย
เสี่ยงต่างๆ ต่อสุขภาพ เพื่อให้ภาคีเหล่านี้ร่วมดำเนินมาตรการลดปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว
โดยกำหนดมาตรการการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการสร้างเสริมสุขภาพอย่างจริงจัง • กระตุ้นและสนับสนุนภาคีวิชาการ ภาคีนโยบาย ภาคีปฏิบัติการ ให้ทำงานร่วมกันเพื่อ
พัฒนาความรู้ กระบวนการเรียนรู และจัดการข้อมูลสารสนเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ ้
สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
• สนับสนุนงบประมาณสมทบเพื่อพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรและการบริหารจัดการ
เพื่อสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรทุกระดับ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน • กระตุ้นและสนับสนุนงบประมาณเพื่อส่งเสริมบทบาทของสื่อสาธารณะ สื่อมวลชน และ
เทคโนโลยี การสื่ อ สารเพื่ อ ประโยชน์ ใ นการปรั บ เปลี่ ย นความคิ ด ค่ า นิ ย ม ความเชื่ อ
พฤติกรรมของประชาชน ให้ไปสู่การลดปัจจัยเสี่ยงและเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ • เสริ ม พลั ง แก่ อ งค์ กรของรั ฐ ในการแก้ ปั ญ หาวิ ก ฤตทางสุ ข ภาพ ที่ เ กิ ด ขึ้ น ฉั บ พลั น ให้
ขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัว และทันเหตุการณ์
การดำเนินพันธกิจดังกล่าว สสส. จะใช้ขีดความสามารถในการจัดการและจัดงบประมาณ สมทบเพื่อการจุดประกาย กระตุ้น และสนับสนุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่มิใช่จัดงบประมาณให้
ในลักษณะงานประจำหรือสิ่งที่มิได้พัฒนาแนวคิดแนวทางใหม่ๆ
สสส. จะใช้เวลาในช่วงปีแรกของแผนนี้ (พ.ศ. ๒๕๕๔) เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้เพื่อ กำหนดทิศทางที่เหมาะสมสำหรับภารกิจในทศวรรษที่สอง โดยจะไม่ยึดติดหรือพึงพอใจอยู่กับ ประสบการณ์ความสำเร็จที่ผ่านมาในอดีตเท่านั้น แต่จะแสวงหาแนวทางเพื่อสร้างความสำเร็จใหม่
ให้กับองค์กรและสังคมด้วย การทำงานในช่วงเวลาต่อไปจะมุ่งสร้างกระบวนการเรียนรู พัฒนา ้
ค่านิยม จิตใจ สติปัญญา และจริยธรรมให้แก่คนในสังคมไทย ช่วยสร้างสังคมที่มีความตระหนัก
ในคุณค่ามากกว่ามุ่งหวังเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น
๓
ขับเคลื่อนด้วย “ไตรพลัง”
ยุทธศาสตร์
สสส. ดำเนิ น งานโดยไม่ เ น้ น การใช้ อ ำนาจรั ฐ สสส. มี บุ ค ลากรประจำจำนวนน้ อ ยและ
งบประมาณเพียงร้อยละ ๐.๖ ของรายจ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด สสส. จึงเปรียบเสมือนกลไกเล็กๆ
ในระบบสุขภาพที่ซับซ้อนของประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานตามภารกิจบังเกิดผลสำเร็จเป็น ประโยชน์ ต่ อ สุ ข ภาวะคนไทยอย่ า งคุ้ ม ค่ า สสส. ได้ พั ฒ นายุ ท ธศาสตร์ ที่ ส ามารถผลั ก ดั น การ เปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างได้ผล แม้จะมีทรัพยากรจำกัด ทั้งนี้ โดยการวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความ สำเร็จรอบด้านและนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อประกันผลงานที่มีคุณค่าที่สุดแก่สังคม
ยุทธศาสตร์ไตรพลังในการขับเคลื่อนขบวนการเปลี่ยนแปลง สังเคราะห์ขึ้นจากความรู้ที่สั่งสม จากการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพซึ่งประสบผลสำเร็จมาแล้วหลายด้าน เช่น การควบคุมการ บริโภคยาสูบ การลดอุบัติเหตุจราจร และการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
•
พลังปัญญา การขยายพืนทีทางปัญญา (wisdom space) อย่างกว้างขวาง ในการสร้างเสริม ้ ่
สุขภาพให้บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีองค์ความรู้อย่างพอเพียงจาก
ทุกภาคส่วนของสังคม รวมทั้งพัฒนาความรู้ต่อเนื่องให้เท่าทันสถานการณ์ เหมาะสมกับ
กลุ่มเป้าหมายและบริบท องค์ความรู้ (body of knowledge) ประกอบกับกระบวนการ
เรียนรู้ร่วมกันของฝ่ายต่างๆ ทำให้การปฏิบัติงานตรงเป้าหมายและขยายผลได้รวดเร็ว
และเสริมพลังทางปัญญาสู่ทิศทางเดียวกัน
•
พลังนโยบาย การขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะ (space of
participatory policy process) อย่างกว้างขวาง นโยบายส่งผลถึงระบบและโครงสร้าง
จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ จะส่งผลกระทบแก่ประชาชนใน
วงกว้าง และมีผลสืบเนื่องยาวนานกว่ากิจกรรมรณรงค์เพียงชั่วคราว โดยเฉพาะหาก
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
นโยบายได้ พั ฒ นาขึ้ น จากพื้ น ฐานทางปั ญ ญา และทุ ก ภาคส่ ว นมี ส่ ว นร่ ว มก็ จ ะยิ่ ง เป็ น
ที่ยอมรับ เกิดความร่วมมือดีในทางปฏิบัต และมีความยั่งยืนยิ่งขึ้น ิ
•
พลังสังคม การขยายพื้นที่ทางสังคม (social space) อย่างกว้างขวาง เครือข่ายภาคีทาง
สังคมทุกภาคส่วนและทุกช่วงวัยมีบทบาทสำคัญในการระดมพลังการทำงาน การรณรงค์
และการเฝ้ า ระวั ง ในการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพอย่ า งต่ อ เนื่ อ ง อย่ า งไรก็ ดี จำเป็ น ต้ อ งมี
กระบวนการการบูรณาการ และการพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่าย
ที่มีอุดมการณ์และเป้าหมายร่วม การทำงานของเครือข่ายที่มีการเชื่อมโยงกันดี คือ
การขยายพื้นที่ทางสังคม ก่อให้เกิดพลังผลักดันที่ยิ่งใหญ่ในงานสร้างเสริมสุขภาพ
สุขภาวะทางสังคม สุขภาวะทางกาย
พลังสังคม
เอกชน ชุมชน ราชการ
ภาคีเครือข่าย
สสส.
พลังนโยบาย
กลไกบริหาร
พลังปัญญา สาธารณะ การเมือง
ความรู้-คุณธรรม
จัดการ
ฝ่ายบริหาร
สุขภาวะทางปัญญา สุขภาวะทางจิต
ประเด็น องค์กร พื้นที ่ กลุ่มเป้าหมาย
issues settings areas target groups
แผน
๑๓
แผน
การขั บ เคลื่ อ นสั ง คมไทยสู่ สุ ข ภาวะอย่ า งยั่ ง ยื น ด้ ว ยยุ ท ธศาสตร์ ไ ตรพลั ง ดั ง กล่ า วข้ า งต้ น จะประสบผลสำเร็จได้ด้วยดี ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญสองประการ กล่าวคือ ความมีคุณธรรม และความมีธรรมาภิบาลหรือการบริหารจัดการที่ด
ี
๔
“แผนที่ยุทธศาสตร์” (strategy map) ของ สสส. ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องเป็นลำดับ โดยในปี ๒๕๕๓ สสส. ได้มีการพัฒนาแผนที่ยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการแสดงความเชื่อมโยง
การดำเนินงานของ สสส. ผ่านภาคีเครือข่ายต่างๆ จนนำไปสู่ผลลัพธ์และประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ ประชาชนในด้านสุขภาวะ ซึ่งแผนที่ยุทธศาสตร์นี้ได้ใช้กรอบแนวคิดและหลักการของ balanced scorecard (BSC) โดยนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจ และหลักวิชาด้านการสร้างเสริมสุขภาพ
แผนที่ยุทธศาสตร์ได้มีการกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานกำกับไว้ เพื่อประโยชน์ในการ ติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าและความสำเร็จในการดำเนินงานของ สสส. แผนที่ยุทธศาสตร์ ปี ๒๕๕๓ ได้จำแนกระดับของการดำเนินภารกิจไว้ ๔ ระดับ ได้แก่
(๑) ผลของภารกิจที่รับผิดชอบต่อสาธารณะ หมายถึง ผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน (social impact) ความคุ้มค่า การปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และผลในการตอบสนอง ต่อรัฐบาล รัฐสภา และสาธารณะ
(๒) ผลต่อประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมายถึง ผลลัพธ์ และผลผลิต จากแผนงาน โครงการสร้างเสริมสุขภาพต่างๆ (๓) ผลการดำเนินกิจการ ประกอบด้วย ๒ ส่วน ได้แก่ (ก) ผลการดำเนินงานของภาคี
เครือข่ายซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพส่วนใหญ่ หรืออาจเรียกว่า “การดำเนินงาน ภายนอกองค์ ก ร” และ (ข) ผลการดำเนิ น งานสนั บ สนุ น ของสำนั ก งาน หรื อ อาจเรี ย กว่ า
“การดำเนินงานในองค์กร”
(๔) ผลการพัฒนาพื้นฐานความเข้มแข็งขององค์กร หมายถึง โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น สำหรับองค์กร ได้แก่ การพัฒนาบุคลากร ระบบสารสนเทศ ระบบบริหารโครงการ ระบบตรวจสอบ ภายใน ระบบบริหารความเสี่ยง และระบบการบริหารงบประมาณและการเงิน
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนที่ยุทธศาสตร์
10
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนที่ยุทธศาสตร์ สสส.
คนไทยมีสุขภาวะยั่งยืน ผลในการตอบสนองต่อรัฐบาล รัฐสภา และสาธารณะ
สภาพแวดล้อมและปัจจัย ทางสังคมที่เอื้อต่อสุขภาวะ นโยบายที่เอื้อต่อ สุขภาวะมีผลบังคับใช้ ผู้มีส่วนได้เสีย ยอมรับ/สนับสนุน การสร้างเสริมขีดความ สามารถภาคีเป้าหมาย บุคลากรมีความรู้ ทักษะ เรียนรู้ต่อเนื่อง ประชาชนมีพฤติกรรม ที่เอื้อต่อสุขภาพ ประชาชน/ชุมชน มีความพร้อมและ ความเป็นเจ้าของ ข้อเสนอนโยบาย ได้รับการยอมรับ การจัดทำข้อเสนอ นโยบาย การบริหาร งบประมาณ และเงินกองทุน
พื้นฐานองค์กร กระบวนการ ภาคีเครือข่าย ภายใน
ประชาชนผู้รับ ประโยชน์
ประโยชน์ ต่อประเทศ
แนวร่วมขยายตัว
การสื่อสารสาธารณะ
การสร้างความรู ้ และนวัตกรรม ระบบตรวจสอบ ภายในและ บริหารความเสี่ยง
ระบบสารสนเทศ
ระบบบริหารโครงการ และการติดตาม ประเมินผล
การกำกับดูแลของคณะกรรมการกองทุน คณะกรรมการบริหารแผน
ชุดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานตามภารกิจขององค์กร ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เป็นต้นมา สสส. ได้มีการศึกษาพัฒนาชุดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานตาม ภารกิจขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นความสำคัญในตัวชี้วัดที่สะท้อนผลผลิต ผลลัพธ์ และ
ผลกระทบ ขององค์กรที่เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ขององค์กร ทั้งนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ คณะกรรมการประเมินผลได้นำผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดมาเป็นส่วนหนึ่งของการ
ประเมินผลการดำเนินงานประจำปีขององค์กร ในปี ๒๕๕๔ สสส. ได้มีการพัฒนาชุดตัวชี้วัดตามเกณฑ์การประเมินผลไว้รวม ๔ เกณฑ์ คือ เกณฑ์ด้านผลสัมฤทธิ์ตามพันธกิจ เกณฑ์ด้านผู้มีส่วนได้เสีย เกณฑ์ด้านประสิทธิภาพ และเกณฑ์ ด้านการกำกับดูแลกิจการและพัฒนาองค์กร รวมทังยังได้พฒนาตัวชีวดในด้านผลสัมฤทธิตามพันธกิจ ้ ั ้ั ์ เพิ่มเติม ซึ่งประกอบด้วยตัวชี้วัดผลการดำเนินงานตาม ๖ เป้าประสงค์หลักหรือตัวชี้วัดตามรายแผน ๑๓ แผน ในระดับผลผลิต และระดับผลลัพธ์ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
๕
สุขภาวะคนไทยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจัยหลายตัวอาจเรียกว่า “ปัจจัยทาง สังคมที่มีผลต่อสุขภาวะ” (social determinants of health: SDH)๒ บางปัจจัยอุบัติขึ้นเฉพาะช่วง ระยะเวลาหนึ่ ง แต่ อี ก หลายปั จ จั ย ซึ ม ลึ ก อยู่ ใ นโครงสร้ า งของสั ง คม วั ฒ นธรรม และวิ ถี ชี วิ ต
พอสรุปได้ ดังนี้
บริบทที่มีผลต่อสุขภาวะคนไทย
11
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สุขภาวะในยุคของการเปลี่ยนแปลง
กระแสโลกาภิ วั ต น์ ท ำให้ เ กิ ด ความเปลี่ ย นแปลง ทั้ ง ทางด้ า นเศรษฐกิ จ สั ง คม วิ ถี ชี วิ ต การเคลื่อนย้ายแรงงาน สินค้าและบริการ เงินทุน ข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้เป็นไปอย่างรวดเร็ว และอิสระเสรีมากขึ้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนไทยโดยเป็นทั้งปัจจัยเสริมและ ปัจจัยเสี่ยง ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับภาวะการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ จากร้อยละ ๑๑.๙ ของ ประชากรทั้งประเทศในปี ๒๕๕๓ เป็นประมาณร้อยละ ๒๑.๕ ในปี ๒๕๖๘ หรือใน ๑๕ ปีข้างหน้า ความเร็วของการสูงอายุทางประชากรของประเทศไทยนี นับว่าเร็วกว่าทีเ่ คยเกิดขึนในประเทศตะวันตก ้ ้ หลายเท่า และรวดเร็วเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยในกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยมีสัดส่วน ประชากรสูงวัยมากเป็นอันดับ ๒ รองจากสิงคโปร์๓
๒ ๓
สุขภาวะในสภาพการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
“ความหมายของปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาวะ” (social determinants of health : SDH) อยู่ในภาคผนวก ๑ ปาฐกถานายกรัฐมนตรีเรื่อง ข้อมูลดีเพื่อการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล, ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓
การก้ า วสู่ การเป็ น สั ง คมผู้ สู ง อายุ ส่ ง ผลต่ อ การลดลงของรายได้ เ ฉลี่ ย ประชากร การออม
การลงทุน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายด้านการประกันสังคม สวัสดิการ และด้านสุขภาพ ปัญหาการแตกแยก ความรุนแรงทำให้คนไทยมีอาการเครียดจากสถานการณ์ทางการเมือง แผนปรองดอง ๕ ข้อของรัฐบาล๔ ร่วมกับการดำเนินการของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยและ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย การร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนในสังคมตลอดจน
คนไทยทุกคน น่าจะเป็นความหวังว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในทางที่ดี มีความ ยุติธรรม และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ทำให้เมืองไทยน่าอยู่กว่าเดิม
ปัญหาภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้มการเลิกจ้างงานเพิมขึน จากการสำรวจพบว่า คนว่างงาน
ี ่ ้ ในปี ๒๕๕๐ มี ๔๒๐,๐๐๐ คน แต่ในปี ๒๕๕๑ เพิ่มขึ้นเป็น ๕๑๐,๐๐๐ คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๒๕
ทำให้กลุ่มคนที่ถูกเลิกจ้างเกิดความเครียดต่อตนเองร้อยละ ๙๐ เกิดความเครียดต่อครอบครัว
ร้อยละ ๗๐ และคิดฆ่าตัวตายร้อยละ ๑๘ เป็นต้น๖
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๔ คาดว่าจะฟื้นตัวโดยมีการขยายตัวประมาณร้อยละ ๓.๕ - ๔.๕ อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ ๒ - ๓ แต่ก็ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น๗
ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับหลักการ เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและลดผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว
คนไทยได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัญหาด้านคุณภาพ กลุ่มวัยเด็กมีพัฒนาการด้าน IQ และ EQ ค่อนข้างต่ำ กลุ่มวัยทำงานมีผลิตภาพต่ำ ผลการสอบ O-net ในวิชาการสำคัญ พบว่าต่ำ กว่าเกณฑ์ร้อยละ ๕๐ เกือบทุกวิชา ในทุกกลุ่มจังหวัด๘
สุขภาวะในความผันผวนทางการเมือง
สุขภาวะในความผันผวนทางเศรษฐกิจ
12
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ระบบการศึกษา ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข
๔ ๕
แถลงการณ์แผนปรองดอง ๕ ข้ออยู่ในภาคผนวก ๑ รายงานการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาสสี่ ปี ๒๕๔๙-๒๕๕๑ สำนักงานสถิติแห่งชาติ, อ้างในรายงาน ภาวะสังคมไทยไตรมาสสี ปี ๒๕๕๑ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ่ ๖ การสำรวจผลกระทบและการปรับตัวของแรงงานไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก สศช., ในรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสสี่ ปี ๒๕๕๑ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๗
งบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔, สำนักงบประมาณ, สำนักนายกรัฐมนตรี ๘
เอกสารประกอบการประชุมทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที ๑๑ ่
โรคอุบัติใหม่ไม่ว่าจะเป็นโรคซาร์ส โรคไข้หวัดนก โรคไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ และโรคอุบัติซ้ำ คือ กาฬโรค เป็นภัยคุกคามที่มีผลกระทบเป็นอย่างมากต่อภาวะเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ จำเป็น ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า เชื้อโรคจะกลายพันธุ์จนเป็นสายพันธุ์ที่มีอันตรายกว่าเดิมหรือไม่
วิถีบริโภคก็ถือเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่ใกล้ตัวทุกคน โดยผลกระทบที่ชัดเจนคือโรคเรื้อรังที่มี
แนวโน้มเพิ่มขึ้น ในระยะเวลาเพียง ๕ ปี พบผู้ป่วยนอนรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคเบาหวาน
โรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ๑ เท่า๙ สาเหตุหนึ่งมาจากการบริโภคน้ำตาลเกิน ดังปรากฏว่า
ในระยะเวลาเพียง ๖ ปี มีการบริโภคเพิ่มขึ้น ๑ เท่า โดยในปี ๒๕๔๙ พบการบริโภคน้ำตาลโดยเฉลี่ย ๓๓.๒ กิโลกรัมต่อคนต่อปี นอกจากนี้ในปี ๒๕๔๗ พบว่าผู้มีอายุ ๖ ปีขึ้นไป ร้อยละ ๘๖ บริโภค อาหารประเภทไขมันสูง และผู้มีอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ที่บริโภคผักผลไม้เพียงพอ มีเพียงร้อยละ ๒๐ การรณรงค์ แ ละปรั บ กติ กาสั ง คมที่ ไ ด้ มี การดำเนิ น การมาอย่ า งต่ อ เนื่ อ งช่ ว ยแก้ ปั ญ หาได้
หลายส่วน อัตราการสูบบุหรี่ปัจจุบัน๑๐ ของคนไทยที่สูบ อายุ ๑๕ ปีขึ้นไป มีแนวโน้มลดลงอย่าง
ต่อเนื่องจาก ร้อยละ ๓๒.๐ หรือ ๑๒.๒๖ ล้านคน ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔๑๑ เป็นร้อยละ ๒๐.๗ หรือ ๑๐.๙๑๒ ล้านคน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ อัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นไปในทุกเพศ และกลุ่มประชากร โดยปี พ.ศ. ๒๕๓๔ อัตราการสูบบุหรี่ของเพศหญิงเท่ากับร้อยละ ๔.๙๕ ในขณะที่เพศชายร้อยละ ๕๙.๓๓ และในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เพศหญิงลดลงเหลือร้อยละ ๒.๐๑ และเพศชายลดลงเหลือร้อยละ ๔๐.๔๖ ภาคใต้มีอัตราการสูบบุหรี่สูงสุดและมีอัตราการสูบในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๔ - ๒๕๕๒ ลดลง น้อยที่สุด
และประชากรกลุ่มเศรษฐฐานะสูงจะมีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำกว่า และมีอัตราการลดของ
การสูบบุหรีสงกว่ากลุ่มเศรษฐฐานะต่ำกว่า ู่
โรคอุบัติใหม่ มหันตภัยที่ไม่ควรมองข้าม
ภัยจากวิถีบริโภค แหล่งโรคซุ่มเงียบ
สูบ ดื่ม เสพ พนัน บ่วงทุกข์เสพติด
1
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๙
การสำรวจสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที ๓ พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗, อ้างใน ่
รายงานการสาธารณสุขไทย ๒๕๔๘-๒๕๕๐ ๑๐
อัตราการสูบบุหรี่ปัจจุบัน คือ ร้อยละของประชากรไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปที่สูบบุหรี่เป็นประจำ/ทุกวัน รวมกับผู้ที่
สูบบุหรี่เป็นครั้งคราว ๑๑ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ใน ศรัณญา เบญจกุล และคณะ (๒๕๕๑) : สถานการณ์และแนวโน้มการบริโภคยาสูบของ
ประชากรไทย พ.ศ. ๒๕๓๔-๒๕๕๐ ๑๒
ศูนย์วจยและจัดการความรูเ้ พือการควบคุมยาสูบ (ศจย.) : สถานการณ์และแนวโน้มการบริโภคยาสูบของประชากรไทย
ิั ่
พ.ศ. ๒๕๓๔-๒๕๕๒
1
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ส่วนการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ถึง ๒๕๔๖ ปริมาณการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยสูงขึ้นถึง ๓ เท่าตัว โดยวัยรุ่นชายดื่มเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๒๑ ส่วน วัยรุ่นหญิงดื่มเพิ่มขึ้นถึง ๖ เท่า ในเวลา ๗ ปี จากร้อยละ ๑ เป็นร้อยละ ๕.๖ นอกจากนี้ยังพบว่า เยาวชนไทยที่เริ่มดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่อายุ ๑๐-๑๓ ปีมีอัตราเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการเพิ่ม
งบประมาณในการโฆษณาธุรกิจเหล้าจากจำนวน ๑.๙ พันล้านบาทในปี ๒๕๔๒ เป็น ๒.๔ พันล้านบาท ในปี ๒๕๔๘ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปีล่าสุดคือ ๒๕๕๐ พบว่า มีผู้ดื่มแอลกอฮอล์ ๑๔.๙ ล้านคน หรือร้อยละ ๒๙.๓ ลดลงจากในปี ๒๕๔๙ ซึ่งมีจำนวน ๑๕.๙ ล้านคน หรือร้อยละ ๓๑.๑ อย่างไรก็ตาม ร้อยละของผู้ที่ดื่มประจำได้เพิ่มจากร้อยละ ๑๘.๕ ในปี ๒๕๔๙ เป็นร้อยละ ๒๐.๐ ในปี ๒๕๕๐ โดยชายมีอัตราการดื่มสุราสูงกว่าหญิง (ร้อยละ ๕๑.๐ และร้อยละ ๘.๘ ตาม ลำดับ) ส่วนปัญหายาเสพติดก็เริ่มกลับเข้ามามากขึ้น จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดรายงานว่า ในปี ๒๕๕๑ การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมี มากกว่า ๑๓๐,๐๐๐ คดี และจากรายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งว่ามีมากถึง ๒๐๐,๐๐๐
คดี๑๓ และปัญหาพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัยก็น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะการแพร่เชื้อ เอช ไอ วี ในกลุ่มชายรักร่วมเพศที่คาดว่าในปี ๒๕๕๓ จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๓๘ ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด ทั้งนี
้ ในกลุ่มวัยรุ่นก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การพนั นมี อ ยู่ ทั่ ว ไปในสั ง คมไทย โดยร้ อ ยละ ๗๐ ของผู้ ใ หญ่ เ ล่ น การพนั น เป็ น ประจำ ประมาณมูลค่าถึง ๓๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี กิจการส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย ยกเว้นส่วนน้อย เช่น สลาก กินแบ่งรัฐบาล การพนันแข่งม้า รายได้จากการพนันประเภทหวยใต้ดิน การพนันฟุตบอล และ
บ่อนคาสิโน มีมูลค่าประมาณรายได้ร้อยละ ๔-๘ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ๑๔ เยาวชน
ทุกระดับการศึกษาเล่นพนันฟุตบอลครั้งคราวถึงประจำ โดยระดับอุดมศึกษาเล่นพนันฟุตบอล
มากที่สุด (ร้อยละ ๑๖.๖) รองลงมา คือ อาชีวศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนต้น และประถมศึกษา (ร้อยละ ๑๔.๕, ๑๐.๑, ๗.๘ และ ๔.๐) ตามลำดับ๑๕ ก่อให้เกิดผลกระทบทังการ ้
ฆ่าตัวตาย ถูกทำร้าย ร่างกาย ความรุนแรงในครอบครัว การทุจริตคอรัปชั่น การฟอกเงิน และการ ก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการค้าประเวณีเพื่อใช้หนี ้
๑๓
กุลภา วจนสาระและกฤตยา อาชวนิจกุล ๒๕๕๑ (คำนวณจากสถิติคดีอาญา ๕ กลุ่มทั่วราชอาณาจักร. ศูนย์ข้อมูล
ข้อสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ), อ้างใน รายงานสุขภาพคนไทย ๒๕๕๒ ๑๔ อุตสาหกรรมการพนัน ไทย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และมาเลเซีย. ผาสุก พงษ์ไพจิตรและคณะ, ๒๕๔๒
๑๕
ข้อมูลสภาวการณ์เด็กและเยาวชน เรือง หวย-ลอตเตอร์ร-การพนัน โดย ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ สถาบันรามจิตติ,
่ ี่ ๒๕๕๒
ปัญหาอุบัติเหตุทำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จากสถิติตั้งแต่ป ๒๕๓๒ อัตราการเสียชีวิต ี จากอุบัติเหตุจัดอยู่ใน ๓ อันดับแรกของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย รายงานจาก ADB-ASEAN ปี ๒๕๔๗ พบว่า ต้นทุนเฉลี่ยกรณีเสียชีวิตประมาณ ๒.๘๕ ล้านบาทต่อราย และเมื่อรวมทรัพย์สิน
ที่เสียหายด้วยแล้วจะสูงกว่า ๓ ล้านบาทต่อราย นอกจากนี้รายงานด้านการป้องกันอุบัติเหตุบน
ท้องถนนขององค์การอนามัยโลกปี ๒๕๔๗ รายงานว่า คนไทยตายเนื่องจากอุบัติภัยจราจรอยู
่ ลำดับที่ ๑๑ ของโลก แม้สถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติภัยจราจรเริ่มลดลงตามลำดับจาก พ.ศ. ๒๕๔๖
ที่มีจำนวน ๑๔,๐๖๓ คน มาเป็น ๑๐,๗๑๗ คน ในปี ๒๕๕๒ โดยอัตราการตายจากอุบัติภัยจราจร
ต่อแสนของประชากรในช่วงเวลาเดียวกันลดจาก ๒๒.๙๐ ในปี ๒๕๔๖ เป็น ๑๖.๘๗ ในปี ๒๕๕๒ หรือลดลงร้อยละ ๒๓ แต่ปัจจัยที่เอื้อต่อปัญหาอุบัติภัยทางถนน เช่น การเพิ่มของถนน และ
ยานยนต์ การย้ายเข้ามาอาศัยในเมือง การไม่เคารพกฎหมาย การดื่มสุราแล้วขับยานพาหนะ
ยังสูงอยู ขณะที่โครงสร้างในการแก้ไขปัญหา เช่น ระบบข้อมูลข่าวสาร ระบบขนส่งสาธารณะ และ ่ การบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนยังต้องการการพัฒนาอีกมาก
ความประมาท ต้นเหตุของพฤติกรรมเสี่ยง
ครอบครัว เสาค้ำที่ระส่ำระสาย
ครอบครัวคือสถาบันแรกและสำคัญที่สุดที่จะช่วยปกป้องและส่งเสริมสุขภาวะของคนไทย แต่ ปัจจุบันครอบครัวไทยยังมีความอ่อนแอ ข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ เห็นได้จากการหย่าร้างที่มีแนวโน้มสูงขึ้น (ประมาณ ๑ ใน ๓ ของการจดทะเบียนสมรสในปี ๒๕๕๐) ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่ความรุนแรงที่เกิดกับสตรีมาจากสามี และปัญหาเด็ก ที่ถูกทอดทิ้งสร้างความรุนแรง ก่อคดี และตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ทั้งหมดนี้เป็นวัฏจักรอันเนื่องมา จากครอบครัวและสังคมที่อ่อนแอ สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านยาต่อค่าใช้จ่ายสุขภาพรวมทั้งหมดสูงถึงร้อยละ ๔๒.๘๑๖ ซึ่งสูงกว่า ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ สาเหตุหลักเกิดจากระบบการควบคุมการสั่งจ่ายยาที่อ่อนแอ เริ่ม จากสิทธิบัตรที่ทำให้เกิดการผูกขาด การส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม ความอ่อนแอขององค์กร วิชาชีพ สวัสดิการข้าราชการที่ใช้ระบบการจ่ายแบบปลายเปิด กฎหมายล้าสมัยและไม่มีมาตรการ ควบคุมราคา ส่งผลกระทบให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงยา และภาระงบประมาณด้านสาธารณสุข
1
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ธรรมาภิบาลระบบยาอ่อนแอ
๑๖
สุขภาพคนไทย ๒๕๕๓, วปส., สสส., สช, ๒๕๕๓
สภาพแวดล้อมเป็นพิษ ภัยร้ายใกล้ตัว
สภาพแวดล้อมเป็นอีกสาเหตุของการเจ็บป่วยโดยเฉพาะในที่ทำงาน จากข้อมูลหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติในปี ๒๕๕๐ พบว่าสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนทำงานมากที่สุด ได้แก่ การ ติดเชื้อ (อัตรา ๘๑ ต่อแสนประชากร) สารเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช (อัตราอย่างละ ๑๘ ต่อแสน ประชากร) รวมถึ ง ปั ญ หาคุ ณ ภาพอากาศโดยเฉพาะปริ ม าณฝุ่ น ขนาดเล็ ก ในเขตเมื อ งและเขต อุตสาหกรรม และคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่างๆ ที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม (ประมาณ ๑ ใน ๔ ของแม่น้ำ ทั่วไป)
วิกฤตอาหาร พลังงาน และโลกร้อน อนาคตที่กำลังเคลื่อนเข้ามา
การขาดแคลนอาหาร พลังงาน และภาวะโลกร้อน เป็นวิกฤตระดับโลก โดยเริ่มส่งผลจากราคา พืชผลเกษตรที่แพงขึ้นถึง ๒ เท่าในช่วง ๓ ปี ราคาน้ำมันแพงขึ้นอย่างมาก แต่มูลค่าการใช้น้ำมัน ปิโตรเลียมของคนไทยเพิ่มขึ้น ๒ เท่าในช่วง ๕ ปี๑๗ หากคนไทยและมนุษยชาติยังไม่เร่งปรับตัวและ จัดการอย่างจริงจัง จะส่งผลกระทบต่อสภาวะภูมิอากาศ พืชพันธุ์ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ใน อนาคต
1
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
บริบทดังกล่าวนี ล้วนส่งผลต่อความร่มเย็นเป็นสุขของคนไทย และเป็นฐานคิดส่วนหนึ่งที่ ้ สสส. นำมาประกอบการวางแผนหลักของการดำเนินงานเพื่อเกิดผลเป็นสุขภาวะองค์รวมของ
สังคมไทย
๑๗
มูลค่าการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๓๖-๒๕๕๑, NESDB, BOT, EPPO
๖
หากมองสถานการณ์ไปถึง พ.ศ. ๒๕๕๖ ปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนไทยจะเกิด จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง นอกจากวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว ยังมีสถานการณ์วิกฤตด้านอาหาร วิกฤตพลังงาน การปรับเปลี่ยนค่านิยมทางสังคม การหลีกเลี่ยง กฎหมายและใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน นอกจากนี้สังคมไทยยังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุ และโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้ ประชากรส่วนใหญ่ของสังคมเป็นผู้รับจ้าง ซึ่งในประชากรกลุ่มนี้นั้นส่วนหนึ่งเป็นผู้ไร้สัญชาติ ทั้งยัง ก่อให้เกิดผู้พิการจากอุบัติเหตุและพิการจากเครื่องจักร เป็นปัจจัยเร่งความรุนแรงต่อปัญหาสุขภาวะ ในภาพรวม นอกจากความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างดังกล่าวแล้ว ยังมีปัญหาในเชิงพฤติกรรมที่ส่งผลต่อ สุขภาวะ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยที่เป็นสาเหตุการสูญเสียปีสุขภาวะอันดับแรกของ คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิงปัญหาทีเ่ กิดในกลุมเยาวชน อาทิ การตังครรภ์ที่ไม่พร้อม การมีเพศสัมพันธ์
่ ่ ้ ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลทำให้สังคมไทยมีความอ่อนแอ สิ่งท้าทายที่สำคัญอีกประการของ สสส. คือ ผลสำเร็จจากการดำเนินงานควบคุมการบริโภค ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันอาจจะส่งผลกระทบต่องบประมาณ ทำให้มีความจำเป็นที่ สสส. ต้องคำนึงถึงการสนับสนุนหรือสร้างองค์กรที่สามารถทำงานด้านพัฒนาสังคมได้ต่อเนื่อง ยั่งยืน (social enterprise)
สิ่งท้าทายใหม่
1
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ภารกิจของ สสส. เกี่ยวพันกับความเปลี่ยนแปลงและภาวะวิกฤตของประเทศหลายด้าน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีความรุนแรงและรวดเร็ว ทำให้ สสส. ต้องปรับยุทธศาสตร์
เพื่อเสริมหนุนพลังภาคีให้ใช้ความรู้และวิธีการที่เหมาะสม เพื่อช่วยแก้ปัญหาอย่างคล่องตัวและ
ทันการณ์ มุ่งเน้นการจัดการที่เป็นรากเหง้าของปัญหาและปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาวะ
ท่ามกลางกระแสการเปลียนแปลงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นการผันผวนของปัจจัยต่างๆ ข้างต้น
่ ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและอำนาจต่อรองของปัจเจกชน
ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น หากแต่ละฝ่ายใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึง
ถึงผลกระทบต่อผู้อื่นและสังคมโดยรวม ก็จะทำให้เกิดสภาวะความแตกแยกและความรุนแรงไม่สิ้นสุด จึงเป็นสิ่งท้าทายสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง ในโอกาสที่ สสส. ได้ก่อตั้งมาจนจะครบหนึ่งทศวรรษในปี ๒๕๕๔ นี้ คณะกรรมการกองทุน
จึงเห็นร่วมกันที่จะพิจารณาบทเรียนจากการดำเนินงานที่ผ่านมาร่วมกับการมองทิศทางในอนาคต มุ่งมั่นทำงานเชิงรุก โดยการใช้ศักยภาพของตนเองตลอดจนการเสริมพลังจากทุกภาคส่วน สร้าง กระบวนการเรียนรู้ให้ประชากรไทยมีค่านิยมที่เหมาะสม มีความเข้มแข็งในมิติด้านจิตใจและปัญญา ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดดุลยภาพและความเป็นธรรมของสังคม ทำให้เมืองไทยมีความร่มเย็นเป็นสุข มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมโลก
1
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๗
โครงสร้างองค์กร
ภาคนโยบายและกำกับดูแล
•
•
คณะกรรมการกองทุน
มีบทบาทควบคุมดูแลการดำเนินกิจการกองทุนในระดับนโยบาย
และกำหนดงบประมาณในภาพรวม รวมทังออกกฎระเบียบข้อบังคับทีสำคัญในการดำเนินงาน
้ ่ คณะอนุกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการกองทุนแต่งตั้งขึ้นเพื่อมอบหมายงาน ได้แก่ - คณะกรรมการบริหารแผน ปัจจุบันมี ๗ คณะ มีบทบาทในการพัฒนาแผน กำกับดูแล
ให้การดำเนินงานตามแผนแต่ละด้านที่รับผิดชอบบรรลุเป้าหมาย - คณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน ได้แก่ คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการตรวจสอบภายใน
คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาสำนักงานกองทุน คณะอนุกรรมการนโยบายทางการเงิน
คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะอนุกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะ
อนุกรรมการพัฒนาบุคลากร เป็นต้น
1
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ภาคการประเมินผลการดำเนินงาน
•
คณะกรรมการประเมินผล มีอำนาจหน้าที่ประเมินผลด้านโยบายและการกำหนดกิจการ
ของกองทุน ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน รายงานผล
พร้อมข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ คณะกรรมการประเมินผลจึงมีความอิสระจากคณะกรรมการกองทุน มีบทบาทในการ
ประเมิ น ผลการดำเนิ น งานของกองทุ น ในภาพรวม ทั้ ง ด้ า นนโยบาย ด้ า นผลกระทบ
ต่อสังคม และด้านการบริหารจัดการ อันจะเป็นหลักประกันความรับผิดชอบของ สสส.
ต่อสาธารณะ (public accountability)
20
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ภาคการบริหารจัดการ
•
•
สำนักงาน ประกอบด้วยผู้จัดการกองทุนเป็นผู้บริหารสูงสุด ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และ
เจ้าหน้าที มีบทบาทหน้าที่ ในการนำนโยบายมาดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ การ ่
สนับสนุนภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมพัฒนาและดำเนินกิจกรรม ตลอดจนการพัฒนาระบบ
และวิธีปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะและขีดความสามารถของ
บุคลากรและภาคีเครือข่าย ตลอดจนส่งเสริมให้มีการจัดการความรู้และรวบรวมจัดเก็บ
บทเรียน ผลงานวิชาการ รวมทั้งเผยแพร่และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความรู้ดังกล่าว
เพื่อเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ขององค์กร ภาคีเครือข่าย แม้กฎหมายจะไม่ระบุโดยตรงว่าเป็นโครงสร้างของ สสส. แต่ภาคีเครือข่าย
การสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพถื อ เป็ น ผู้ ป ฏิ บั ติ ง านที่ แ ท้ จ ริ ง ของโครงการและกิ จ กรรมต่ า งๆ
นอกจากนี้ ภ าคี เ ครื อ ข่ า ยยั ง มี บ ทบาทในการร่ ว มคิ ด ร่ ว มเรี ย นรู ร่ ว มพั ฒ นาอย่ า ง ้
กัลยาณมิตร และร่วมลงทุนในบางกรณีด้วยเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามเป้าหมายซึ่งมี
ประชาชนเป็นผู้รับประโยชน์สุดท้ายร่วมกัน
ภาคภาคีเครือข่าย
๘
คณะกรรมการกองทุนได้ให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุน โครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นระบบกลไกหลักในการดำเนินงาน ให้มความชัดเจน รัดกุม ทำให้ สสส. ปฏิบตงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถระดมการมีสวนร่วม ี ัิ ่
มีความโปร่งใสต่อการตรวจสอบ และมีความชัดเจนของบทบาทความสัมพันธ์ของกลไกบริหาร
ส่วนต่างๆ การดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ฯ ครอบคลุม ทั้งการวางแผน การดำเนินงาน และการติดตาม ประเมินผล ทั้งนี จะมีการปรับปรุงแผนหลักทุกปี กระบวนการตามหลักเกณฑ์ฯ สรุปได้เป็น ้
๕ ขั้นตอนหลัก
๕ ขั้นตอนหลักตามหลักเกณฑ์ฯ
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงิน
21
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การจัดทำ แผนหลัก
การวางกลไก และกำกับแผน
การพัฒนาการ บริหารแผนงาน
การพิจารณา โครงการ
การติดตาม ทบทวนแผน
๙
เป้าประสงค์
เป้าประสงค์สำคัญ
22
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การบรรลุถึงสุขภาวะยั่งยืนของคนไทยทั้งชาติตามวิสัยทัศน์ของ สสส. เป็นภารกิจใหญ่หลวง และท้าทายยิ่ง อย่างไรก็ดี ในบรรดาประเด็นการสร้างเสริมสุขภาวะจำนวนมากนั้น สสส. ได้ให้ความ สำคัญกับเป้าประสงค์สำคัญต่อไปนี้ เป้าประสงค์ ๑ สสส. จะจัดการทรัพยากรระดับเข้มข้นเพื่อให้บรรลุผลในการลดปัจจัยเสี่ยง
ด้านการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อุบัติเหตุจราจร และการขาด
การออกกำลังกาย โดยสนับสนุนหน่วยงานทีรบผิดชอบโดยตรงและภาคีเครือข่าย
่ั เป้าประสงค์ ๒ พัฒนากลไกที่จำเป็นสำหรับการลดปัจจัยเสี่ยงนอกเหนือจากเป้าประสงค์ท ๑ ี่
โดย สสส. ลงทุนแต่น้อยในส่วนที่จำเป็นและก่อให้เกิดผลกระทบสูง ได้แก่
ประเด็นเกี่ยวกับอาหาร เพศ จิตใจ สารเสพติดรวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่มักเกิดกับ
กลุ่มประชากรที่มีลักษณะเฉพาะในระดับต่างๆ
เป้าประสงค์ ๓
พัฒนากระบวนการ ต้นแบบ และกลไกขยายผล สำหรับการพัฒนาสุขภาวะ
องค์รวมในองค์กร พืนที และกลุมเยาวชน เพือมุงพัฒนาสังคมสุขภาวะในระยะยาว
้ ่ ่ ่ ่ เป้าประสงค์ ๔
เพิ่มนวัตกรรมและโอกาสในการสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาวะ เป้าประสงค์ ๕
สร้างค่านิยมการสร้างเสริมสุขภาวะให้เกิดขึ้นในสังคมไทย สังคมให้ความร่วมมือ
กับการรณรงค์เพื่อบรรลุเป้าประสงค์อื่นๆ เป้าประสงค์ ๖
เพิ่มขีดความสามารถของระบบสุขภาพและระบบบริการสร้างสุขภาวะในรูปแบบ
ชุดความรู้ สมรรถนะบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
๑๐
เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าร่วมและโอกาสในดำเนินกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะร่วมกันของภาคี เครือข่ายที่มีความหลากหลาย สสส. ได้สร้างช่องทางในการดำเนินงาน ดังนี้ ๑. ช่ อ งทางตาม “ประเด็ น ” (issue approach) หรื อ เรื่ อ งต่ า งๆ ได้ แ ก่ สุ ร า ยาสู บ
การออกกำลังกาย อาหาร สุขภาพจิต การคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ๒. ช่องทางตาม “หน่วยภารกิจ” (setting approach) ลักษณะต่างๆ ได้แก่ สถานที่ทำงาน
สถานศึกษา ศาสนสถาน เป็นต้น ๓. ช่องทางตาม “พื้นที่” (area approach) ได้แก่ ตำบล อำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัด ลุ่มน้ำ
เป็นต้น ๔. ช่องทางตาม “กลุ่มเป้าหมาย” (target group approach) ต่างๆ ได้แก่ เด็ก เยาวชนและ
ครอบครัว ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส แรงงาน กลุ่มผู้เผชิญภาวะความรุนแรง
เป็นต้น
“ช่องทาง” ในการสร้างเสริมสุขภาวะ
2
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
นอกจาก ๔ ช่องทางแล้ว สสส. ยังดำเนินการผ่าน “นโยบาย” (policy approach) ได้แก่ โอกาสที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนโยบายของรัฐหรือนโยบายทางการเมืองที่มุ่งถึงการสร้างเสริม
สุขภาวะ และจาก “แนวทางจากความสำเร็จ” (success approach) ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
โดย สสส. สนับสนุนการเสาะหาความสำเร็จในการดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพที่เห็นผล นำมา
แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการขับเคลื่อนขบวนการสร้างเสริมสุขภาวะ
๑๑
2
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
จากวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ และช่องทาง ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น สสส.
ได้กำหนดให้มีแผนการดำเนินงานของกองทุน จำนวน ๑๓ แผน ได้แก่ ๑ ๒ ๓ ๙ แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ แผนควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ เป้าประสงค์ ๑
ความเชื่อมโยง ระหว่างเป้าประสงค์และแผน
๔ แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ๕ แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ๖ แผนสุขภาวะชุมชน ๗ แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๘ แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ๑๐ แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม ๑๑ แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม ๑๒ แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ ๑๓ แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ
เป้าประสงค์ ๒ เป้าประสงค์ ๓ เป้าประสงค์ ๕ เป้าประสงค์ ๔ เป้าประสงค์ ๖
หมายเหตุ งานของ สสส. ในแต่ละแผนมีลักษณะที่ตอบสนองไม่เพียงต่อเป้าประสงค์ ใด เป้าประสงค์หนึ่ง หากแต่มักตอบสนองได้หลายเป้าประสงค์ ตารางข้างบนแสดงถึงจุดเน้นและความ เชื่อมโยงแต่ละแผนที่ตอบสนองเป้าประสงค์ใดเป้าประสงค์หนึ่งเป็นหลักเท่านั้น
๑๒
๑. ปีงบประมาณ ๒๕๕๔-๒๕๕๖ ประมาณการรายได้รวมเท่ากับ ๓,๓๙๘ ล้านบาท ๓,๓๘๘ ล้านบาท และ ๓,๓๘๓ ล้านบาท ตามลำดับ ๒. คณะกรรมการกองทุน ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของนโยบายการเงิน ประกอบด้วย ๒.๑ รักษาปริมาณเงินทุนให้มีสภาพคล่องและเพียงพอต่อภาระผูกพัน
๒.๒ มีเงินทุนสำรองเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต (๕๐๐-๑,๐๐๐ ล้านบาท) ๒.๓ รักษายอดรวมเงินผูกพันกับโครงการต่างๆ มิ ให้มีเงินคงเหลือสุทธิของกองทุน
มากเกินไปโดยไร้เหตุผลอันสมควร
๒.๔ มีการบริหารจัดการเงินทุนทียงไม่ถงกำหนดเบิกจ่ายให้เกิดผลตอบแทนทีเ่ หมาะสม
่ั ึ ๓. ในการปรับแผนหลักคณะกรรมการกองทุนได้พิจารณาสถานะของกองทุนแล้ว มีมติให้ตั้ง งบประมาณขาดดุล ร้อยละ ๘ ในปี ๒๕๕๔ ร้อยละ ๕ ในปี ๒๕๕๕ และ ร้อยละ ๓ ในปี ๒๕๕๖ ตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อให้ภายในปี ๒๕๕๖ มีเงินทุนสำรองวงเงิน ๕๐๐ - ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึงสอดคล้องกับ ่ นโยบายการเงิน (ข้อ ๒)
๔. งบประมาณรายจ่ายของกองทุน แบ่งเป็น ๒ ส่วน ได้แก่
๔.๑ งบประมาณสนับสนุนโครงการ ในปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ เท่ากับ ๓,๗๐๐ ล้านบาท
๓,๖๐๐ ล้านบาท และ ๓,๕๐๐ ล้านบาท ตามลำดับ
๔.๒ งบบริหารจัดการสำนักงาน ในปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ เท่ากับ ๑๙๔ ล้านบาท ๒๑๔
ล้านบาท และ ๒๓๒ ล้านบาท ตามลำดับ ๕. การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการที่คณะกรรมการกองทุนอนุมัติไว้ สอดคล้องกับ กรอบนโยบายการปรับปรุงแผนหลัก ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ จำนวน ๕ ข้อ
๖. นอกจากงบประมาณสนับสนุนโครงการและการบริหารสำนักงานแล้ว คณะกรรมการกองทุน
ได้ตั้งงบประมาณ โครงการสร้างศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ในปี ๒๕๕๓ จำนวน ๗๑๘ ล้านบาท ซึ่งมีการ ดำเนินการไปแล้วจำนวน ๕๑๕.๕๐ ล้านบาท คงเหลือ ๒๐๒.๕ ล้านบาท จึงได้ยกยอดงบประมาณทีเ่ หลือ ไปไว้ในปีงบประมาณ ๒๕๔๔ เพือให้โครงการสร้างศูนย์เรียนรูสขภาวะดำเนินการแล้วเสร็จเป็นไปตาม ่ ุ้ วัตถุประสงค์
งบประมาณ
2
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สรุปงบประมาณ ปี ๒๕๕๔ -๒๕๕๖
ปีงบประมาณ งบสนับสนุนโครงการ จำนวน ร้อยละ ๒๕๕๔ ๓,๗๐๐ ๙๐.๓๓ ๒๕๕๕ ๓,๖๐๐ ๙๔.๓๙ ๒๕๕๖ ๓,๕๐๐ ๙๓.๗๘ งบบริหารจัดการ งบสร้างศูนย์เรียนรู้ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ ๑๙๔ ๔.๗๔ ๒๐๒ ๔.๙๓ ๒๑๔ ๕.๖๑ ๐ ๐.๐๐ ๒๓๒ ๖.๒๒ ๐ ๐.๐๐
หน่วย : ล้านบาท
รวมทั้งสิ้น จำนวน ร้อยละ ๔,๐๙๖ ๑๐๐ ๓,๘๑๔ ๑๐๐ ๓,๗๓๒ ๑๐๐
การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการ ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ จำแนกรายแผน
หน่วย : ล้านบาท
2
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สนับสนุนโครงการ ๑ แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ ๒ แผนควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ ๓ แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและ อุบัติภัย ๔ แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ๕ แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ๖ แผนสุขภาวะชุมชม บูรณาการพัฒนาเชิงพื้นที่ ๗ แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๘ แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ๙ แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและ กีฬาเพื่อสุขภาพ ๑๐ แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม ๑๑ แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม ๑๒ แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ผ่านระบบบริการสุขภาพ ๑๓ แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการ สร้างเสริมสุขภาพ งานพัฒนาและจัดการกลุ่มงานกลาง ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ
รายการ
แผนงบประมาณ สัดส่วนปี สัดส่วน ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๒๕๕๔ เฉลี่ย๓ปี ๓,๗๐๐ ๓,๖๐๐ ๓,๕๐๐ ๑๐๐% ๑๐๐% ๑๕๘ ๑๖๓ ๑๔๙ ๔.๓% ๔.๔% ๒๖๗ ๒๕๐ ๒๕๔ ๗.๒% ๗.๑% ๑๘๖ ๒๘๐ ๑๔๕ ๔๒๐ ๑๗๕ ๒๒๘ ๑๔๘ ๑๙๖ ๒๖๐ ๒๒๗ ๔๑๐ ๑๖๕ ๒๐๙ ๑๒๓ ๑๗๖ ๒๒๕ ๒๐๐ ๔๓๐ ๑๕๓ ๒๑๓ ๑๒๘ ๕.๐% ๗.๖% ๓.๙% ๑๑.๔% ๔.๗% ๖.๒% ๔.๐% ๕.๒% ๗.๑% ๕.๓% ๑๑.๗% ๔.๖% ๖.๐% ๓.๗%
๑๙๒ ๑๘๘ ๑๙๗ ๕.๒% ๕.๓% ๔๗๘ ๔๘๔ ๔๘๕ ๑๒.๙% ๑๓.๔% ๒๓๐ ๒๑๐ ๒๑๐ ๖.๒% ๖.๐% ๑๐๘ ๑๐๐ ๑๐๐ ๒.๙% ๒.๙% ๔๗๒ ๓๗๕ ๓๓๐ ๑๒.๘% ๑๐.๙% ๑๑๓ ๑๐๕ ๑๐๕ ๓.๑% ๓.๐% ๑๐๐ ๑๓๕ ๑๔๕ ๒.๗% ๓.๕%
๑๓
คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพให้ความสำคัญกับการบูรณาการมาอย่าง ต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๒ เป็นต้นมา สำหรับปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ยังคงมีนโยบายให้ทุก แผนเน้นการบูรณาการ ทั้งในเชิง ประเด็น องค์กร พื้นที่ และกลุ่มเป้าหมาย โดยให้มีการดำเนินการ ใน ๒ ลักษณะ ดังนี ้ ๑) การบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง๑๘ โดยระดมความร่วมมือของภาคีจากทุกภาคส่วนร่วม กันพัฒนาสร้างสุขภาวะในท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งเรียกว่า “ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศที่น่าอยู่ ที่สุด” อันหมายถึงดินแดนที่ประชาชนมีสุขภาวะดีครบสี่มิติ ๒) การบริหารจัดการแบบกลุ่มงานกลาง๑๙ เป็นการพัฒนารูปแบบการบูรณาการงานใหม่ที่มี ลักษณะประสานและต่อยอดจากฐานงานเก่าที่มีอยู่ โดยเพิ่มการจัดการและงบประมาณที่จำเป็น
บูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพ
27
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการทำงานร่วมกันขององค์กรภาคีในพื้นที่ (กลุ่มจังหวัด จังหวัด) และส่งเสริมการระดมทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นและใน ระดับจังหวัดเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะ ๒. เพื่อสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการเชิงประเด็นระหว่างแผนทั้ง ๑๓ แผน ภายใต้การบริหาร จัดการแบบกลุ่มงานกลาง ๓. เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้นำให้สามารถขับเคลื่อนให้เกิดพื้นที่ตัวอย่างและนโยบายสาธารณะ เพื่อสุขภาพ
๑๘ ๑๙
รายละเอียดและงบประมาณบรรจุไว้ในกลุ่มแผนงานบูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพภายใต้แผนสุขภาวะชุมชน รายละเอียดและงบประมาณบรรจุไว้ในงานพัฒนาและจัดการกลุ่มงานกลาง
2
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แนวทางการบูรณาการ
๑. การสำรวจความซ้ำซ้อนและความเกี่ยวข้องเชิงประเด็นของแผนงาน รวมถึงทุนทางสังคม
ทั้ ง ในระดั บ กลุ่ ม องค์ กร และสถาบั น และจั ด ทำเป็ น ระบบฐานข้ อ มู ล นำมาใช้ ใ น
กระบวนการ บูรณาการ ๒. สนับสนุนให้มีการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดและทำแผนยุทธศาสตร์ร่วมกันระหว่างแผนงาน
ที่เกี่ยวข้อง ๓. สนั บ สนุ น และร่ ว มสร้ า งระบบและกลไกในการจั ด การความรู้ โ ดยมี เ ป้ า หมายเพื่ อ การ
สร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่และการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพร่วมกัน ๔. สนับสนุนการวิจัยสร้างความรู้ที่มีความจำเป็นต่อการใช้งานและการพัฒนาระบบบูรณาการ ๕. คณะกรรมการบริหารแผนแต่ละคณะกำหนดรายละเอียดและวิธีการการดำเนินงานแต่ละ
กลุ่มจังหวัดดังที่แสดงไว้๒๐ โดยมีกลไกเฉพาะที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการกองทุน
ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการขับเคลื่อนงาน ๖. คณะกรรมการกองทุน กำหนดให้กลไกเฉพาะทำหน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการบริหาร
แผนเป็นผู้กำหนดรายละเอียดและวิธีการบริหารจัดการแต่ละกลุ่มแผนงาน ๑. มีระบบฐานข้อมูล บัญชีรายชื่อแผนงาน และพื้นที่ที่สามารถระบุกรณีที่มีการบูรณาการ
อย่างเป็นรูปธรรมและมีการขับเคลื่อนในเชิงบูรณาการ อย่างน้อยในพื้นที่กรณีตัวอย่างและ
นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการกลุ่มแผนงาน ๒. มีกรณีตัวอย่างรูปธรรมที่แสดงถึงการเป็นเมืองน่าอยู่หรือเมืองแห่งสุขภาวะ อย่างน้อย ๑
จังหวัดในแต่ละกลุ่มจังหวัด ๓. มีกรณีตัวอย่างของระบบการทำงานร่วมขององค์กรภาคีในพื้นที่อย่างน้อยกลุ่มจังหวัดละ
๒ กรณีและเกิดแผนบูรณาการยุทธศาสตร์เชิงประเด็น อย่างน้อย ๑-๒ กรณี ๔. มีชุดความรู้ที่มีการนำไปใช้และเกิดผลต่อสุขภาวะของประชาชนจากกระบวนการบูรณาการ
จำนวน ๒ เรื่องต่อกลุ่มจังหวัดต่อปี และชุดความรู้ว่าด้วยกระบวนการพัฒนานโยบาย
สาธารณะเพื่อสุขภาพที่เกิดผลต่อสุขภาวะของประชาชนจากกระบวนการบูรณาการของ
กลุ่มแผนงาน จำนวน ๑ เรื่องต่อกลุ่มแผนงานต่อปี ๕. เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงหรือนักยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพในการทำงานเชิงยุทธศาสตร์
กลุ่มจังหวัดละ ๓-๕ คนต่อปี และ ๑-๒ คนต่อกลุ่มแผนงานต่อปี
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย
๒๐
การจัดแบ่งพื้นที่เพื่อการบูรณาการการสร้างสุขภาพ ดูภาคผนวก ๔
๑๔
29
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สสส. เป็นหน่วยงานของรัฐทีมิใช่สวนราชการ ถือกำเนิดขึนตามพระราชบัญญัติ คณะกรรมการ ่ ่ ้ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพมีอำนาจกำหนดระเบียบข้อบังคับในการบริหารจัดการและ กำกับดูแลให้เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางของ ก.พ.ร. โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการ ดำเนินงานมากที่สุด การตรวจสอบจึงอาศัยหลักตรวจสอบผล (post-auditing) ซึ่งแตกต่างกับ ราชการที่เน้นตรวจการปฏิบัติตามรายละเอียดของการปฏิบัติตามระเบียบ (pre-auditing) ในการดำเนินกิจการ สสส. มีระเบียบข้อบังคับแตกต่างจากระเบียบราชการโดยทั่วไป ได้แก่
ข้อบังคับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพว่าด้วยการบริหารบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อบังคับ กองทุ น สนั บ สนุ น การสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพว่ า ด้ ว ยการเงิ น การบั ญ ชี การพั ส ดุ แ ละทรั พ ย์ สิ น ของ
กองทุน พ.ศ. ๒๕๔๗ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง การสนับสนุนงบประมาณเป็นไปตามหลักเกณฑ์และ
วิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ และระเบียบกองทุนสนับสนุน การสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพว่ า ด้ ว ยการปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ข องกรรมการกรณี ที่ มี ส่ ว นได้ เ สี ย กั บ กองทุ น
พ.ศ. ๒๕๔๙
การกำกับทิศทาง นิเทศ ตรวจสอบ และติดตามประเมินผล
องค์กรตรวจสอบ
ในการกำกับดูแลข้างต้น สสส. มีองค์กรหรือหน่วยรับผิดชอบในระดับต่างๆ ดังนี้
คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดและกำกับ ดูแลระดับนโยบาย กำกับดูแลฝ่ายบริหาร รวมถึงควบคุมผลการปฏิบัติงานของผู้จัดการซึ่งเป็น หัวหน้าฝ่ายบริหาร ในการนี้กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการกองทุนรายงานผลการดำเนินงานต่อ คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเป็นประจำทุกปี
0
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
คณะกรรมการประเมินผล มีความเป็นอิสระจากคณะกรรมการกองทุน มีอำนาจหน้าที่ประเมิน ผลการดำเนิ น งานทั้ ง ในระดั บ นโยบายและระดั บ บริ ห าร โดยต้ อ งรายงานผลการประเมิ น ต่ อ
คณะกรรมการกองทุนเป็นประจำทุกปี
สำนักงาน มีผู้จัดการรับผิดชอบสูงสุด มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการผ่านกิจกรรมและ โครงการต่างๆ โดยรับผิดชอบต่อคณะกรรมการกองทุน ทั้งนี้รวมถึงการจัดให้มีการศึกษา วิเคราะห์ ประเมินผลการดำเนินงานและเสนอเป้าหมายต่อคณะกรรมการกองทุนด้วย ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ สำนักงานได้จัดจ้างผู้ตรวจสอบอาชีพดำเนินการตรวจสอบบรรดาโครงการต่างๆ ให้ครอบคลุมตาม เกณฑ์มาตรฐาน
ผู้ตรวจสอบภายนอกและผู้สอบบัญชี หมายถึง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือ
ผูตรวจสอบภายนอกทีสตง. เห็นชอบ มีอำนาจหน้าทีในการตรวจสอบบัญชี ทรัพย์สนและการใช้จายต่างๆ
้ ่ ่ ิ ่ นอกจากข้างต้นแล้ว คณะกรรมการกองทุนยังได้แต่งตั้งหน่วยกำกับดูแลเพิ่มเติม ได้แก่ (๑) ผู้ตรวจสอบภายในที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร และคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการตรวจ สอบภายในขึ้นมาตรวจสอบการดำเนินงานในรายละเอียด
(๒) คณะกรรมการบริหารแผน มีอำนาจหน้าทีกำกับดูแลแผนเฉพาะด้านแต่ละด้าน โดยปัจจุบน
่ ั มีคณะกรรมการบริหารแผนจำนวน ๗ คณะ (๓) คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงและ อำนวยการป้องกันภาวะเสี่ยงต่างๆ
นอกเหนือจากการตรวจสอบ (auditing) และประเมินผล (evaluation) ข้างต้นแล้ว สสส. ยังมี มาตรการในการควบคุมการดำเนินงาน ดังนี้
การกำกับทิศทาง
• •
•
การกำกับดูแลแผนงาน/โครงการ กรณีแผนงานและโครงการที่มีวงเงินงบประมาณสูงหรือ
มีความสำคัญ คณะกรรมการบริหารแผนจะแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับทิศ เพื่อกำกับดูแล
ชี้แนะกำกับทิศทาง และมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการ ปัจจุบันมีคณะกรรรมการ
กำกับทิศจำนวนประมาณ ๑๐๐ คณะ การใช้เงื่อนไขในการเบิกจ่ายงวดเงิน สสส. มีนิติกรรมในรูปของสัญญากับผู้รับผิดชอบ
โครงการ โดยจัดเบิกจ่ายงบประมาณเป็นงวดสัมพันธ์กบรายการผลงานตามแผนปฏิบตการ
ั ัิ
ผู้รับผิดชอบจะต้องรายงานความก้าวและรายงานการเงินตามกำหนด ดังนั้นการเบิกจ่าย
ทุกงวดจะได้รับการสอบทานว่าถูกต้องตรงกับงวดผลงานตามแผนหรือไม่ ระบบสารสนเทศ สสส. มีระบบสารสนเทศที่ติดตามผลการบริหารจัดการทางการเงินของ
ทุกแผนงานโครงการทีมสญญาผูกพันตรงกับผูรบผิดชอบ ระบบปัจจุบนสามารถรายงานผล ่ีั ้ั ั
ในระดับโครงการขึ้นไปถึงระดับแผน ในปัจจุบัน สสส. กำลังพัฒนาระบบสารสนเทศให้
ครอบคลุมมากกว่าข้อมูลด้านการใช้จ่ายงบประมาณ
•
การติดตามงานระดับแผนและแผนงาน คณะกรรมการบริหารแผนสามารถติดตามการ
ดำเนินงานตามแผนงานภายในแผนที่กำกับดูแลได้โดยการเชิญผู้รับผิดชอบมารายงานถึง
ความก้าวหน้าผลงานตามกิจกรรมและตัวชี้วัด ทั้งนี้คณะกรรมการบริหารแผนต้องรายงาน
ความก้าวหน้าในภาพรวมของแต่ละแผนต่อคณะกรรมการกองทุนอย่างน้อยปีละครั้ง
•
การนิเทศ (ตรวจเยี่ยม)
และเข้าร่วมกิจกรรม โดยกรรมการกองทุน ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ
เจ้าหน้าที่ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู ประสบการณ์ และให้คำแนะนำในการพัฒนาแผนงาน/โครงการ ้ และโอกาสในการนำตัวอย่างที่ดีไปขยายผลสู่โครงการหรือพื้นที่อื่นๆ
•
การปฐมนิเทศผู้รับทุน ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัต และบริการให้คำปรึกษาด้านการบริหาร ิ จัดการ การเงิน การบัญชี การพัสดุ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ คำสั่งที สสส. กำหนด ่
•
การตรวจสอบโครงการ ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบด้านการเงิน ด้านการดำเนินงาน และ ด้านการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ คำสั่ง พร้อมทั้งประเมินความเพียงพอและความมีประสิทธิภาพของ ระบบการควบคุมภายในแผนงาน/โครงการ ให้คำปรึกษา แนะนำอย่างเที่ยงธรรม และเป็นอิสระ เพื่อ ให้แผนงาน/โครงการสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ภายใต้งบประมาณและการบริหาร จัดการที่เหมาะสม ตลอดจน การติดตามตรวจสอบผลลัพธ์การดำเนินงานของโครงการตามข้อ กำหนดในสัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัดเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานขององค์กรรับทุน ให้บรรลุ วัตถุประสงค์และเป้าหมาย เพื่อเพิ่มมูลค่าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่น และสร้างความโปร่งใส (transparency) ต่อสาธารณะ
การติดตามประเมินผลของ สสส. แบ่งเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ ๑) คณะกรรมการกองทุน และ
๒) คณะกรรมการประเมินผล คณะกรรมการกองทุน การกำกับติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนของ สสส. ในส่วนของคณะกรรมการ กองทุนมีดังต่อไปนี้ ๑. สำนักงานกำหนดงวดงานและงวดเงินในสัญญา เพื่อกำกับผลงานและวงเงินที่จะจ่ายใน แต่ละงวด ๒. ผู้จัดการแผนงาน (program manager) ทำหน้าที่กำหนดกลไกการกำกับติดตามและ ประเมินผลภายในของแผนงาน และจัดทำรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานของแผนงาน รวมทั้งจัดให้มีการทบทวนผลการดำเนินงาน เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของแผนงาน เสนอต่อ
คณะกรรมการบริหารแผนอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง หรือตามที่คณะกรรมการบริหารแผนกำหนด
การนิเทศ
การตรวจสอบ และพัฒนา
1
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การติดตามประเมินผล
๓. คณะกรรมการบริหารแผน (ประกอบด้วยกรรมการกองทุนและผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ จำนวน ๗-๑๕ คน) จัดทำรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานของแผน และทบทวนผลการดำเนินงาน เพื่อปรับปรุง โดยนำผลการประเมินการดำเนินงานของแผน เสนอต่อคณะกรรมการกองทุน และ คณะกรรมการประเมินผล อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง หรือตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด ๔. คณะกรรมการบริหารแผนพิจารณาและจัดให้มีการประเมินผลเชิงลึกสำหรับชุดแผนงาน/ ชุดโครงการ หรือโครงการขนาดใหญ่ที่มีวงเงินงบประมาณเกินกว่า ๒๐ ล้านบาท ๕. คณะกรรมการบริหารแผนจัดให้มีการประเมินผลลัพธ์ของแผนอย่างน้อย ๑ ครั้งต่อ ๓ ปี และรายงานผลให้คณะกรรมการกองทุนทราบ ๖. คณะกรรมการกองทุนหรือคณะกรรมการบริหารแผน อาจจัดให้มีการติดตามและประเมิน ผลเพิ่มเติม นอกเหนือจากข้อ (๒) และข้อ (๕) ๗. ผู้จัดการสำนักงานกองทุน สสส. จัดให้มีการศึกษา วิเคราะห์ และประเมินผลการดำเนิน การของกองทุน รวมทั้งเสนอเป้าหมาย แผนงาน โครงการ แผนการดำเนินงานประจำปีของกองทุน และแผนงบประมาณประจำปีต่อคณะกรรมการกองทุน
2
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ตามมาตรา ๓๘ ของพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ กำหนดให้ คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผล ซึ่งเป็นอิสระจากคณะกรรมการกองทุน โดยมีอำนาจหน้าที่ (๑) ประเมินผลด้านนโยบายและการกำหนดกิจกรรมของกองทุน (๒) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน และ (๓) รายงานผลการปฏิบัติงาน พร้อมทั้ง ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการกองทุน ในทุกรอบปี โดยที่คณะกรรมการประเมินผลมีอำนาจเรียก เอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกองทุน จากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อ ประกอบการพิจารณาประเมินผลได้ ในแต่ละปีคณะกรรมการประเมินผลได้กำหนดประเด็นการประเมินผล ได้แก่ ๑) การประเมิน ผลตามตัวชี้วัด (KPI) ผลการดำเนินงานของ สสส. ๒) การประเมินผลการดำเนินงานของแผนหลัก ๑๓ แผน และ ๓) การศึกษาเพิ่มเติมในประเด็นพิเศษอื่นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการให้คำแนะนำแก่ สำนักงาน นอกจากนี ในปี ๒๕๕๓ - ๒๕๕๔ คณะกรรมการประเมินผลได้จัดให้มีการประเมินผลพิเศษ ้ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐ ปีในการดำเนินงานของ สสส. (เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔) โดยได้เชิญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการประเมินผลจากองค์กรที่มีชื่อเสียงระหว่างประเทศ
เข้าร่วมเป็นผู้ประเมินดังกล่าว
คณะกรรมการประเมินผล
สรุปทิศทางและเป้าหมาย
๑๕
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ในแผนหลัก ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ สสส. ยังมุ่งสู่วิสัยทัศน์ “คนไทยมีสุขภาวะอย่างยั่งยืน”
โดยอาศัยยุทธศาสตร์ ๓ พลัง คือ พลังปัญญา พลังนโยบาย และพลังสังคม ดำเนินบทบาทหน้าที่ เป็นหน่วยจุดประกาย กระตุ้น และสนับสนุนให้กลุ่มองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ในสังคม ขับเคลื่อน กระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้บรรลุผลในการลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัย
อันควร กระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความเชื่อ และการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อ คุณภาพชีวิต รวมทั้งเสริมหนุนพลังของภาคีให้ใช้ความรู้และวิธีการที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของคนไทย เช่น ความเครียดจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและ การเมือง ปัญหาที่เกิดจากครอบครัวที่อ่อนแอ วิกฤตจากโรคอุบัติใหม่ สถานการณ์วิกฤตอาหาร พลังงาน และโลกร้อน ภัยจากการสูบบุหรี่ ติดสุรา เสพยาเสพติด และเล่นการพนัน ฯลฯ ในปี ๒๕๕๔ คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้กำหนด “นโยบาย ทิศทางการปรับปรุงแผนหลักฉบับใหม่” จำนวน ๕ ข้อ โดย สสส. ได้นำนโยบายทั้ง ๕ ข้อนี้มาเป็น แนวทางในการปรับปรุงการทำงานและพัฒนาเนื้องานใหม่ให้แทรกอยู่ในแผนหลักทั้ง ๑๓ แผน
ซึ่งสรุปได้ดังนี้
•
ยกระดับความสำคัญของประเด็นสุขภาวะทางจิตและปัญญา อาหาร เด็ก เยาวชนและ ครอบครัว การลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ และการเรียนรู้เพื่อสุขภาวะ โดยในแผน
หลักฉบับใหม่ให้ความสำคัญกับการนำประเด็นการพัฒนาจิตและปัญญาไปสู่การปฏิบัติให้
เป็นวัฒนธรรมขององค์กร การเชื่อมโยงการทำงานระหว่างแผนงาน/โครงการที่เน้นการ
สร้างความเข้มแข็ง และทักษะการสร้างเสริมสุขภาพให้แก่เด็ก เยาวชน และครอบครัว
วิสัยทัศน์
ทิศทางของแผน
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนงานอาหารและโภชนาการ โดยเน้นการจัดการด้านนโยบาย
สิ่งแวดล้อม และการปรับพฤติกรรม ยกระดับความสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ของ
ประชาชน เพื่อให้มีบทบาทสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพทุก
มิติในระยะยาว นอกจากนี้ ยังได้เน้นการดูแลเรื่องความเป็นธรรมทางสุขภาพในกลุ่มผู้ด้อย
โอกาส และปัจจัยทางสังคมของสุขภาพให้มากขึ้น
•
การบูรณาการและการจัดการกลุ่มงานกลาง ทุกแผนเน้นการบูรณาการ ทั้งในเชิงพื้นที่
ประเด็น กลุ่มเป้าหมาย และองค์กร โดยทุกฝ่ายมุ่งผลักดันงานเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ร่วม
อันเดียวกัน นอกจากนี้ ในปี ๒๕๕๔ สสส. ยังได้พัฒนารูปแบบการบูรณาการงานใหม่
เรียกว่า การจัดการกลุ่มงานกลาง ซึ่งเป็นการทำงานโดยนำกลุ่มเป้าหมายและประเด็น
ปัญหาเป็นตัวตั้ง เช่น ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ และ
ระดมกำลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงาน โดยสนับสนุนงบประมาณตามความ
จำเป็น
•
แนวคิดการปฏิรูปประเทศไทย และการขับเคลื่อน “ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่”
โดยทุกแผนของ สสส. จะร่วมสนับสนุนการปฏิรปประเทศไทย เพือร่วมกันทำให้ประเทศไทย ู ่
เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน
•
การพัฒนาศักยภาพภาคีและบุคลากร สสส. โดยเพิ่มความสำคัญการพัฒนาศักยภาพภาคี
ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และเครือข่ายให้สามารถดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาวะได้อย่างมี
ประสิ ท ธิ ภาพและประสิ ท ธิ ผ ล ในปี ๒๕๕๓ สสส. ได้ พั ฒ นาหน่ ว ยภาคี สั ม พั น ธ์ ขึ้ น
เพื่ อ สร้ า งการแลกเปลี่ ย นเรี ย นรู การมี ส่ ว นร่ ว ม และพั ฒ นาศั ก ยภาพของภาคี อ ย่ า ง ้
กว้างขวาง ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ภาคีเกิดความยั่งยืนในการดำเนินการ
•
การเพิ่มนวัตกรรมและโอกาสในการสร้างนวัตกรรม โดย สสส. จะสนับสนุนให้ภาคีเสนอ
โครงการเชิงนวัตกรรมทีหลากหลายเพิมมากขึน และปรับกระบวนทัศน์ใหม่ เพือเปิดโอกาส ่ ่ ้ ่
สำหรับภาคีรายใหม่ให้มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุนเพื่อให้ภาคีเพิ่มขีดความ
สามารถให้มีบทบาทนำในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่และขยายผลการดำเนินงานไปยัง
ชุมชนอื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการปรับปรุงแผนหลักตามนโยบาย ๕ ข้อข้างต้น สสส. ยังได้มีระบบรองรับการ ตอบสนองนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลและปัญหาสุขภาวะเร่งด่วนที่อาจอุบัติขึ้นระหว่างปี
โดยเสริมพลังแก่หน่วยงานของรัฐในการแก้ปัญหาวิกฤตทางสุขภาพที่เกิดขึ้นฉับพลันให้ขับเคลื่อนได้ อย่างคล่องตัว และทันเหตุการณ์
เป้าหมายในการดำเนินงาน ปี ๒๕๕๔
เพื่อให้การดำเนินการเกิดความสำเร็จเป็นไปตามวิสัยทัศน์และทิศทางที่คณะกรรมการกองทุน กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น ในปี ๒๕๕๔ สสส. จะดำเนินบทบาท โดยสรุปได้ดังนี้
สสส.จะสนับสนุนงบประมาณในการเสริมสร้างขีดความสามารถของภาคีเครือข่ายและแกนนำ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยสร้างเสริมสมรรถนะองค์กรภาคีและแกนนำ เพื่อให้ภาคีและแกนนำ เหล่านั้นสามารถดำเนินการในด้านต่างๆ ได้แก่ การเสริมสร้างทักษะชีวิตในด้านการสร้างเสริม
สุขภาพให้แก่ประชาชน การพัฒนางานด้านวิชาการ และกระบวนการเรียนรู ในการสร้างสุขภาวะใน ้ พื้นที รวมทั้งการนำไปขยายผลต่อในชุมชนอื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการร่วมผลักดันให้ ่
ข้อเสนอเชิงนโยบายทีเ่ อือต่อการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน ได้รบการยอมรับจนเกิดผลบังคับใช้ ้ ั เป็นนโยบายระดับชาติ และระดับท้องถิ่น/องค์กร ทั้งนี เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ้ ทางสังคมและกายภาพที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เอื้อต่อสุขภาพของ ประชาชน ทั้งในด้านการลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลดการบริโภคยาสูบ การลด อุบัติเหตุทางถนน การเพิ่มการออกกำลังกาย การลดการบริโภคน้ำตาล การเพิ่มการบริโภคผักผลไม้ ในเด็ก ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการสูญเสียทั้งทาง สุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยได้ นอกจากนี สสส. จะดำเนินการกระตุ้นและสนับสนุนงบประมาณเพื่อส่งเสริมบทบาทของสื่อ ้ สาธารณะ สื่อมวลชน และเทคโนโลยีการสื่อสาร เพื่อประโยชน์ในการปรับเปลี่ยนความคิด ค่านิยม ความเชื่อ พฤติกรรมของประชาชน ให้ไปสู่การลดปัจจัยเสี่ยงและเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ
สรุปทิศทางสำคัญของแผน
แผน ๑ แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ ยุทธศาสตร์ของแผนควบคุมการบริโภคยาสูบ ได้แก่ การประสานการดำเนินงานทางวิชาการ การเคลื่อนสังคม และการพัฒนานโยบายให้เชื่อมโยงและสนับสนุนกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้
ในปี ๒๕๕๔ สสส. จะดำเนินงานควบคุมการบริโภคยาสูบโดยมุ่งเน้นการพัฒนาให้เกิดมาตรการและ สิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลต่อการลดลงของอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทย ผลักดันให้เกิดแผนปฏิบัติการ ด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ ผลักดันการมี
ส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านการควบคุมยาสูบ ในเวทีสมัชชาสุขภาพ แห่งชาติ เพื่อให้ผ่านการรับรองจากสมัชชาสุขภาพ โดยมีการพัฒนาเป้าหมายในระดับผลลัพธ์
ร่วมกัน คือ การลดลงของการบริโภคยาสูบของประเทศ และมีกลไกและประสานงานร่วมกันของ ภาคีต่างๆ ทั้งภาคส่วนนโยบาย ความรู และประชาสังคม เพื่อการบรรลุผลตามเป้าหมายร่วมที่ ้ กำหนด
นอกจากนี้ยังมุ่งดำเนินการเฝ้าระวังและสนับสนุนให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่มี อยู่ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยการมีส่วนร่วมจากประชาชน เช่น การไม่สูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ การให้ข้อมูลทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยตรง รวมทั้งยังคงเน้นพัฒนางานในกลุ่มเป้าหมายเพื่อ สกัดนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและเยาวชน
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผน ๒ แผนควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยุทธศาสตร์ของแผนควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ การประสานการดำเนิน งานทางวิชาการ การเคลื่อนสังคม และการพัฒนานโยบายให้เชื่อมโยงและสนับสนุนกันอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยมีการพัฒนารูปแบบบริการเลิกสุรา การทดแทนทุนอุปถัมภ์จากธุรกิจสุรา และ เชื่อมเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากล ในปี ๒๕๕๔ สสส. จะดำเนินงานควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยผลักดันให้เกิด แผนยุ ท ธศาสตร์ น โยบายแอลกอฮอล์ แ ห่ ง ชาติ และแผนปฏิ บั ติ การด้ า นการควบคุ ม เครื่ อ งดื่ ม แอลกอฮอล์ สนับสนุนการออกกฎหมายและนโยบายที่จำเป็นเพิ่มเติม อาทิ การขยายเขตห้ามดื่ม แอลกอฮอล์ในหอพัก ภาพคำเตือนบนบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งเน้นการพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายให้ เข้มแข็งและให้อยู่ในบรรทัดฐานของผู้รับผิดชอบมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับจังหวัดอย่างน้อยร้อยละ ๗๐ ของจังหวัดทั้งหมด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รอบสถานศึกษาและหอพัก นอกจากนี้ยัง สนับสนุนการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์โลกในการลดอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนการ สนับสนุนให้มีเวที ในระดับสากล เพื่อเริ่มต้นการผลักดันไปสู่กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุม
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคต
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผน ๓ แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย ยุทธศาสตร์ของแผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ได้แก่ การประสานการดำเนิน งานทางวิชาการ การเคลื่อนสังคม และการพัฒนานโยบายให้เชื่อมโยงและสนับสนุนกันอย่างมี ประสิ ท ธิ ภาพ โดยมี การพั ฒ นาสมรรถนะขององค์ กรและบุ ค ลากรที่ จ ำเป็ น และการบู ร ณาการ ยุทธศาสตร์ทั้งด้านการรักษากฎหมาย การให้ข้อมูล/ความรู้ วิศวกรรมจราจร การจัดระบบบริการ ฉุกเฉิน และการประเมินผลในการป้องกันอุบัติภัยจราจรและสาธารณภัยอื่น ทั้งในนโยบายระดับชาติ และระดับจังหวัด เป้าหมายสำคัญของแผน คือการลดแนวโน้มการเกิดและการสูญเสียจากอุบัติภัย จราจรของคนไทยลงอย่างต่อเนื่องตามแผนแม่บทของชาติให้บรรลุผลตามเป้าที่วางไว้อย่างน้อย
ร้อยละ ๘๐ ในปี ๒๕๕๔ สสส. จะสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน
พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๕ เพื่อลดการการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ ๙,๐๖๙ คนในปี ๒๕๕๕ สนับสนุนปีแห่งการรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย เชื่อมประสาน และพัฒนายุทธศาสตร์ ระหว่างประเทศด้านถนนปลอดภัย ร่วมผลักดันนโยบาย ทศวรรษถนนปลอดภัย (ค.ศ. ๒๐๑๐ - ๒๐๒๐) ของสหประชาชาติ เพื่อนำสู่การขับเคลื่อนในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนานโยบาย สำคัญ เช่น มาตรการภาษีเพื่อเปลี่ยนการใช้พาหนะที่ปลอดภัยขึ้น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม เยาวชน พฤติกรรมขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ ฯลฯ รวมทั้งสร้างกระแสสังคมและความตื่นตัวของ ประชาชนในด้านความปลอดภัยจากอุบัติภัยจราจรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๕ ของกลุ่มเป้าหมาย
แผน ๔ แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ แผนควบคุ ม ปั จ จั ย เสี่ ย งทางสุ ข ภาพประกอบด้ ว ย แผนงานด้ า นอาหารและโภชนาการ
แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและการพัฒนาระบบยา แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต แผนงานสนับสนุนการแก้ปัญหายาเสพติด และแผนงานสิ่งแวดล้อม และสุขภาวะ ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของแผน คือ การเชื่อมโยง หนุนเสริมภาคีหลักและหน่วยงานที่ เป็นเจ้าของเรื่อง ในการสร้างเป้าหมายการทำงานร่วมกันในแต่ละประเด็น โดยเน้นเป้าหมายที่เป็น จุดคานงัดที่จะสามารถเปลี่ยนหรือพลิกสถานการณ์ของปัญหา และนำไปสู่การลดปัจจัยเสี่ยงและ
เพิ่มปัจจัยเสริมสร้างสุขภาพที่ยั่งยืนได้ ในปี ๒๕๕๔ แผนจะมุ่งดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ การร่วมกับภาคีหลักอื่นๆ สนับสนุนการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์อาหารแห่งชาติให้เสร็จสิ้น การสนับสนุนให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อย่างน้อย ๑๒๐ แห่งมีการทำงานเพื่อการมีโภชนาการที่ดีของเด็ก การขับเคลื่อนแผน ปฏิบัติการเพื่อการเข้าถึงยาถ้วนหน้าของคนไทย การพัฒนาภาคีและเครือข่ายการทำงานเพื่อ ป้องกันและรองรับปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นให้ทำงานเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ อย่างน้อยใน
๔ จังหวัดที่มีสถิติปัญหาสูง การลดลงของอัตราการบริโภคน้ำตาลของประชาชน การเพิ่มอัตราการ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับทารกวัยต่ำ กว่า ๖ เดือน การลดลงของโรคติดต่อทางเพศสัมพั นธ์
ความรุนแรงทางเพศ และการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม แผน ๕ แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะประกอบด้วยแผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ แผนงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิม ไทย และโครงการสุขภาวะผู้หญิง ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของแผน คือ การเสริมสร้างขีดความสามารถ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงในแต่ละกลุ่มประชากรในเรื่องการขับเคลื่อนทางสังคม รวมทั้งเสริมสร้างพลัง ทางสังคมของประชากรที่มีความจำกัดในการเข้าถึงสิทธิและโอกาส เพื่อสร้างความเป็นธรรมทาง สุขภาพในสังคมไทย ผ่านการสร้างสังคมสัมมาชีพ สังคมสวัสดิการ และสังคมที่ไร้การกีดกัน ในปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ แผนจะมุ่งการดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนากลไก ที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาวะของประชากร กลุ่มต่างๆ ให้เกิดการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดให้มีกระบวนการจัดการความรู้ ระหว่างภาคีต่างๆ เพื่อช่วยให้เกิดการนำความรู้จากประสบการณ์จริงไปหนุนเสริมการขยายผลและ ยกระดับการดำเนินงานให้บรรลุผลสำเร็จมากขึ้น การผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนการกำหนดเกณฑ์ ตัดสินความเป็นผู้สูงอายุจาก ๖๐ ปี เป็น ๖๕ ปี การพัฒนาระบบและคุณภาพบริการทางสุขภาพและ บริการทางสังคม โดยมีประชากรที่ได้รับประโยชน์ในเบื้องต้น ๕๐,๐๐๐ คน การสนับสนุนให้เกิด กลุ่ม/องค์กร/เครือข่ายที่ดำเนินกิจกรรม ด้านการสร้างสังคมสัมมาชีพ และสังคมสวัสดิการ ไม่น้อย กว่า ๔๐๐ กลุ่ม และมีผู้ได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผน ๖ แผนสุขภาวะชุมชน เป้าหมายที่สำคัญของแผนสุขภาวะชุมชน คือ การดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้ชุมชนท้องถิ่น มีระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน มีการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากปัจจัย กำหนดสุขภาวะและปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ มีระบบสนับสนุนที่ด ผู้นำที่เข้มแข็ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการ ี สร้างและใช้ความรู้ โดยชุมชน รวมทั้งเกิดขบวนการขับเคลื่อนงานพัฒนาสุขภาวะอย่างมีพลวัต ครอบคลุม และภาคีภายนอกสามารถให้การสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม โดยแผนจะให้ความสำคัญ กับการบูรณาการงานสร้างเสริมสุขภาวะที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งโดยจะมีการสนับสนุนให้เกิดรูปธรรมใน พื้นที่ระดับจังหวัด และมีการนำงานเชิงประเด็นที่เป็นนโยบายของคณะกรรมการกองทุน ปรึกษา หารือร่วมกับภาคีหลักในพื้นที่ให้มีการพัฒนาเป็นตัวอย่างดีๆ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ในปี ๒๕๕๔ แผนจะมุ่งดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จที่สำคัญ คือ เกิดองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นที่มีระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชนและทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านสุขภาวะสี่มิติ จำนวน ๓๐ แห่งต่อปี เกิดเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีทักษะในการบริหารจัดการ
ท้องถิ่นให้มีการจัดการความรู้และถ่ายทอดให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น จำนวน ๗๐๐ แห่ง ต่อปี เกิดจังหวัด สุขภาวะ ๓ จังหวัดต่อปี เกิดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่มีการดำเนินการและ ส่งผลต่อขบวนการสร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่ระดับจังหวัด จำนวน ๙ เรื่อง ใน ๓ ปี รวมทั้งเกิดผู้นำ การเปลี่ยนแปลงและนักจัดการสุขภาวะชุมชนเพิ่มขึ้นปีละ ๖,๐๐๐ คน และรวมตัวกันเป็นเครือข่าย นักจัดการสุขภาวะชุมชน แผน ๗ แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สาระสำคัญของแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้แก่ การสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพองค์รวมทั้ง ๔ มิต ให้แก่เด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยเน้นการทำงานแบบ ิ
บูรณาการที่ใช้ประเด็นสุขภาพ และพื้นที่/องค์กรเป็นฐานการบูรณาการ ทั้งนี้ แผนจะมุ่งยกระดับ ความสำคัญของเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เยาวชนและ องค์กรเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพมากขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญ กับครอบครัว เพื่อเป็นฐานของการพัฒนาเด็กและเยาวชน ในปี ๒๕๕๔ แผนจะมุ่งดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาและผลักดัน
พระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมสังคมแห่งเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน พ.ศ. .... การสนับสนุนการ บังคับใช้กฎหมาย การนำนโยบายระดับชาติไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ๒ เรื่อง การพัฒนา ขีดความสามารถองค์กรในด้านการสร้างเสริมสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว ๑,๕๐๐ แห่ง
การพัฒนาสมรรถนะของแกนนำด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ๑๐,๐๐๐ คน การพัฒนาทักษะด้านการ สร้างเสริมสุขภาพให้แก่ประชาชน ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน รวมทั้งการสนับสนุนให้เกิดสภาพแวดล้อม
ทีเ่ อือต่อการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรภาคีดานเด็ก เยาวชน และครอบครัว ไม่นอยกว่า ๕๐๐ แห่ง
้ ้ ้
แผน ๘ แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร เป้าประสงค์ของแผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร คือ มุ่งดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพผ่าน
ช่องทางตามหน่วยภารกิจลักษณะต่างๆ เพื่อให้บุคลากรในสถานศึกษา องค์กรภาครัฐ องค์กร
ภาคเอกชน และองค์กรอื่น ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการที่องค์กรมีขีดความ สามารถในการวางระบบการบริหารจัดการและการพัฒนากลไกการดำเนินงานเพื่อการสร้างเสริม
สุขภาพสำหรับบุคลากรในองค์กร ในปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ แผนจะดำเนินการโดยมุ่งยกระดับความสำคัญของการพัฒนาจิตและ ปัญญา การส่งเสริมความเป็นธรรมทางสุขภาพในองค์กร และร่วมการสนับสนุนการขับเคลื่อน
“การร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่” โดยใช้การทำงานแบบบูรณาการที่มีองค์กรเป็นฐาน รวมทั้ง สนับสนุนการถอดบทเรียน/องค์ความรู้ และการวิเคราะห์มาตรฐานคุณภาพองค์กรโดยนำผลสำเร็จ หรือต้นแบบที่ดีไปแลกเปลี่ยนและจัดการความรู้ เพื่อการขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆต่อไป เป้าหมายที่สำคัญของแผนในปี ๒๕๕๔ ได้แก่ การสนับสนุนการบังคับใช้และนำนโยบายระดับ องค์กรไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ จำนวน ๘๐๐ องค์กร การพัฒนาขีดความสามารถของ องค์กรด้านการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง การพัฒนาขีดความสามารถ ของแกนนำด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ๕,๐๐๐ คน การพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ
ให้แก่ประชาชน ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน การสนับสนุนงานวิชาการและข้อมูลความรู้เพื่อการสร้างเสริม
สุขภาพ ๑๒ เรื่อง รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง แผน ๙ แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ เป้าประสงค์ของแผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ ได้แก่ การรณรงค์และ
ขับเคลื่อนให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย มีกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (physical activity) การออกกำลังกาย (physical exercise) และเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพเป็นวิถีชีวิต และส่งเสริม ให้เกิดการพัฒนาพืนทีสขภาวะทีเ่ อือต่อกิจกรรมเคลือนไหวในชีวตประจำวัน กิจกรรมการออกกำลังกาย
้ ุ่ ้ ่ ิ และกีฬาเพื่อสุขภาพของประชาชนอย่างเพียงพอ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างวิถีชีวิตเชิงบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะ ในปี ๒๕๕๔ แผนจะมุ่งดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ เพิ่มจำนวนผู้ออกกำลังกายที่ เข้าร่วมกิจกรรมที่ สสส. สนับสนุน ปีละไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน เพิ่มสัดส่วนผู้ออกกำลังกาย
ทั้งประเทศ การเพิ่มจำนวนผู้มีพฤติกรรมเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน และการออกกำลังกาย ประจำ ที่ ส่ ง ผลต่ อ สุ ข ภาพ สนั บ สนุ น โครงการที่ ส่ ง เสริ ม กิ จ กรรมเคลื่ อ นไหวในชี วิ ต ประจำวั น
ของประชากรกลุ่มเป้าหมายตามช่วงวัย เกิดพื้นที่สุขภาวะเพื่อรองรับกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิต ประจำวัน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ให้ครบทั้ง ๗๕ จังหวัด และกรุงเทพมหานคร
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผน ๑๐ แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม เป้าประสงค์ของแผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม ได้แก่ การส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสเข้า ถึงข้อมูลข่าวสารสุขภาพอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เกิดการรับรู้ มีทัศนคติ ค่านิยม ที่นำไปสู่ พฤติกรรมสุขภาวะที่เหมาะสม และทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ เพื่อสังคมสุขภาวะ โดยใช้ การสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม เพื่อสร้างเสริมวิถีชีวิตทางบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะของคนในสังคม และ ใช้กระบวนการสื่อสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนสังคมน่าอยู่และเป็นธรรม ในปี ๒๕๕๔ แผนจะมุ่งดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ ร้อยละ ๗๐ ของประชาชนกลุ่ม เป้าหมายตามแผนงาน ได้รับรู้ และเข้าใจในประเด็นสุขภาวะที่สื่อสาร ร้อยละ ๓๐ ของกลุ่มเป้า หมายที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทัศนคติ ค่านิยม ที่นำไปสู่การมีพฤติกรรม และมีวิถีชีวิต ทางบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะ เพิ่มสัดส่วนและช่องทางสื่อสร้างสรรค์เพื่อกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่นำไปสู่ สังคมที่น่าอยู่ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีต้นแบบของนวัตกรรมการสื่อสาร
ของผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสุขภาพ
รู้เท่าทันสื่อ และมีช่องทางสื่อสารด้วยอัตลักษณ์ของกลุ่ม สนับสนุนบทบาทเครือข่ายสื่อที่เข้าร่วม
ขับเคลื่อนสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
0
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผน ๑๑ แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ของแผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม คือ การสนับสนุนภาคี
รายย่ อ ยดำเนิ น โครงการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพในประเด็ น ที่ ส อดคล้ อ งกั บ นโยบายหลั ก ของ สสส. ครอบคลุมกับสุขภาวะ ๔ มิติ ประเด็นที่เป็นวิกฤตทางสังคม การร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ โครงการนวัตกรรม และโครงการที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อสุขภาวะของประชาชน โดยเปิด โอกาสให้แก่ผู้สนใจเสนอโครงการตามความต้องการของพื้นที่ กระจายทุนในพื้นที่ดำเนินงาน ทัดเทียมกัน รวมถึงสร้างความยั่งยืนและขยายผลจากองค์ความรู้หรือรูปธรรมตัวอย่างไปยังพื้นที่และ กลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ให้กว้างขวางขึ้น รวมทั้งใช้กระบวนการสื่อสารประชาสัมพันธ์เสริมพลังให้ โครงการสามารถเชื่อมโยงภาคี แหล่งทุนในพื้นที เพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะระดับพื้นที ่ ่ ในปี ๒๕๕๔ แผนจะมุ่งดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จที่สำคัญ คือ สนับสนุนภาคีรายย่อยจำนวน รวมไม่น้อยกว่า ๘๐๐ โครงการ โดยเป็นผู้รับทุนรายใหม่ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ราย สร้างเสริมขีดความ สามารถภาคีเป้าหมาย และแกนนำผู้รับทุน ประมาณ ๒,๐๐๐ ราย เพื่อพัฒนาให้เป็นผู้นำการปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในองค์กรหรือพื้นที่โครงการ สร้างเสริมทักษะประชาชนในพื้นที่โครงการ เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยง และมีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ ไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน สนับสนุนและ พัฒนาโครงการนวัตกรรม และชุดความรู้เชิงปฏิบัติการไม่น้อยกว่า ๑๒๐ โครงการ และเผยแพร่ไม่ ต่ำกว่า ๓๐๐ ครั้งต่อปี ใช้กระบวนการสื่อสารประชาสัมพันธ์เสริมพลังให้โครงการสามารถเชื่อมโยง ภาคี แหล่งทุนในพื้นที่ เกิดนโยบายสาธารณระดับพื้นที ๘ ประเด็น และสนับสนุนให้เกิดสภาพ ่ แวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะในชุมชนพื้นที่โครงการ ประมาณ ๓๐๐ แห่ง
แผน ๑๒ แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ เป้าประสงค์ของแผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ ได้แก่การ
ส่งเสริมให้ประชาชนมีความตระหนักในการดูแลสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ด้วยตนเอง
จากการได้รับความรู้ ความเข้าใจ ผ่านบุคลากรสุขภาพ องค์กรภาคีเครือข่ายในระบบสุขภาพและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและสนับสนุนกลไกการจัดการระบบ สุขภาพอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ในปี ๒๕๕๔ แผนมุ่งดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่ เกิดผู้นำด้านการพัฒนาระบบ การดูแลสุขภาพที่สามารถไปขยายผลต่อ และชักนำให้เกิดเครือข่ายในการร่วมขับเคลื่อน ผลักดัน นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพระดับพื้นที่ อันก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทั้งกายภาพ ทางสังคม และทางพฤติกรรมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพมากขึ้น เกิดตำบลต้นแบบการดำเนิน งานระบบสุขภาพชุมชน และพื้นที่ตัวอย่างที่แสดงรูปธรรมการจัดการระบบการดูแลสุขภาพชุมชน เพื่อสามารถดูแลประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความครอบคลุมทั่วประเทศ เกิดนโยบาย ด้านพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การดูแลสุขภาพประชาชน และการสร้างเสริมสุขภาพ ในทุกระดับ เพื่อผลักดันให้ประชาชนได้รับการบริการทางสุขภาพอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม เกิดชุดความรู้ที่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เหนี่ยวนำให้เกิดการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุมพื้นที่ให้ ได้มากที่สุด เพื่อก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างและตรงกับความต้องการในพื้นที่ แผน ๑๓ แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ เป้าประสงค์ของแผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่ การ สนับสนุนให้บุคลากร สสส. ภาคีเครือข่าย และภาคีเจ้าของเรื่องได้รับการสนับสนุนข้อมูล ความรู้ และกลไกสนับสนุนการทำงานอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง จนทำให้สามารถสร้างสรรค์และจัดการงาน สร้างเสริมสุขภาวะแก่สังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในปี ๒๕๕๔ แผนมุ่งดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่ สื่อบนโลกออนไลน์มีความ ปลอดภัยและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของประชาชนในทุกมิต ซึ่งประชาชนโดยเฉพาะเด็กและ ิ เยาวชนได้รับการคุ้มครองจากมาตรการหรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสื่อบนโลกออนไลน์อย่าง ปลอดภัยและสร้างสรรค์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอเชิงนโยบาย ร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสุขภาวะ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาและบังคับใช้ มีการนำ ความรู้จากผลงานวิจัย ต้นแบบหรือแนวปฏิบัติที่ด ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินงาน โดยผ่านระบบ ี เทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งเสริมบุคลากร สสส. ภาคีเครือข่าย และภาคีเจ้าของเรื่อง ให้เป็นผู้มีความรู้ และมีทักษะในการทำงานสร้างสุขภาวะจนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและองค์กรต่างประเทศ เพื่อ สามารถทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปในทิศทางของการสร้างสังคมสุขภาวะได้ อย่างเห็นผลและมีประสิทธิภาพ
1
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ร า ย ล ะ เ อี ย ด แ ผ น ห ลั ก
ส ำ นั ก ง า น ก อ ง ทุ น ส นั บ ส นุ น ก า ร ส ร้ า ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ
๑. แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ ๒. แผนควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๓. แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย ๔. แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ๕. แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ๖. แผนสุขภาวะชุมชน ๗. แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๘. แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ๙. แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ ๑๐. แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม ๑๑. แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม ๑๒. แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่าน ระบบบริการสุขภาพ ๑๓. แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อ การสร้างเสริมสุขภาพ
แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ
สถานการณ์
แนวคิด
และความสำคัญของแผน ๑. อัตราการสูบบุหรี่ปัจจุบัน๒๑ ของคนไทยที่สูบบุหรี อายุ ๑๕ ปีขึ้นไป มีแนวโน้มลดลง ่
อย่างต่อเนื่องจากร้อยละ ๓๒.๐๐ หรือ ๑๒.๒๖ ล้านคน ในปี พ.ศ.๒๕๓๔๒๒ เป็นร้อยละ
๒๐.๗๐ หรือ ๑๐.๙ ล้านคน๒๓ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ๒. อั ต ราการสู บ บุ ห รี่ มี แ นวโน้ ม ลดลงอย่ า งต่ อ เนื่ อ งนั้ น เป็ น ไปในทุ ก เพศ และทุ ก กลุ่ ม
ประชากร โดยปี พ.ศ. ๒๕๓๔ อัตราการสูบบุหรี่ของเพศหญิงเท่ากับร้อยละ ๔.๙๕
ในขณะที่เพศชายร้อยละ ๕๙.๓๓ และในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เพศหญิงลดลงเหลือร้อยละ
๒.๐๑ และเพศชายลดลงเหลือร้อยละ ๔๐.๔๖ ทั้งนี้อัตราการสูบบุหรี่ในประชากรชาย
เทียบกับประชากรหญิง เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจาก ๑๐ เท่าในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็น
๒๐ เท่า ในปี ๒๕๕๒ ๓. ทุกรอบการสำรวจระหว่างปี ๒๕๓๔ ถึงปี ๒๕๕๒ พบกลุมอายุ ๒๕-๔๐ ปี และ ๔๑-๕๙ ปี
่ มีอัตราการสูบบุหรี่สูงสุดสลับไปมาในแต่ละรอบการสำรวจ โดยผลการสำรวจครั้งล่าสุด
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ พบกลุ่มอายุ ๒๕-๔๐ ปี มีอัตราการสูบบุหรี่สูงที่สุด ๔. ภาคใต้มีอัตราการสูบบุหรี่สูงที่สุดและมีอัตราการสูบในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๔ - ๒๕๕๒
ลดลงน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่น ๆ ๕. ประชากรกลุ่มที่มีเศรษฐฐานะสูงจะมีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำกว่า และมีอัตราการลดลงของ
การสูบบุหรี่สูงกว่ากลุ่มที่มีเศรษฐฐานะต่ำกว่า ๖. ปริมาณบุหรี่ที่สูบต่อวันมีแนวโน้มลดลงจาก ๑๑.๘๕ มวนต่อวันต่อคนในปี พ.ศ. ๒๕๓๔
เหลือ ๑๐.๒๗ มวนในปี ๒๕๕๐ และยังอยู่ท ๑๐.๓๐ มวนต่อวันต่อคนในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ี่
(โดยมีการสูบบุหรี่มวนเอง ๑๑.๐ มวนต่อวันต่อคน)
๒๑
๑
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
อัตราการสูบบุหรี่ปัจจุบัน คือ ร้อยละของประชากรไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปที่สูบบุหรี่เป็นประจำ/ทุกวัน รวมกับผู้ท ี่
สูบบุหรี่เป็นครั้งคราว ๒๒ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ใน ศรัณญา เบญจกุล และคณะ (๒๕๕๑) : สถานการณ์และแนวโน้มการบริโภคยาสูบของ
ประชากรไทย พ.ศ. ๒๕๓๔ - ๒๕๕๐ ๒๓ ศูนย์วจยและจัดการความรูเ้ พือการควบคุมยาสูบ (ศจย.) : สถานการณ์และแนวโน้มการบริโภคยาสูบของประชากรไทย
ิั ่
พ.ศ. ๒๕๓๔ - ๒๕๕๒
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒๔
๗. ร้อยละของผู้สูบบุหรี่ในบ้านลดลงจากร้อยละ ๘๕.๗๖ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นร้อยละ
๕๘.๙๕ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ และในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ โครงการสำรวจการบริโภคยาสูบใน
ผู้ใหญ่ระดับโลก พบว่าประชากรร้อยละ ๓๙.๑ ได้รับควันบุหรี่ในบ้าน๒๔
๘. นับตั้งแต่ป ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรต ี
รวม ๙ ครั้ง โดยล่าสุดในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ มีการปรับอัตราภาษีเป็นร้อยละ ๘๕
ทำให้ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษียาสูบได้เป็นมูลค่า ๔๓,๙๓๖
ล้านบาท ซึ่งเก็บได้เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ ๒๕๕๑ (มูลค่า ๔๑,๘๓๒ ล้านบาท) คิดเป็น
ร้อยละ ๕.๐๓ โดยบุหรีซกาแรตทีจำหน่ายในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ รวม ๑,๗๙๔ ล้านซอง ่ิ ่
ลดลง ๔๗ ล้านซองจากยอดจำหน่ายบุหรี่ในปีงบประมาณ ๒๕๕๑ (ยอดจำหน่าย ๑,๘๔๑
๒๕ ล้านซอง)
๙. นโยบายการควบคุมยาสูบสากลประกอบด้วย การป้องกันผู้สูบบุหรี่หน้าใหม่ การให้
บริการเลิกสูบบุหรี การคุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่จากควันบุหรี่มือสอง การบรรจุหีบห่อและ ่
ภาพคำเตือน และการลดพิษภัยของผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผลักดันโดยมาตรการด้านต่างๆ
ที่ประเทศไทยได้ดำเนินการได้อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก การประชุมสมัยที่สามของ
ประเทศผู้ลงนามในกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (Conference
of Parties III) ได้มีความก้าวหน้าในการกำหนดแนวทางและกติการะดับนานาชาติ
ในหลายด้าน โดยเฉพาะเกียวกับภาพคำเตือนบนซองบุหรี การห้ามโฆษณาและส่งเสริมการ ่ ่
ขายสินค้ายาสูบ การค้าบุหรี่เถื่อน และการป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมยาสูบแทรกแซง
นโยบายของรัฐ แต่การผลักดันมาตราต่างๆ ในกรอบอนุสัญญาฯ ยังต้องเผชิญกับการ
ลดทอนน้ำหนักจากบางประเทศที่ยังสนับสนุนอุตสาหกรรมยาสูบอยู ่ ๑๐. การควบคุมยาสูบในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๙ - ๒๕๕๒ กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศขยาย
เขตปลอดบุหรี่ให้มากขึ้นจากพื้นที่ปลอดบุหรี่บางส่วนเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ ๑๐๐% เช่น
โรงพยาบาล ศาสนสถาน สวนสาธารณะ ยานพาหนะ และสถานีขนส่งสาธารณะ เป็นต้น
การกำหนดให้มีรูปภาพคำเตือนบนซองบุหรี่เพิ่มเติมจาก ๙ ภาพ เป็น ๑๐ ภาพ พร้อม
พิมพ์หมายเลขโทรศัพท์เลิกบุหรี ๑๖๐๐ บนซองบุหรี เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๑ ของ ่ ่
กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (FCTC: Framework Convention on Tobacco
Control) ๑๑. องค์การอนามัยโลกได้ประเมินการควบคุมยาสูบของประเทศไทยเมื่อเดือน พ.ย. ๒๕๕๑
และชี้ว่า การควบคุมยาสูบของประเทศไทยมีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จอย่าง
โครงการสำรวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ระดับโลก (Global Adult Tobacco Survey ; GATS). เอกสารข้อเท็จจริง
ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๒ ๒๕ กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง (๒๕๕๒), http://www.excise go.th/stat๒b๕/statb_mib.html
ชัดเจน ความสำเร็จที่เด่นชัด ได้แก่การพิมพ์ภาพและคำเตือนบนซองบุหรี่ การห้าม
โฆษณา และการมีกฎหมายที่ครอบคลุม อันเกิดจากบทบาทอันเข้มแข็งขององค์กรต่างๆ
ทุกภาคส่วน แต่ก็ได้มีข้อเสนอแนะว่า ควรเพิ่มการพัฒนาในอีกหลายด้าน อาทิ การเสริม
ศักยภาพหน่วยงานที่รับผิดชอบภาครัฐและการบังคับใช้กฎหมาย การขยายเครือข่ายใน
ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น การขยายบริการเลิกบุหรี และการจัดเก็บภาษียาสูบจากฐาน ่
ราคาขายปลีก เป็นต้น จึงยังมีหลายมาตรการที่ควรพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อรักษาทิศทาง
การลดอัตราการบริโภคยาสูบต่อไป
กระบวนการปรับปรุงแผนและผลที่ปรับเปลี่ยน จุดเน้นสำหรับการดำเนินงานควบคุมการบริโภคยาสูบ ในปี ๒๕๕๔ มีดังนี้ ๑. ผลักดันให้เกิดแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบตามแผนยุทธศาสตร์
การควบคุมยาสูบแห่งชาติ โดยให้มีผู้รับผิดชอบและมีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างชัดเจน ๒. พัฒนานโยบายและมาตรการใหม่ โดยจัดลำดับความสำคัญจากข้อสรุปทางวิชาการ
และเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ เช่น การป้องกัน/ปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย การปรับปรุง
โครงสร้างภาษียาสูบโดยเฉพาะยาเส้น การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการ
ควบคุมยาสูบจังหวัด การใช้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายแทนตำรวจ พัฒนากฎระเบียบ
รองรับมาตรการไม่รับการสนับสนุนหรือร่วมกิจกรรมกับธุรกิจยาสูบ (ตามมาตรา ๕.๓
ของ FCTC) และมาตรการต่างๆ ของ FCTC เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานควบคุมการ
บริโภคยาสูบ ๓. ผลักดันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านการควบคุม
ยาสูบ ในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ผ่านการรับรองจากสมัชชาสุขภาพ ซึ่งจะ
ทำให้องค์กรต่างๆ มีเป้าหมายร่วมกันในการควบคุมการบริโภคยาสูบเพื่อสร้างความ
เข้มแข็งของชุมชนในระดับจังหวัดและท้องถิ่น ๔. พั ฒ นาระบบเฝ้ า ระวั ง การควบคุ ม ยาสู บ รวมถึ ง การติ ด ตามทิ ศ ทางการตลาดของ
อุตสาหกรรมยาสูบ (โดยเฉพาะยาเส้น) อย่างต่อเนื่อง ๕. เน้นการพัฒนางานในกลุ่มเป้าหมายเพื่อสกัดนักสูบหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน
กลุ่มผู้หญิง เยาวชน ครอบครัว และประชาชนในชนบท รวมถึงการพัฒนากิจกรรม
รณรงค์ใหม่ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ๖. ผลักดันงานบูรณาการการทำงานด้านการควบคุมยาสูบร่วมกับประเด็นอืนๆ ได้แก่ เครืองดืม
่ ่ ่
แอลกอฮอล์ อุบัติเหตุ การพนัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภูมิภาคและภาคแรงงาน
ทั้งระบบ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับองค์กรที่สำคัญในด้านการควบคุมโรคไม่ติดต่อ ๗. เน้นการรณรงค์ผ่านสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
วัตถุประสงค์
๑. พัฒนาให้เกิดมาตรการและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการสูบบุหรี่ของประชาชนไทย ๒. พัฒนาเป้าหมาย กลไกและการประสานงานของภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ๓. สนับสนุนให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่มีอยู ่ ๔. พัฒนาฐานข้อมูล องค์ความรู้และการจัดการความรู้ที่จำเป็น ๕. พัฒนาการรับรู้และความตระหนักในสังคมและในประชาชนกลุ่มต่างๆ ๖. พัฒนาเครือข่ายการมีส่วนร่วมจากประชาชนและองค์กรต่างๆ ๗. พัฒนารูปแบบและวิธีการให้บริการเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพ เป้าหมายและตัวชี้วัด
๒๕๕๔
๑. เกิดมาตรการและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลให้เกิดแนวโน้มการลดลงของอัตราการสูบบุหรี
่
ในประชากรไทย โดยเฉพาะมาตรการตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบของ
องค์การอนามัยโลกตามเงื่อนไขการผลักดันนโยบายของประเทศในประเด็นสำคัญ อาทิ
นโยบายทีเ่ น้นการลดการบริโภคยาเส้น บุหรีมวนเอง การป้องกันบุหรีหนีภาษีและบุหรีปลอม
่ ่ ่
การปรับปรุงโครงสร้างและระบบการจัดเก็บภาษียาสูบ พระราชบัญญัติคณะกรรมการ
ควบคุมยาสูบจังหวัดและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น ๒. มีการพัฒนายุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ โดยมีการพัฒนาเป้าหมายร่วมในด้าน
การลดพฤติกรรมการบริโภคยาสูบ และมีกลไกและการประสานงานร่วมกันของภาคีต่างๆ
เพื่อการควบคุมยาสูบของประเทศ รวมถึงบทบาทในระดับสากลให้คงความเข้มแข็ง และ
มีศักยภาพสูงขึ้น เพื่อการบรรลุผลตามเป้าหมายร่วมที่กำหนดไว้
๓. เกิดรูปแบบการบังคับใช้กฎหมายทีเ่ ข้มแข็งขึน โดยการมีสวนร่วมจากประชาชน โดยเฉพาะ ้ ่
การไม่ สู บ บุ ห รี่ ใ นเขตที่ มี ป ระกาศปลอดบุ ห รี่ ตามกฎหมาย โดยมี การให้ ข้ อ มู ล ทาง
กฎหมายแก่ประชาชนโดยตรงไม่น้อยกว่าปีละ ๒,๕๐๐ ราย และรับเรื่องร้องเรียนการ
ละเมิดกฎหมายและดำเนินการกับผู้ละเมิดกฎหมายไม่น้อยกว่าปีละ ๔๐๐ ราย ๔. เกิดองค์ความรู้จากการวิจัยที่จำเป็นสำหรับการควบคุมยาสูบของประเทศไทย ใน ๗ ด้าน
ที่สำคัญ รูปแบบบริการการเลิกบุหรี่ในระดับต่างๆ มาตรการทางภาษีและการรับมือภาวะ
คุกคามที่มาจากการค้าเสรี การควบคุมผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ของยาสูบ งานวิจัยเชิง
พฤติกรรมและสังคมของผู้สูบบุหรี่ที่มวนเอง การเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย และการ
ประเมินประสิทธิภาพมาตรการ จำนวนไม่น้อยกว่าปีละ ๑๐ เรื่อง ๕. มีเวทีวิชาการระดับชาติ และรายงานวิชาการประจำปีทุกปี ๖. เกิดการขยายจำนวนและประสิทธิภาพของเครือข่าย และมีองค์กรการทำงานทั้งใน
ระดับชาติ ระดับองค์กรและระดับพื้นที่จำนวนไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ องค์กร โดยเฉพาะภาคี
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๗. ๘.
เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ สถานศึกษาและเยาวชน โรงพยาบาล สถานบริการ
สุขภาพ สถานประกอบการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน เกิดการรับรู้และตระหนักถึงประเด็นการไม่สูบบุหรี่มากขึ้นในประชาชนไทย ไม่น้อยกว่า
ร้อยละ ๖๕ ของกลุ่มเป้าหมาย ปีละอย่างน้อยใน ๒ ประเด็นสำคัญ เกิดการพัฒนามาตรฐานบริการเลิกบุหรี่ในระดับบริการต่างๆ และมีขยายตัวของบริการ
เลิก บุหรี่ของประเทศ จำนวนไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง สายด่วนเลิกบุหรี่แห่ง ชาติ
(National Quitline) สามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนจำนวนอย่างน้อย ๓,๕๐๐ ราย
ต่อเดือน โดยมีอัตราการเลิกบุหรี่ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐
ยุทธศาสตร์ ประสานการดำเนินงานทางวิชาการ การเคลื่อนสังคมและการพัฒนานโยบาย ให้เชื่อมโยงและ สนับสนุนกันอย่างมีประสิทธิภาพ
- คณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ - กรมควบคุมโรค
การพัฒนานโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนควบคุมยาสูบ - แกนเชื่อมประสาน เสริมพลัง
การพัฒนาเครือข่ายเพื่อ การรณรงค์ สนับสนุนนโยบาย และบริการอดบุหรี่ - ภาคีรณรงค์ - องค์กรวิชาชีพสุขภาพ - สื่อมวลชน
การพัฒนาวิชาการและระบบ ข้อมูลข่าวสาร - ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้ ม.มหิดล
ภาคีหลัก คณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุ ข มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร มูลนิธิรณรงค์เพื่อการ ไม่ สู บ บุ ห รี่ สถาบั น ส่ ง เสริ ม สุ ข ภาพไทย แพทยสมาคมแห่ ง ประเทศไทย สมาคมพยาบาล
แห่งประเทศไทย สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา สมาคมหมออนามัย สภาเทคนิคการแพทย์ สมาคมแพทย์แผนไทย มูลนิธิใบไม้เขียว สมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มูลนิธิสร้างสุขไทย สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคม อบต. แห่งประเทศไทย หน่วยราชการทุกกระทรวง สื่อมวลชนภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ โครงสร้าง แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ ประกอบด้วย ๔ กลุ่มแผนงาน ดังนี้ ๑. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะในการควบคุมยาสูบ ๒. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร ๓. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาเครือข่าย การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และการขยายสถานที ่
ปลอดบุหรี่ ๔. กลุ่มแผนงานสนับสนุนบริการเลิกบุหรี ่ การบริหารจัดการ กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน คณะที ๑ โดยสำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะและ ่ ลดปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก ๑) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการและหน่วยบริหารจัดการ
งบประมาณ
งบประมาณ (ล้านบาท) กลุ่มแผนงานหลัก ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖
๑. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะในการควบคุมยาสูบ ๔๒ ๔ ๕๓ ๒. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร ๗๔ ๓. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาเครือข่ายการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และการขยายสถานที่ปลอดบุหรี่ ๑๐๑ ๑๐ ๗๖ ๔. กลุ่มแผนงานสนับสนุนบริการเลิกบุหรี่ ๑๕ ๗๕ ๒๐
รวม ๑๕๘ ๑๖๓ ๑๔๙
0
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
รายละเอียดกลุ่มแผนงาน
แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ ประกอบด้วย ๔ กลุ่มแผนงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มแผนงานมีภารกิจ โดยสังเขป ดังนี ้
๑. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะในการควบคุมยาสูบ
๑.๑ การพัฒนาองค์กรหลักของรัฐด้านการควบคุมยาสูบ เช่น สถาบันควบคุมยาสูบ ของรัฐ และสนับสนุนเพื่อเสริมความเข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่หน่วยจัดการหลัก เช่น คณะกรรมการ ควบคุมการบริโภคยาสูบ (คบยช.) สำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค โดยพัฒนา ข้อเสนอเพื่อผลักดันนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ ตลอดจน ร่วมผลักดันกฎหมายและมาตรการการควบคุมยาสูบของประเทศตามกรอบอนุสัญญาเพื่อการ ควบคุมการบริโภคยาสูบขององค์การอนามัยโลกในประเด็นต่างๆ อาทิ มาตรา ๕.๓ การป้องกัน การแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบโดยอุตสาหกรรมยาสูบ มาตรา ๖ มาตราการด้านราคา และ ด้านภาษี มาตรา ๙ การเปิดเผยส่วนประกอบ มาตรา ๑๑ การบรรจุหีบห่อและภาพคำเตือน มาตรา ๑๓ การห้ามโฆษณา ส่งเสริมการขายยาสูบ และสนับสนุนโดยอุตสาหกรรมยาสูบ มาตรา ๑๔ การให้บริการเลิกบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบ มาตรา ๑๕ การค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมาย ๑.๒ การพัฒนานโยบายและมาตรการใหม่ โดยการจัดลำดับความสำคัญจากข้อสรุป ทางวิชาการ และเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ เช่น นโยบายที่เน้นการลดการบริโภคยาเส้น บุหรี่มวนเอง การป้องกันบุหรี่หนีภาษีและบุหรี่ปลอม การปรับปรุงโครงสร้างภาษียาสูบ (การขึ้นภาษีบุหรี่รวมทั้ง บุหรี่มวนเอง การปรับปรุงการจัดเก็บภาษีโดยคิดจากฐานใหม่เพื่อแก้ปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี การขึ้นภาษีตามอัตราเงินเฟ้อ) การปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษี (เพิ่มค่าธรรมเนียมใบอนุญาต จำหน่าย ห้ามนำเข้าเครื่องจักรผลิตผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพิ่มบทลงโทษ) การยกเลิกสิทธิประโยชน์ ทางภาษียาสูบ (ยกเลิกการยกเว้นภาษียาสูบสำหรับผู้เดินทาง) การขยายการคุ้มครองสุขภาพ ของผู้ไม่สูบบุหรี่ อีกทั้งการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย/มาตรการสำคัญ อาทิ การเพิ่มสารที่ทำให้ บุ ห รี่ ดั บ ง่ า ยเพื่ อ ลดปั ญ หาอั ค คี ภั ย การสนั บ สนุ น ให้ ป ลู ก พื ช ทดแทนการปลู ก ใบยาสู บ และ การสนับสนุนให้มีพระราชบัญญัติคณะกรรมการควบคุมยาสูบจังหวัด/เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ๑.๓ การสนับสนุนการผลักดันให้เกิดการปฏิบตตามมาตรการต่างๆ ใน พระราชบัญญัต ัิ ิ ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ๒๕๓๕ และ พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ ไม่สูบบุหรี ่ พ.ศ. ๒๕๓๕ ในประเด็น การสูบบุหรี่ในทีสาธารณะ การโฆษณาโดยตรง การโฆษณาโดยวิธแปรเปลียน ่ ี ่ เครื่องหมายการค้า การส่งเสริมการขายรูปแบบต่างๆ การผลิตและจำหน่ายสินค้าซึ่งมีรูปลักษณะ คล้ายผลิตภัณฑ์ยาสูบ การลดพิษภัยในผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากภาคสังคมในการบังคับใช้กฎหมาย
51
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
52
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑.๔ การเน้นการเสริมความเข้มแข็งของการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะ ส่ ว นภู มิ ภ าค โดยเพิ่ ม บทบาทและศั ก ยภาพของสำนั ก งานสาธารณสุ ข จั ง หวั ด และอำเภอ กรุงเทพมหานคร องค์ กรปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น เป็ น ผู้ ด ำเนิ น การบั ง คั บ ใช้ ก ฎหมายเข้ ม ข้ น ขึ้ น ส่วนสำนักควบคุมการบริโภคยาสูบฯ ในส่วนกลาง ควรทำหน้าที่ประสาน สนับสนุน ติดตามและ ประเมิ น ผล สนั บ สนุ น การพั ฒ นาศั ก ยภาพบุ ค ลากรด้ า นการบั ง คั บ ใช้ ก ฎหมายให้ ม ากยิ่ ง ขึ้ น โดยมีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นศูนย์กลาง และเน้นการทำงานกับผู้กำหนดนโยบายใน แต่ละหน่วยงาน ให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการจัดเขตปลอดบุหรี ่ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการประกาศนโยบายสนับสนุน เช่น การไม่รับบุคลากรที่ติดบุหรี่เข้า ทำงาน ตลอดจนการสนับสนุนเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อผลักดันนโยบายในการ ควบคุมยาสูบในระดับท้องถิ่น ร่วมไปกับการสนับสนุนการพัฒนาให้โรงพยาบาลและสถานบริการ สุขภาพเป็นศูนย์กลางในการให้บริการเลิกบุหรี่และการควบคุมยาสูบ ๑.๕ การเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการมีบทบาทเฝ้าระวังและบังคับใช้ กฎหมาย โดยเปิดช่องทางการสื่อสารเพื่อรับเรื่องร้องเรียนให้ประชาชนแจ้งเหตุได้สะดวกมากขึ้น ๑.๖ การสนับสนุนการเข้าร่วมมีบทบาทหลักในนโยบายยาสูบในระดับสากล เช่น การสนับสนุนการดำเนินงานตามกรอบอนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบ และการพัฒนาศักยภาพ คณะผู้แทนไทยในเวทีสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมการเพื่อการประชุมภาคีสมาชิกประเทศ ผู้ลงนามในกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ครั้งที่ ๔
๒. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร
สนั บ สนุ น ให้ ศู น ย์ วิ จั ย และจั ด การความรู้ เ พื่ อ การควบคุ ม การบริ โ ภคยาสู บ (ศจย.) ร่วมกับภาคีทางวิชาการต่างๆ พัฒนางานวิจัย จัดการความรู้ จัดการศึกษาฝึกอบรม รวมถึง ๒.๑ การสนับสนุนการวิจัยและเครือข่ายนักวิจัยด้านบุหรี่และสุขภาพ โดยเฉพาะ งานวิจัยใน ๗ กลุ่มนโยบายที่สำคัญ เพื่อการควบคุมยาสูบในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ/ตำบล โดยเน้นชุมชนเป็นฐาน การวิจัยพื้นฐานที่จำเป็น การวิจัยที่สนับสนุนนโยบาย การวิจัยเพื่อสนับสนุน การดำเนิ น การตามกรอบอนุ สั ญ ญาเพื่ อ การควบคุ ม ยาสู บ ขององค์ ก ารอนามั ย โลก และทุ น วิทยานิพนธ์ปริญญาโทและเอก ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมยาสูบ รวมทั้งการสนับสนุนด้านวิชาการ เพื่อพัฒนาหลักสูตรการควบคุมยาสูบในระดับมัธยมศึกษา และอุดมศึกษาในสาขาการแพทย์และ สาธารณสุข ตลอดจนการเพิ่มสมรรถนะกำลังคนในระบบการให้บริการเลิกบุหรี่ในหน่วยงานหลักที่ให้ บริการอย่างทั่วถึงและเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบต่างๆ
๒.๒ การพัฒนาเครือข่ายนักวิชาการในกลุ่มประเด็นวิชาการสำคัญ ได้แก่ รูปแบบ บริการการเลิกบุหรี่ในระดับต่างๆ มาตรการทางภาษีและการรับมือภาวะคุกคามที่มาจากการค้าเสรี การควบคุมผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ของยาสูบ งานวิจัยเชิงพฤติกรรมและสังคม บุหรี่มวนเอง การเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย และการประเมินประสิทธิภาพมาตรการการควบคุมยาสูบที่ใช้อยู ่ และพัฒนาสู่การเป็น collaborating center ขององค์การอนามัยโลก ๒.๓ การพัฒนาระบบข้อมูลในระบบเฝ้าระวังการสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ เยาวชน และวิชาชีพ สุขภาพโดยเป็นความร่วมมือระหว่าง ศจย. CDC และมูลนิธิบลูมเบอร์ก รวมทั้งการเฝ้าระวัง การโฆษณา ส่งเสริมการขาย และการให้ทุนอุปถัมภ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ ๒.๔ การจัดการประชุมวิชาการ “บุหรี่หรือสุขภาพแห่งชาติ” เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ทุกปีเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนทางวิชาการและประสบการณ์ระหว่างผู้ที่ทำงานและผู้สนใจ ๒.๕ การพัฒนาระบบการประเมินผลการดำเนินงานควบคุมยาสูบของประเทศไทยตาม กรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (WHO-FCTC) มาตรการต่างๆ การวิจัยในคำถามถึงมาตรการในกลุ่มเป้าหมายที่ยังบรรลุผลต่ำ และการพัฒนานักวิจัยประเมินผล
53
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาเครือข่าย การรณรงค์ประชาสัมพันธ์
และการขยายสถานที่ปลอดบุหรี
่
๓.๑ การจัดกิจกรรมพิเศษและสร้างกระแสสังคม เพื่อรณรงค์กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว และปลูกฝังค่านิยมการไม่สูบบุหรี การรักษาสิทธิของตนเองจากการได้รับอันตรายของควันบุหรี่ ่ มือสอง การสร้างจิตอาสาเพื่อลดการสูบบุหรี และการสนับสนุนนโยบายที่สำคัญ การเลิกบุหรี่ ่ การสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและองค์กรต่างๆ ในการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ตลอดจน จัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังและเปิดโปงกลยุทธ์ต่างๆ ของบริษัทบุหรี่ ให้สังคมรับรู และผลักดันให้ ้ เกิดการพัฒนาและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ๓.๒ การพัฒนาเพื่อขยายรูปแบบและภาคีในการทำงานกับเยาวชนเพื่อป้องกันนักสูบ หน้าใหม่ รวมทั้งขยายการดำเนินงานในกลุ่มผู้มีเศรษฐฐานะต่ำ ผู้ด้อยโอกาส ภูมิลำเนาในชนบท และพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ๓.๓ การพัฒนาและขยายเครือข่ายในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มต่างๆ ทั้งที่ดำเนินการ มาแล้วหรือภาคีใหม่ เช่น กลุ่มธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล สตรี สื่อมวลชน ศาสนา ผู้ใช้แรงงาน กลุ่มคนที่เลิกบุหรี่ได้ กลุ่มผู้นำทางสังคมที่ไม่สูบบุหรี และการพัฒนาช่องทางสื่อสารอิเลคโทรนิคส์ ่ ใหม่ๆ ในกลุ่มเป้าหมายเยาวชน
54
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓.๔ การขยายแนวร่วมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ สนับสนุนงานด้านการรณรงค์และการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย เช่น เครือข่ายสถานประกอบ การปลอดบุหรี่ เครือข่ายโรงแรมปลอดบุหรี่ เครือข่ายสถาบันสุขภาพเด็กและภาควิชากุมารเวช สำนักงาน หอพัก เครือข่ายผู้ไร้กล่องเสียง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ เครือข่ายสถานี ตำรวจ เครือข่ายจังหวัดปลอดบุหรี เพื่อให้เป็นต้นแบบของสถานที่ราชการปลอดบุหรี่และเห็น ่ ความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายการจัดเขตปลอดบุหรี เครือข่ายครูระดับมัธยมศึกษาเพื่อการมี ่ ส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ของเยาวชน ตลอดจนเครือข่ายเยาวชนอาสาสร้างสถานศึกษา ปลอดบุหรี่ ๓.๕ การขยายเครือข่ายการทำงานในระดับพื้นที โดยประสานกับภาคีในแผนงานควบคุม ่ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และแผนการป้องกันและลดอุบัติภัยจราจร โดยเฉพาะการขยาย เครือข่ายในภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน เพื่อรณรงค์ลดการบริโภคและการ เฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายในภาคประชาสังคม ตลอดจนการสนับสนุนภาคีเครือข่ายของ สสส. กับแผนอื่นๆ ทั้งภาคีเชิงประเด็น ภาคีเชิงองค์กร และภาคีเชิงพื้นที เพื่อสอดแทรกการลดการบริโภค ่ ยาสูบในกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอื่นๆ ๓.๖ การสนับสนุนสื่อเผยแพร่ และพัฒนาสื่อนวัตกรรม แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานบริการ สถานศึกษา ๓.๗ การพัฒนาและขยายผลนวัตกรรมในการควบคุมการบริโภคยาสูบ ในองค์กรที่ม ี นโยบายพัฒนาคุณภาพการจัดเขตปลอดบุหรี่ให้มีประสิทธิผล รวมทั้งการสนับสนุนบุคลากรที่ติดบุหรี่ ให้เลิกบุหรี่ เพื่อขยายเครือข่ายแนวร่วมให้มากขึ้น ๓.๘ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เครือข่ายภาคีการควบคุมการบริโภคยาสูบเป็นผู้ดำเนิน กิจกรรม โดยจะสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายทางด้านองค์ความรู้ที่ถอดบทเรียนจากการทำงาน และสื่อพร้อมใช้ รวมทั้งการจัดกระบวนการในการพัฒนาศักยภาพและการติดตามผล เพื่อเสริมหนุน การดำเนินโครงการของเครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายโรงพยาบาล เครือข่ายครู เครือข่ายตำรวจ เครือข่ายเยาวชน และเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน
๔. กลุ่มแผนงานสนับสนุนบริการเลิกบุหรี
่
๔.๑ การพัฒนาระบบบริการเลิกบุหรี่ระดับชาติ หรือสายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติให้ เข้มแข็งขึ้นในทุกระบบบริการ (ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ) โดยขยายงานและพัฒนาคุณภาพ ของสถานบริการและบุคลากรเพื่อ การเลิกบุหรี่ และพัฒนาระบบบริการเลิกบุหรี่ทางโทรศั พ ท์ และอินเทอร์เน็ตแห่งชาติ รวมทั้งพัฒนาให้เกิดคู่มือในการช่วยให้เลิกบุหรี่ในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
และภู มิ ภาคอาทิ กลุ่ ม ผู้ ห ญิ ง ตั้ ง ครรภ์ กลุ่ ม เด็ ก และเยาวชน พั ฒ นารู ป แบบการเลิ ก บุ ห รี่ ใ น โรงพยาบาลนำร่องควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบการรักษาผู้ติดบุหรี พัฒนาสร้างความเข้มแข็งทางจิต ่ เพื่อการเลิกบุหรี่ ผลักดันให้ยาช่วยเลิกบุหรี่อยู่ในบัญชียาหลักที่เบิกได้ พัฒนาเว็บไซต์เพื่อช่วยเลิก บุหรี่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สนับสนุนให้มีระบบคัดกรองผู้ป่วยที่ติดบุหรี ่ โดยทดลองดำเนินการในเครือข่ายโรงพยาบาลปลอดบุหรี ่ ๔.๒ สนับสนุนการดำเนินงานเครือข่ายวิชาชีพด้านสุขภาพเพื่อการไม่สูบบุหรี่ เพื่อ ขยายการส่ ง เสริ ม และกระตุ้ น ให้ บุ ค ลากรสาธารณสุ ข เข้ า มามี บ ทบาทในการผลั ก ดั น นโยบาย และสนับสนุนระบบบริการเลิกบุหรี่ รวมถึงการส่งต่ออย่างเป็นระบบ ตลอดจนการขยายและพัฒนา ศักยภาพอาสาสมัครในการให้คำแนะนำช่วยเลิกบุหรี ่
55
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนควบคุมการบริโภค
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
สถานการณ์ แนวคิด และความเป็นมาของแผน
ด้านการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๑. ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ถึง ๒๕๔๖ ปริมาณของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย สูงขึ้นถึง ๓ เท่าตัว โดยในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ คนไทยร้อยละ ๓๐ ดื่มสุรารวมแล้วสูงกว่า ๓,๖๙๑ ล้านลิตร โดยวัยรุ่นชายดื่มเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๒๑ ส่วนวัยรุ่นหญิงดื่มเพิ่มขึ้นถึง ๖ เท่า ในเวลา ๗ ปี จากร้อยละ ๑ เป็นร้อยละ ๕.๖ นอกจากนี้ยังพบว่าเยาวชนไทย ที่ เ ริ่ ม ดื่ ม แอลกอฮอล์ ตั้ ง แต่ อ ายุ ๑๐-๑๓ ปี มี อั ต ราเพิ่ ม ขึ้ น สอดคล้ อ งกั บ การเพิ่ ม งบประมาณในการโฆษณาธุรกิจเหล้าจากจำนวน ๑.๙ พันล้านบาทในปี ๒๕๔๒ เป็น ๒.๔ พันล้านบาทในปี ๒๕๔๘ ๒. จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในประชากรอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปในปีล่าสุดคือ ๒๕๕๐ พบว่า มีผู้ดื่มแอลกอฮอล์ ๑๔.๙ ล้านคน หรือร้อยละ ๒๙.๓ ลดลงจากในปี ๒๕๔๙ ซึ่งมีจำนวน ๑๕.๙ ล้านคน หรือร้อยละ ๓๑.๑ อย่างไรก็ตาม ร้อยละของผู้ท ี่ ดื่มประจำได้เพิ่มจากร้อยละ ๑๘.๕ ในปี ๒๕๔๙ เป็นร้อยละ ๒๐.๒ ในปี ๒๕๕๐ โดยชาย มีอัตราการดื่มสุราสูงกว่าหญิง (ร้อยละ ๕๑.๐ และร้อยละ ๘.๘ ตามลำดับ) ผู้ที่มีอายุ ๒๕-๕๙ ปีมีอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงสุด (ร้อยละ ๓๔.๔) รองลงมา คือ อายุ ๑๕-๒๔ ปี (ร้อยละ ๒๑.๙) และผู้ดื่มประจำในเขตเทศบาลสูงกว่านอกเขตเทศบาล (ร้อยละ ๑๘.๖ ต่อร้อยละ ๑๗.๔) ๓. จากสถานภาพการบริโภคสุราในปี ๒๕๕๐ พบว่า ความชุกในการดื่มสุราของเยาวชน ช่วงอายุ ๑๒-๑๙ ปี เป็นผู้ชายร้อยละ ๑๗.๘ ผู้หญิงร้อยละ ๗.๑ โดยวัยรุ่นชายดื่มทุกวัน หรือเกือบทุกวันร้อยละ ๙.๔ ขณะที่การดื่มในเยาวชนอายุ ๒๐-๒๔ ปี เป็นผู้ชายร้อยละ ๕๙.๐ เป็นหญิงร้อย ๑๕.๓ และจากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในปี ๒๕๕๐ พบว่า สถานที่
๒
57
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
58
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ที่เยาวชนดื่มบ่อยที่สุด คือ สวนไร่นา รองลงมาเป็นหอพัก และโรงเรียน ตามลำดับ และ เด็กอายุ ๑๒-๑๙ ปีเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใช้เวลาเฉลี่ย ๑๐ นาที ๔. ชนิดของสุราที่บริโภคจากปริมาณ ในปี ๒๕๕๑ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๐ พบว่า สุราผสม สุรานำเข้า และสุราขาวมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น โดยเบียร์มีส่วนแบ่งการตลาดเป็น อันดับหนึ่งร้อยละ ๖๕.๙ รองลงมาเป็นสุราขาวร้อยละ ๑๙.๗ และสุรานำเข้าร้อยละ ๗.๐ ตามลำดับ ส่วนไวน์และสุราพื้นเมืองมีส่วนแบ่งการตลาดน้อยมาก โดยสุรานำเข้าจาก กลุ่มประเทศอาเซียนมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากมีการประกาศใช้เขตการค้า เสรีอาเซียนในปี ๒๕๔๖ จากมูลค่า ๙๙.๒๕ ล้านบาทในปี ๒๕๔๕ เป็น ๗๘๗.๓๙ ล้านบาทในปี ๒๕๔๙ ๕. ภาษีสรรพสามิตจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย ที่เคยมีอัตรา เพิ่มถึงร้อยละ ๓๘.๖ ในปี ๒๕๔๕ ได้ค่อยๆ ลดลงเป็นร้อยละ ๑๖.๑, ๑๑.๐ และ ๗.๕ ตามลำดับในปี ๒๕๔๖ - ๒๕๔๘ และในปี ๒๕๔๙ อัตราเพิ่มดังกล่าวเปลี่ยนเป็นอัตราลด ร้อยละ ๒.๐ คิดเป็นมูลค่า ๑,๓๘๙ ล้านบาท สำหรับภาษีในปี ๒๕๕๐ และ ๒๕๕๑ มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๖.๔ และ ๖.๓ ตามลำดับ อันเนื่องมาจากการเพิ่มอัตราภาษี ของรัฐบาลในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๐ และเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ รัฐบาลได้ ประกาศเพิ่มอัตราภาษีขึ้นอีกครั้ง และในปี ๒๕๕๒ มีอัตราเพิ่มขึ้นของภาษีร้อยละ ๒.๗ ๖. อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มของคนไทยและผลกระทบจากสุราในด้านต่างๆ ในสังคม ยังอยู่ในระดับสูง เช่น การศึกษาภาระโรคและการบาดเจ็บที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยง ในปีพ.ศ. ๒๕๔๙ กระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็น ปัจจัยเสี่ยงได้สร้างภาระโรคในคนไทยมากเป็นอันดับสอง โดยก่อให้เกิดผลต่ออุบัติเหตุ มะเร็ง ตับแข็ง การถูกทำร้าย โรคทางจิตเวช โรคหัวใจ และหลอดเลือด และอื่นๆ ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งคือเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยและการเกิดโรคเอดส์ก็มีความสัมพันธ์ อย่ า งมากกั บ การบริ โ ภคเครื่ อ งดื่ ม แอลกอฮอล์ และการใช้ จ่ า ยเพื่ อ บริ โ ภคเครื่ อ งดื่ ม แอลกอฮอล์ จากข้อมูลการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระหว่างปี ๒๕๒๔- ๒๕๒๗ พบว่ า มี แ นวโน้ ม สู ง ขึ้ นมากกว่ า การเพิ่ ม ของค่ า ใช้ จ่ า ยโดยรวมของครั ว เรื อ น ถึงร้อยละ ๔๑ นอกจากนี โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ้ ที่ชี้ ให้เห็นตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใน ประเทศไทย ในปี ๒๕๔๙ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง ๑๕๐,๖๗๗ ล้านบาท ในขณะที่ข้อมูล การตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี ๒๕๔๘ ประมาณการว่า คนไทยที่ดื่มสุราจ่ายเงิน เพื่อซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนถึง ๑๘๗,๐๐๐ ล้านบาท ๗. ในปีที่ผ่านมา ได้มีความเคลื่อนไหวด้านนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคแอลกอฮอล์ หลายประการ อาทิ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติรับรองแผนยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์
ระดับชาติ การออกกฎหมายลูกตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ การประกาศกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแสดงภาพสัญลักษณ์เพื่อ ประกอบการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ ออกตามมาตรา ๓๒ พระราช- บัญญัติควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ และประกาศคณะกรรมการ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าด้วยรูปแบบและวิธีการแสดงข้อความคำเตือนประกอบ ภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือภาพสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ซึ่งเน้นการควบคุมการโฆษณา ระเบียบคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ว่าด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบ และคำสั่งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ เรื่องการมอบหมายให้ดำเนินการเปรียบเทียบ เป็นต้น
ด้านการลดปัญหาจากการพนัน ๑. ในการประชุมคณะกรรมการกองทุน สสส. ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ ได้พิจารณาให้สำนักงาน กองทุ น พั ฒ นาการทำงานเพื่ อ ลดปั ญ หาจากการพนั น โดยมอบให้ ส ำนั ก สร้ า งเสริ ม สุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงหลัก ในความดูแลของคณะกรรมการบริหารแผนคณะที ๑ ่ รับผิดชอบ เพื่อดูแลปัญหาจากการพนันที่พบว่า มีอยู่ทั่วไปในสังคมไทย โดยร้อยละ ๗๐ ของผู้ใหญ่เล่นการพนันเป็นประจำ ประมาณมูลค่าถึง ๓๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี กิจการ ส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย ยกเว้นส่วนน้อย เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล การพนันแข่งม้า รายได้จากการพนัน ประเภท หวยใต้ดิน การพนันฟุตบอล และบ่อนคาสิโน มีมูลค่า ประมาณรายได้ร้อยละ ๔-๘ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ๒๖ และส่งผลกระทบ เชิงสังคม อาทิ อัตราการฆ่าตัวตาย การถูกทำร้ายร่างกายหรือทำให้ทุพลภาพ การถูก ฆ่าตายจากการเป็นหนี้พนัน ผลกระทบต่ออัตราการหย่าร้าง ความรุนแรงในครอบครัว ความขัดแย้งกับหลักศีลธรรม การทุจริตคอรัปชั่นในผู้บังคับใช้กฎหมาย การฟอกเงิน และการก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ ผลในวัยเด็ก อาทิ การหนีเรียนเพื่อหนีหนี้พนัน การลักขโมยเงินหรือสิงของจากเพือนนักเรียนหรือการขโมยเงินผูปกครอง การขูกรรโชกทรัพย์ ่ ่ ้ ่ ในโรงเรียน การทำร้ายร่างกายจากการเบี้ยวหนี้พนัน การค้าประเวณีเพื่อใช้หนี ้ ๒. การสำรวจในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี ๒๕๕๓ พบว่า พฤติกรรมการเล่นพนันในรอบ ๑๒ เดือนที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างร้อยละ ๔๑ ยอมรับว่าเล่นการพนัน โดยเล่นหวยใต้ดิน มากที่สุด ร้อยละ ๒๓.๑ ไพ่ ร้อยละ ๑๐.๔ พนันผลฟุตบอล ร้อยละ ๑๐.๓ ไฮโล ร้อยละ ๒.๘ แหล่งเงินทีจะนำมาเล่นพนัน ร้อยละ ๗๖.๗ จากเงินเดือน ร้อยละ ๒๑.๖ จากเงินออม ่
59
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒๖
อุตสาหกรรมการพนัน ไทย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ผาสุก พงษ์ ไพจิตร, สังศิต พิริยะรังสรรค์, นวลน้อย ตรีรัตน์, กนกศักดิ์ แก้วเทพ, ๒๕๕๒
ร้อยละ ๑๓.๔ จากค่าขนมที่ผู้ปกครองให้ ที่น่าห่วงคือกลุ่มตัวอย่างร้อยละ ๒๒ ระบุถึงแม้ เงิ น ที่ เ ตรี ย มไว้ เ ล่ น จะหมด ก็ จ ะหามาเพิ่ ม ไม่ เ ว้ น แม้ การกู้ ยื ม โดยพบการกระทำที่ ไม่เหมาะสม เช่น โกหก/ล่อลวงคนใกล้ชดเพือนำเงินไปเล่นพนัน ร้อยละ ๒๑.๒ รองมาเป็น ิ ่ ต้องขายรถ/ขายบ้าน ลักทรัพย์/ชิงทรัพย์ และทุจริต/โกงเงินของหน่วยงาน (ร้อยละ ๔.๓, ๒๗ ๔.๑ และ ๒.๙) ตามลำดับ
60
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระบวนการปรับปรุงแผนและผลที่ปรับเปลี่ยน คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๑ ได้ทบทวนสถานการณ์และแนวทางการดำเนินงานข้างต้น ร่วมกับภาคี และเห็นชอบให้ทบทวนแนวทางการดำเนินงาน โดยมีจุดเน้นมากขึ้นในด้าน ๑. การพั ฒ นานโยบายสาธารณะและการบั ง คั บ ใช้ กฎหมายเพื่ อ การควบคุ ม การบริ โ ภค
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๑) ผลักดันให้เกิดแผนยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์แห่งชาติ และแผนปฏิบัติการด้าน การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามแผนยุทธศาสตร์ ๒) สนับสนุนการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์โลกในการลดอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Global Strategy to Reduce the Harmful Use of Alcohol) ในการพัฒนานโยบาย และการบังคับใช้กฎหมาย พัฒนาเครือข่ายประชาคมอาเซียน ตลอดจนการสนับสนุน ให้มีเวทีในระดับสากล เพื่อเริ่มต้นการผลักดันไปสู่กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคต ๓) ประสานความร่วมมือกับภาคีแนวร่วมต่างๆ ทั้งระดับภูมิภาคอาเซียน และในประเทศ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ (กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมการค้าภายใน) ในการ แสดงจุดยืนต่อนโยบายการเจรจาการค้าเสรีให้อยู่บนพื้นฐานในการตระหนักถึงสุขภาพ ของประชาชน ๔) สนับสนุนการออกกฎหมายและนโยบายที่จำเป็นเพิ่มเติม อาทิ การขยายเขตห้ามดื่ม แอลกอฮอล์ในหอพัก ภาพคำเตือนบนบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งเน้นการบังคับใช้กฎหมาย โดยเจ้าพนักงาน การผลักดันให้มีตำรวจเฉพาะด้านอบายมุข และพัฒนาด้านสินบน รางวัลนำจับ และสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายให้อยู่ในบรรทัดฐานของผู้รับผิดชอบ มากขึ้น โดยเฉพาะในระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการบังคับใช้ กฎหมายอย่างจริงจังกับสถานจำหน่ายแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษาและหอพัก ๕) สนับสนุนการพัฒนาด้านการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มแข็ง อาทิ เพิ่มศักยภาพทั้ง บุคลากรสาธารณสุข และตำรวจในการบังคับใช้กฎหมาย การจัดฝึกอบรมเฉพาะ การสอดแทรกเนื้อหาในหลักสูตรเจ้าพนักงาน พัฒนาคู่มือ การศึกษาและสนับสนุน
๒๗
การสำรวจโดย ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, ๒๕๕๓
ให้มีตำรวจเฉพาะด้านหรือการปรับอำนาจหน้าที่ ให้เจ้าพนักงานอื่นทดแทนตำรวจ เป็นต้น ๒. การพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสารเพือการควบคุมการบริโภคเครืองดืมแอลกอฮอล์
่ ่ ่ ๑) ควรศึกษาผลกระทบเชิงลึกในประเด็นผลกระทบต่อการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิด (birth defect) เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ๒) ควรศึกษาสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจำแนกกลุ่มอายุเยาวชน เป็นระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา และวัยเริ่มทำงาน เพื่อให้เหมาะสมกับการนำ ข้อมูลไปใช้ ๓. การพัฒนาเครือข่ายและการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์
๑) คงเน้นการพัฒนางานในกลุ่มเป้าหมายเพื่อสกัดนักดื่มหน้าใหม่ ลดจำนวนนักดื่ม ในกลุ่มผู้ดื่มประจำ ผู้ที่ดื่มหนัก กลุ่มผู้หญิง คนชนบท และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ๒) ควรเน้นการทำงานเพื่อป้องกันและสกัดนักดื่มหน้าใหม่ โดยเน้นการดูแลสถานที่ โดยเฉพาะสถานศึกษา หอพัก และร้านเหล้ารอบสถานศึกษา รวมถึงการพัฒนา มาตรการใหม่ ๆ อาทิ การกำหนดให้หอพักเป็นเขตห้ามดื่ม และการพัฒนากิจกรรม รณรงค์ใหม่ให้ดึงดูดเยาวชนและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเยาวชนให้มากขึ้น เช่น ผ่านสื่อ สังคมออนไลน์ ๓) ยกระดับกิจกรรมรณรงค์งดเหล้าใหม่ๆ สร้างกระแสให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ขยายผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งมีผลต่อการตั้งครรภ์ ๔) พัฒนาศักยภาพภาคีทุกระดับอย่างจริงจัง โดยการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ และ ศักยภาพด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ภาคีสุขภาพต่าง ๆ ๕) ขยายภาคีร่วมงานผ่านแผนกลุ่มงานกลาง “เครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ” (NCD network) ที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก และองค์กรสุขภาพต่างๆ ในประเทศ ๖) บู ร ณาการการทำงานด้ า นการควบคุ ม เครื่ อ งดื่ ม แอลกอฮอล์ ร่ ว มกั บ กลุ่ ม งานเชิ ง ประเด็น เชิงองค์กร เชิงพื้นที และเชิงกลุ่มเป้าหมาย ่ ๔. ทุนอุปถัมภ์ทดแทนธุรกิจแอลกอฮอล์ เน้นการดึงภาคธุรกิจในการร่วมให้ทุนอุปถัมภ์ทดแทนธุรกิจแอลกอฮอล์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ๕. การพัฒนารูปแบบบริการเลิกสุรา ๑) ศึกษาและพัฒนาศูนย์ให้บริการเลิกเหล้าทางโทรศัพท์ในระดับชาติ ๒) ขยายจั ง หวั ด นำร่ อ ง “พั ฒ นารู ป แบบการให้ บ ริ การเลิ ก สุ ร า” และพั ฒ นาข้ อ เสนอ นโยบายสู่การขยายผลระดับชาติ
61
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๖. การลดปัญหาจากการพนัน
๑) เน้นการลดปัญหาจากการพนันหลักๆ ที่ก่อปัญหาสังคม โดยยังไม่ไปถึงกิจกรรมเชิง การชิ ง โชคเล็ ก ๆ น้ อ ยๆ และเน้ น กลุ่ ม เป้ า หมายเด็ ก และเยาวชนเป็ น ลำดั บ ต้ น เนื่องจากสามารถสร้างแนวร่วมได้ง่าย และเมื่อทำงานกับเด็กและเยาวชนก็สามารถ เข้าถึงครอบครัวได้ด้วย โดยเน้นการดำเนินงานทั้ง ขจัดร้าย: ลดโอกาสการเข้าถึงพนัน ขยายดี: เพิ่ม/เปิดพื้นที่กิจกรรม และเพิ่มภูมิคุ้มกัน ให้สังคมรู้เท่าทันและมีเหตุผล ๒) พัฒนาให้เกิดกลไกการจัดการ (จุดจัดการหลัก) ในการประสานการดำเนินงานด้านวิชาการ ด้านการเคลื่อนสังคม และด้านการพัฒนานโยบาย พัฒนาองค์ความรู้ที่สำคัญ ในการ ควบคุมและจัดการทางด้านการพนัน และพัฒนาและขยายเครือข่ายการมีส่วนร่วมจาก ประชาชนและองค์กรต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักของสังคมถึงปัญหาจากการพนัน และการรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการพนัน
62
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
วัตถุประสงค์ ๑. พัฒนาให้เกิดมาตรการและสิ่งแวดล้อมเพื่อการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๒. พัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๓. พัฒนากลไกและการประสานงานของภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการควบคุมการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๔. พัฒนาฐานข้อมูล องค์ความรู และการจัดการความรู้ที่จำเป็น เพื่อการควบคุมบริโภค ้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๕. พัฒนาเครือข่ายการมีส่วนร่วมจากประชาชนและองค์กรต่างๆ ในการร่วมสร้างการรับรู้ ความตระหนักในสังคมและในประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ๖. พัฒนารูปแบบและบริการเลิกสุราที่มีประสิทธิภาพ ๗. พัฒนาการเชื่อมประสานองค์กรและเครือข่ายการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระดับสากล ๘. พัฒนาองค์ความรู้ เป้าหมาย นโยบายและเครือข่ายการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาจากการ พนันในระดับชาติ เป้าหมายและตัวชี้วัด ปี ๒๕๕๔
๑. ด้านการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๑) เกิดนโยบายสาธารณะใหม่ที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการการควบคุม การบริ โ ภคเครื่ อ งดื่ ม แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง กฎกระทรวง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกิดการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เป็น
ไปตาม พ.ร.บ. ตลอดจนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายในภาค ประชาสังคมในจังหวัดอย่างน้อยร้อยละ ๗๐ ของจังหวัดทั้งหมด ๒) เกิดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์และกลไกประสานงานร่วมกันของเครือข่ายภาคีต่างๆ รวมถึงการพัฒนาการสร้างเป้าหมายร่วมของประเทศ ด้านผลลัพธ์ของการควบคุม การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น พฤติกรรมการบริโภค ทั้งในระดับชาติและระดับ พื้นที่ เพื่อการบรรลุผลตามเป้าหมายร่วมที่กำหนด และเกิดแผนปฏิบัติการด้านการ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามแผนยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์แห่งชาติ ๓) ศูนย์วิชาการร่วมกับภาคีวิชาการร่วมกันสนับสนุนให้เกิดชุดโครงการวิจัยที่สอดคล้อง ต่อการดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ อย่างน้อย ๑๕ เรื่อง โดยเฉพาะการตอบสนอง การขับเคลื่อนนโยบายและการทำงานในพื้นที่ ตลอดจนการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร เพื่ อ กำกั บ ติ ด ตามสถานการณ์ แ ละการประเมิ น ผลการดำเนิ น การด้ า นการพั ฒ นา มาตรการควบคุม และการบังคับใช้กฎหมาย ๔) เกิดการรับรู้และตระหนักถึงประเด็นการลด ละ เลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากขึ้นในประชากรไทย ปีละอย่างน้อย ๒ ประเด็นสำคัญ ๕) เกิดกิจกรรมเพื่อทดแทนทุนอุปถัมภ์ของธุรกิจแอลกอฮอล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วน ของประเพณีวัฒนธรรมในงานประเพณีระดับชาติ ในระดับท้องถิ่น กลุ่มงานประจำปี และงานดนตรี อย่างน้อย ๔๐ งาน กิจกรรมของนิสิตนักศึกษาและกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ อย่างน้อย ๑๐๐ งาน ซึ่งส่งผลต่อการส่งเสริมนโยบายสาธารณะด้านการควบคุมการ บริ โ ภคเครื่ อ งดื่ ม แอลกอฮอล์ โดยมี การพั ฒ นาการร่ ว มสนั บ สนุ น ทุ น อุ ป ถั ม ภ์ จาก ภาคธุรกิจและหน่วยงานอื่น ๖) เกิดรูปแบบบริการสนับสนุนการเลิกดื่มสุราที่มีประสิทธิภาพในระบบบริการสุขภาพ เกิดข้อเสนอนโยบายเพื่อขยายผลระดับชาติ รวมถึงสร้างความเข้มแข็งให้กับ ๑๐ จังหวัดนำร่อง ในการจัดสถานบริการทุกระดับในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งเกิดการศึกษาและพัฒนาศูนย์ให้บริการเลิกเหล้าทาง โทรศัพท์ในระดับชาติ ๗) เกิดความร่วมมือประสานงานด้านข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาบุคลากรและการชี้แนะ นโยบายการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสากล ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลกผ่านกิจกรรมร่วมกับองค์การอนามัยโลก GAPA (Global Alcohol Policy Alliance) APAPA (Asia Pacific Alcohol Policy Alliance) โดยร่วมสนับสนุนการ เชื่อมการดำเนินงานยุทธศาสตร์ โลกในการลดอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Global Strategy to Reduce the Harmful Use of Alcohol)
63
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. ด้านการลดปัญหาจากการพนัน
๑) เกิดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ และกลไกการจัดการ (จุดจัดการหลัก) ในการประสานการ ดำเนินงานด้านวิชาการ ด้านการเคลื่อนสังคม และด้านการพัฒนานโยบาย ๒) เกิดองค์ความรู้จากการวิจัยเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ และการพัฒนานโยบายและ มาตรการที่จำเป็นสำหรับการควบคุมปัญหาจากการพนันทั้งด้านอุปทาน การลด อุปสงค์ และการลดผลกระทบของการพนัน จำนวนไม่น้อยกว่าปีละ ๕ เรื่อง ๓) เกิดความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ ภาคประชาชน จำนวนไม่น้อยกว่า ๓๐ องค์กร ๔) การเกิดการรับรู้และตระหนักถึงประเด็นการลดปัญหาจากการพนัน ปีละอย่างน้อย ๑ ประเด็น
64
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ยุทธศาสตร์ ประสานการดำเนินงานทางวิชาการ การเคลื่อนสังคมและการพัฒนานโยบายให้เชื่อมโยงและ สนับสนุนกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีการพัฒนา รูปแบบบริการเลิกสุรา การทดแทนทุนอุปถัมภ์จากธุรกิจแอลกอฮอล์ และการลดปัญหาจากการพนัน ของประชาชนไทย การพัฒนานโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย
- คณะกรรมการควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์แห่งชาติ - กรมควบคุมโรค
การลดปัญหาการพนัน
พัฒนาภาคีด้านวิชาการ, สังคม และกลไกนโยบาย - แกนเชื่อมประสาน เสริมพลัง พัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร
- ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา พัฒนารูปแบบบริการเลิกสุรา
ทุนอุปถัมภ์ทดแทน
- ภาคีรณรงค์ สื่อมวลชน
แผนควบคุมแอลกอฮอล์
การพัฒนาเครือข่ายเพื่อ การรณรงค์ และสนับสนุนนโยบาย
- สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า - เครือข่ายภาคีรณรงค์ สื่อมวลชน
ภาคีหลัก ด้านการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อ การพัฒนา มูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร คณะ วิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่าง ประเทศ ภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ ฯลฯ ด้านการลดปัญหาจากการพนัน ภาคีด้านการขับเคลื่อนสังคม โดยเฉพาะที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน และครอบครัว อาทิ เครือข่ายครอบครัว เครือข่ายครูผู้ปกครองในสถานศึกษา เครือข่ายสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและ เยาวชน เครือข่ายเฝ้าระวังสือ เครือข่ายวิทยุเพือเด็กและครอบครัว ภาคีดานวิชาการ อาทิ นักวิชาการ ่ ่ ้ นักวิจัย สถาบันวิชาการ สถาบันวิจัยด้านสังคม เด็ก เยาวชน และครอบครัว และภาคีด้านนโยบาย อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึ ก ษาธิ การ กระทรวงการพั ฒ นาสั ง คมและความมั่ น คง ของมนุษย์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ โครงสร้าง แผนควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์และการลดปัญหาจากการพนัน ประกอบด้วย ๖ กลุมแผนงาน ่ ดังนี ้ ๑. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการควบคุม การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๒. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อการควบคุมการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๓. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาเครือข่ายและการณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อการควบคุมการ บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๔. กลุ่มแผนงานด้านทุนอุปถัมภ์ทดแทนธุรกิจแอลกอฮอล์ ๕. กลุ่มแผนงานด้านพัฒนารูปแบบการเลิกสุรา ๖. กลุ่มแผนงานการลดปัญหาจากการพนัน การบริหารจัดการ กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน คณะที ๑ โดยสำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะ ่ และลดปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก ๑) ทำหน้าที่เป็นเลขานุการและหน่วยบริหารจัดการ
65
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
งบประมาณ
งบประมาณ (ล้านบาท) กลุ่มแผนงานหลัก ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖
๑. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะและการบังคับใช้ กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๔๕ ๒๕ ๓๐ ๒. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร เพื่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ - ๘๐ - ๓. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาเครือข่ายและการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์เพื่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๘๗ ๖๕ ๑๔๔ ๔. กลุ่มแผนงานด้านทุนอุปถัมภ์ทดแทนธุรกิจแอลกอฮอล์ ๖๐ ๕๕ ๕๕ ๕. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนารูปแบบการเลิกสุรา ๕๐ - - ๖. กลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนัน ๒๕ ๒๕ ๒๕ รวม ๒๖๗ ๒๕๐ ๒๕๔
66
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
รายละเอียดกลุ่มแผนงาน
แผนควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ ประกอบด้วย ๖ กลุ่มแผนงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มแผนงานมี ภารกิจโดยสังเขป ดังนี ้
๑. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะและการบังคับใช้ กฎหมายเพื่อการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
๑.๑ ดำเนินงานหลักเพื่อสนับสนุน พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้มีผลบังคับใช้และสนับสนุนการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. อาทิ การจัดประชุม คณะกรรมการชุดต่างๆ ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับจังหวัด เน้นให้เจ้าพนักงาน ผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะในระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีบทบาทในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ พ.ร.บ. ถูกนำไปบังคับใช้ในพื้นที่อย่างจริงจัง ตลอดจนการสนับสนุนการบังคับใช้มาตรการ ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. และการเฝ้าระวังการบังคับใช้กฎหมายในภาคประชาสังคม อีกทั้งการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อผลักดันนโยบาย/มาตรการในประเด็นต่างๆ อาทิ การปรับปรุงระบบภาษีสรรพสามิตสุรา การควบคุมการโฆษณา การกำหนดวันหรือเวลาห้าม สถานที่ ห้ามดื่มห้ามขาย โดยเฉพาะการขยายเขตห้ามดื่มในหอพัก รอบสถานศึกษา การกำหนดสินบน รางวัลนำจับ การติดภาพเตือนบนบรรจุภัณฑ์ การผลักดันให้มีตำรวจเฉพาะด้านอบายมุข การจำกัด การเข้าถึง การกำหนดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ การจำกัดการออกใบอนุญาตในการผลิตและ จำหน่ายสุรา การนำสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี การใช้ตัวชี้วัดด้าน การลดการบริโภคและปัญหาจากสุราในการประเมินผลงานระดับจังหวัด ทั้งนี้จะดำเนินการเชื่อมโยง นโยบายกับกลไกตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ อาทิ การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามแผนยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์แห่งชาติ ๑.๒ สนั บ สนุ น การผลั ก ดั น นโยบายในภาคปฏิ บั ติ ข องพื้ น ที่ ห รื อ กิ จ กรรมห้ า มดื่ ม แอลกอฮอล์ เช่น ประเพณีบุญปลอดเหล้า สวนสาธารณะปลอดเหล้า สถานที่ราชการปลอดเหล้า สถานศึกษาปลอดเหล้า รับน้องปลอดเหล้า เป็นต้น รวมถึงการสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในท้องถิ่น โดยเฉพาะการประกาศเทศบัญญัติ/ข้อบัญญัติหรือ นโยบายเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๑.๓ การขยายแนวร่วมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนงานด้านการเฝ้าระวัง และบังคับใช้กฎหมาย เช่น การประสานกรมสรรพสามิตในการบังคับใช้ พ.ร.บ. สุราควบคู่กับ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การประสานกรุงเทพมหานครในการจัดสถานที่ห้ามดื่ม ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การประสานสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ
67
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สังคมแห่งชาติในการพัฒนาแผนฯ การประสานกระทรวงศึกษาธิการในการจัดสถานศึกษาให้เป็นเขต ห้ามดื่มห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพพนักงานเจ้าหน้าที่ในการบังคับ ใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประสานสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในการ กำหนดตัวชี้วัดพนักงานเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ประสานกระทรวงพาณิชย์และภาคีแนวร่วมทั้ง ในประเทศและระดับอาเซียนเพื่อนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากการเจรจาการค้าเสรี
๒. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร
68
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สนับสนุนให้ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ทำหน้าที่ ๒.๑ ประสานเครือข่ายนักวิจัยเพื่อจัดการความรู้ที่มีอยู่แล้วให้พร้อมใช้งานได้ วิจัย สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่จำเป็นและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ผลงานวิจัยในด้านสถานการณ์ ปัญหาสุรา สาเหตุและกลไกปัญหา ผลกระทบ นโยบายและมาตรการดูแล และการติดตามประเมิน ผลนโยบาย เช่น ผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากแอลกอฮอล์ ผลกระทบเชิงลึกต่อความผิด ปกติแต่แรกเกิด (birth defect) การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร (teenage pregnancy) แรงจูงใจในการ เลิ ก ดื่ ม /ไม่ ดื่ ม ในกลุ่ ม เยาวชนและกลุ่ ม ผู้ ใ ช้ แ รงงาน แนวทางการจำกั ด จุ ด ขายและการจำกั ด ใบอนุญาตการจำหน่าย แนวทางการนำสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี แนวทางการประกาศกฎหมายท้องถิ่น วิจัยกลยุทธ์การตลาดของอุตสาหกรรมสุรา แนวทางการ ป้ อ งกั น นั ก ดื่ ม หน้ า ใหม่ การศึ ก ษาประเมิ น ผลมาตรการต่ า งๆ ใน พ.ร.บ. ควบคุ ม เครื่ อ งดื่ ม แอลกอฮอล์ ตลอดจนพั ฒ นาระบบการเฝ้ า ระวั ง ติ ด ตามทิ ศ ทางการตลาดของธุ ร กิ จ เครื่ อ งดื่ ม แอลกอฮอล์ ๒.๒ จัดทำระบบฐานข้อมูลที่เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้สะดวกโดยประสานกับ หน่ ว ยงานด้ า นข้ อ มู ล ต่ า งๆ เช่ น สำนั ก งานสถิ ติ แ ห่ ง ชาติ กรมควบคุ ม โรค สถาบั นวิ จั ย ระบบ สาธารณสุข ฯลฯ และการพัฒนาฐานข้อมูลระดับปฐมภูมิของหน่วยงานต่างๆ การพัฒนาและใช้ฐาน ข้อมูลที่ ให้ข้อมูลสถานการณ์ที่ชัดขึ้น เช่น ปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อประชากร (APC) ในกลุ่มเฉพาะ ข้อมูลระดับจังหวัด จำแนกกลุ่มอายุเยาวชนเป็นระดับมัธยมศึกษา อุดมศึกษา และวัยเริ่มทำงาน ฯลฯ และเผยแพร่ข้อมูลจากการศึกษาผ่านสื่อมวลชนอย่างเป็นระบบ ที่สามารถ เฝ้าระวังสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ การสื่อสารวิชาการเพื่อผลักดัน นโยบายและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการเฝ้าระวังกลยุทธ์ของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๒.๓ เผยแพร่ความรู้ในรูปแบบต่างๆ ให้ตรงกับวิถีการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ และเป็นที่ปรึกษาแก่องค์กรหน่วยงานต่างๆ
๒.๔ การจัดประชุมวิชาการสุราระดับชาติ และนานาชาติ ๒.๕ พั ฒ นาเชื่ อ มโยงกั บ องค์ กรวิ ช าการสากล และพั ฒ นากระบวนการร่ ว มเป็ น collaborating center ขององค์การอนามัยโลก เชื่อมการทำงานด้านยุทธศาสตร์โลกในการลด อันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนประสานสนับสนุนให้มีเวที ในระดับสากล ทั้งด้าน นโยบาย วิชาการ รู้เท่าทันทิศทางการตลาดธุรกิจแอลกอฮอล์ เพื่อผลักดันไปสู่กรอบอนุสัญญา ว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (FCAC)
๓. กลุ่มแผนงานด้านการพัฒนาเครือข่ายและการณรงค์ประชาสัมพันธ์
สนับสนุนสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าเป็นศูนย์ประสานงานและขยายเครือข่ายการ รณรงค์และประชาสัมพันธ์ ๓.๑ เตรียมความพร้อมในการรองรับ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พัฒนา กระบวนการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายโดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชน ให้ภาค ประชาชนมีส่วนสนับสนุนส่งเสริมให้การทำงานของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับ จังหวัดมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายในมาตรการต่างๆ ที่ระบุใน พ.ร.บ. โดยเฉพาะมาตรการห้ามโฆษณาและการส่งเสริมการขาย การจำกัดอายุผู้ซื้อ การจำกัด สถานที่ดื่มและจำหน่าย โดยเฉพาะสถานศึกษา หอพัก และร้านเหล้ารอบสถานศึกษา ให้มีผลบังคับ ใช้จริง ประสานกระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร และผู้กำหนดนโยบายต่างๆ ให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้นใน ทุกจังหวัด ๓.๒ สนับสนุนการขยายและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเยาวชน ให้ครอบคลุมเยาวชน ทุกระดับตั้งแต่ ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา เยาวชนนอกระบบ การศึ ก ษา และกลุ่ ม เสี่ ย ง ตลอดจนการสรุ ป บทเรี ย นการทำงานเพื่ อ ป้ อ งกั น นั ก ดื่ ม หน้ า ใหม่ การพั ฒ นาศั ก ยภาพเครื อ ข่ า ยเยาวชนและเครื อ ข่ า ยครอบครั ว ให้ รู้ ทั น ธุ ร กิ จ แอลกอฮอล์ แ ละ เป็นแกนนำในการร่วมเฝ้าระวังทิศทางการตลาดธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงพัฒนากิจกรรม รณรงค์ใหม่ให้ดึงดูดและเข้าถึงเยาวชน ๓.๓ การเฝ้าระวังกลยุทธ์ของธุรกิจแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะกลยุทธ์การตลาด below the line อาทิในด้านศิลปวัฒนธรรม กีฬา แบรนด์ในสินค้าอื่น สุขภาพ (ผลดี/ดื่มอย่างมีสติ) การแสดง ความรับผิดชอบต่อสังคม การแทรกในสื่อเฉพาะ ในสื่ออิเล็คทรอนิกใหม่ๆ การให้เยาวชนร่วมขาย การตลาดระดับค้าเร่ ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังและตีแผ่กลยุทธ์ธุรกิจแอลกอฮอล์เพื่อ ให้สังคมรู้เท่าทัน และพัฒนาเครือข่ า ยชุม ชนออนไลน์เพื่อสร้างกระแสผ่านระบบอินเทอร์ เน็ ต สร้างประเด็นและโอกาสอย่างต่อเนื่อง
69
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
70
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓.๔ ขยายและพัฒนาเครือข่ายอื่นๆ ได้แก่ เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบที่หลากหลาย และมีระบบการสนับสนุนช่วยเหลือจน สามารถพึ่งพาตนเองได้ เครือข่ายชุมชน ลด ละ เลิกเหล้า ยุติความรุนแรงในครอบครัว ให้เป็นกรณี ตัวอย่างที่เกิดจากการรวมกลุ่มคนในชุมชนอย่างเข้มแข็ง โดยครอบคลุมชุมชนเมือง ชนบท และ ชุมชนในนิคมอุตสาหกรรม เครือข่ายนักกฎหมาย เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย เครือข่ายสื่อ ท้องถิ่นและเครือข่ายสื่อพื้นบ้าน สมาคมด้านสื่อและการตลาด ให้เป็นพันธมิตรในการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้เข้าถึงพื้นที เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ เพื่อสร้างความชัดเจนด้านผลเสีย ่ ที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มผู้มีเศรษฐฐานะต่ำ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส เพื่อรองรับสภาวะผันผวน ทางเศรษฐกิจ สังคมตลอดจนการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายต่างๆ ให้เป็นแกนนำในการรณรงค์ให้รัฐ และสังคมเข้าใจว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำลายสุขภาพ ครอบครัว และสังคม จึงไม่ ใช่สินค้า ธรรมดา ต้องมีมาตรการควบคุมปัญหาจากการบริโภคอย่างเท่าทันธุรกิจแอลกอฮอล์ ๓.๕ ใช้ โอกาสในการรณรงค์ตามเทศกาลต่างๆ อาทิ เข้าพรรษา ทอดกฐิน ปี ใหม่ สงกรานต์ ตลอดจนงานบุญประเพณี ในระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนมาตรการควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะวาระเข้าพรรษาที่รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติให้เป็นวาระ สำคัญของชาติ ในด้านการรณรงค์เพื่อการไม่ดื่มสุรา ที่จะมีการนำเสนอข้อมูลสำคัญอื่ น ๆ แก่ สาธารณชนไทย ตลอดจนการเน้นรณรงค์เพื่อสกัดนักดื่มหน้าใหม่ และกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้ม การดื่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ กลุ่มผู้หญิง กลุ่มผู้ดื่มประจำ กลุ่มผู้ดื่มหนัก กลุ่มเยาวชน ยกระดับกิจกรรมรณรงค์ ในประเด็นใหม่ๆ เพื่อสร้างกระแสให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ การพูดถึงผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เป็นต้น ๓.๖ สนับสนุนศูนย์ให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาจิตและทักษะชีวิตในการ ลด ละ เลิกการดื่ม แอลกอฮอล์ เพื่อให้คำปรึกษา รับสมัครและพัฒนาสมาชิกอาสาสมัคร เพื่อให้มีส่วนร่วมในการ รณรงค์สร้างกระแสสังคมในประเด็นต่างๆ ๓.๗ สนับสนุนจัดตั้งเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรชุมชน เพื่อ ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมผลักดันนโยบาย ท้องถิ่นและร่วมสร้างรูปธรรมในการรณรงค์งดเหล้ามากขึ้น ๓.๘ พัฒนาศักยภาพภาคีทุกระดับ และประสานการสนับสนุนภาคีเครือข่ายของ สสส. ในแผนต่างๆ ทั้งภาคีเชิงประเด็น และภาคีเชิงองค์กร เช่น เครือข่ายครอบครัว สถานประกอบการ กองทัพไทย เครือข่ายนักออกกำลังกาย เครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ เพื่อสอดแทรกและบูรณาการ การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอื่นๆ ตลอดจนการขยายความร่วมมือ กับ “องค์กรร่วมทุน” ที่มีศักยภาพในการดำเนินงานด้านนี้ด้วยทุนทรัพย์ตนเอง หรือร่วมสนับสนุน ทุนในกิจกรรมที่เห็นประโยชน์ร่วมทางสังคมให้มากขึ้น
๔. กลุ่มแผนงานด้านทุนอุปถัมภ์
๔.๑ สนับสนุนทุนอุปถัมภ์ทดแทนธุรกิจแอลกอฮอล์ในส่วนของประเพณี วัฒนธรรม ขอบเขตการสนับสนุนได้แก่ (๑) งานประเพณีระดับชาติ ได้แก่ งานขึ้นปี ใหม่ งานสงกรานต์ งานลอยกระทง (๒) งานประเพณีในท้องถิ่น ได้แก่ งานบุญบั้งไฟ, งานแซนโฎนตา, งานแข่งเรือ, งานบุญเผวด, งานบุญชักพระ (๓) กลุ่มงานประจำปี/งานกาชาด ได้แก่ งานกาชาด งานของดีประจำ จังหวัดและชุมชน (๔) งานดนตรี เน้นดนตรีที่สร้างกระบวนการมากกว่างานดนตรีที่เน้นนักดนตรี/ ความสนุก โดยปรับแนวคิดการให้ทุนอุปถัมภ์ จากเดิมที่เน้นการเจรจาเรื่องสิทธิประโยชน์เป็นหลัก เป็นการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายมากขึ้น เพื่อปรับแนวคิดทัศนคติผู้รับทุน เพื่อผลักดันนโยบาย สาธารณะโดยเฉพาะการรองรับ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่จะมีกลยุทธ์ การตลาดในเรื่องการใช้ราคาสินค้าและทุนอุปถัมภ์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เน้นการเชื่อมงานกับระดับนโยบาย อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา เน้นการทำงานในพื้นที่ร่วมกับองค์กรของรัฐ อาทิ จังหวัด เทศบาล และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ เพื่อให้เกิดพื้นที่ต้นแบบ และเน้นการดึงภาคธุรกิจร่วมให้ทุนอุปถัมภ์ทดแทนธุรกิจ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กว้างขวางขึ้น (co-sponsor) ๔.๒ สนับสนุนทุนแก่กิจกรรมนิสิตนักศึกษาในสถาบันการศึกษา โดยพัฒนารูปแบบการ ให้ทุนอุปถัมภ์เพิ่มเติมจากประเด็นเรื่องการรับน้องและกีฬาน้องใหม่ การสร้างความเข้าใจต่อสถาบัน การศึกษาและนักศึกษา เกี่ยวกับโครงการ ต่างๆ ที่มีรูปแบบการแอบแฝงของธุรกิจเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ ผลักดันสถาบันการศึกษาดำเนินการให้เป็นมหาวิทยาลัยปลอดเหล้าและบุหรี ขยาย ่ เครือข่ายภาคีจากมหาวิทยาลัยไปยังโรงเรียนทหาร โรงเรียนตำรวจ กองทัพทุกเหล่าทัพ สถาบันการ พลศึกษา และสถาบันอาชีวศึกษา ๔.๓ ขยายทุนอุปถัมภ์ไปยังภาคีเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการผลักดันนโนบายอื่นๆ ๔.๔ พัฒนาระบบการสนับสนุน งานวิชาการ งานประเมินผล นำผลของการประเมิน โครงการมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและก่อให้เกิดการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เน้นการศึกษา วิจัยและเฝ้าระวังสถานการณ์ของธุรกิจแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ดำเนิ น การเรื่ อ งการสร้ า งเครื อ ข่ า ยสมาชิ ก และสิ ท ธิ ป ระโยชน์ รวมทั้ ง การแสวงหาพั น ธมิ ต ร เพื่อสนับสนุนเรื่องสิทธิประโยชน์และสร้างแรงจูงใจ ๔.๕ ผลิตสื่อและการกระจายสื่อ สนับสนุนการวางแผนการดำเนินการผลิตสื่อ เป็นต้น แบบในการรณรงค์ โดยร่วมกับสมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานต่างๆ จัดให้มีการจัดการประกวดการ ออกแบบและผลิตสื่อต้นแบบ กับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อให้เกิดรูปแบบสื่อสร้างสรรค์ในการ รณรงค์ต่อไป จัดให้มีศูนย์กระจายสื่อตามภูมิภาคต่างๆ
71
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๕. กลุ่มแผนงานด้านพัฒนารูปแบบการเลิกสุรา
๕.๑ สนับสนุนการจัดการความรู้และการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาหาระบบ รูปแบบ และวิธีการบำบัดรักษาผู้มีปัญหาการบริโภคสุราและผู้ติดสุราที่เหมาะกับบริบทสังคมไทยในพื้นที่ นำร่อง และพัฒนาแนวทางการบูรณาการระบบ รูปแบบ และวิธีการบำบัดรักษาผู้มีปัญหาการบริโภค สุราและผู้ติดสุรา และพัฒนาเครือข่ายบริการทั้งในระบบสาธารณสุขและนอกระบบสาธารณสุข โดยการมีสวนร่วมของชุมชน การบำบัดฟืนฟูทางเลือก โดยประสานงานกับภาคราชการ ภาควิชาการ ่ ้ องค์กรเอกชน และองค์กรทางศาสนา รวมถึงพัฒนาข้อเสนอนโยบายสู่การขยายผลระดับชาติ ตลอดจนการสนับสนุนให้มีระบบการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่ กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ๕.๒ สนับสนุนให้มีการศึกษาและพัฒนาศูนย์ให้บริการเลิกเหล้าทางโทรศัพท์ในระดับชาติ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ มีขนาดเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน รวมถึงการ สร้างกลไกเชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพ และมีงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
72
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๖. กลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนัน
๖.๑ การพัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อลดปัญหาจากการพนัน โดยพัฒนา ให้เกิดกลไกการจัดการ (จุดจัดการหลัก) ในการประสานการดำเนินงานด้านวิชาการ เพื่อมุ่งเน้นการ ดำเนินการ ดังนี้ ๖.๑.๑ พัฒนาองค์ความรู้ที่สำคัญ ในการควบคุมและจัดการทางด้านการพนัน โดยองค์ความรู้ที่ได้มาจะมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การนำเสนอนโยบาย มาตรการต่างๆ เพื่อให้เกิดการควบคุมทางด้านอุปทาน การลดอุปสงค์ และการลดผลกระทบของการพนัน ๖.๑.๒ การสร้ า งเครื อ ข่ า ยการวิ จั ย ที่ เ ชื่ อ มโยงกั บ สถาบั น การศึ ก ษา องค์ กร ภาคต่างๆ ตั้งแต่นักวิชาการในมหาวิทยาลัยในสาขาต่างๆ จนถึงการวิจัยในระดับชุมชน พัฒนา เครือข่ายนักวิชาการและพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านการควบคุมการพนันให้เท่าทันกับสถานการณ์ การพนันและเกิดการทำงานอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการกระตุ้นให้เกิดนักวิจัยรุ่นใหม่ทั้งที่อยู่ในและ นอกสถาบันการศึกษา รวมถึงชุมชน เครือข่ายต่างๆ ๖.๑.๓ พัฒนาฐานข้อมูล การจัดการองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับการควบคุมการพนัน ทั้งจากงานวิจัย องค์ความรู้ และประสบการณ์ที่เกิดในประเทศไทย และต่างประเทศ และเป็นแหล่ง เผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการพนัน ๖.๒ การพัฒนาเครือข่ายเพื่อการรณรงค์และสนับสนุนนโยบายเพื่อลดปัญหาจากการ พนัน โดยพัฒนาให้เกิดกลไกการจัดการ ในการประสานการดำเนินงานด้านการเคลื่อนสังคมและการ พัฒนานโยบาย เพื่อมุ่งเน้นการดำเนินการ ดังนี้ ๖.๒.๑ รณรงค์ ส ร้ า งกระแสสั ง คมเพื่ อ กระตุ้ น ให้ เ กิ ด การตระหนั ก ของสั ง คมถึ ง ปัญหาจากการพนัน ผลกระทบที่เกิดขึ้น การเห็นความสำคัญของการร่วมลดปัญหาการพนัน ในสังคมไทย และการรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการพนัน ตลอดจนการสนับสนุน นโยบายมาตรการที่สำคัญ ๖.๒.๒ ขยายและเสริมศักยภาพภาคีเครือข่ายในการทำงานเพื่อมุ่งเน้นการลด ปัญหาการพนันในสังคม โดยเฉพาะการป้องกันแก้ไขปัญหาการพนันในกลุ่มเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว ๖.๒.๓ ขยายแนวร่วมและพัฒนาศักยภาพหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุน นโยบาย มาตรการต่างๆ เพื่อให้เกิดการควบคุมทางด้านอุปทาน การลดอุปสงค์ และการลด ผลกระทบของการพนัน ตลอดจนการสนับสนุนให้เกิดกลไกการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาจากการพนัน ในระดับชาติ
73
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนสนับสนุนการป้องกัน
อุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย
ความเป็นมาและแนวคิด ๑. ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจัดอยู่ใน ๓ อันดับแรกของสาเหตุ การเสียชีวิตของคนไทย ต้นทุนอุบัติเหตุทางถนนของไทย รายงานโดย ADB-ASEAN พ.ศ. ๒๕๔๗ พบว่า ต้นทุนเฉลี่ยกรณีเสียชีวิตประมาณ ๒.๘๕ ล้านบาทต่อราย และเมื่อ รวมทรัพย์สนทีเ่ สียหายด้วยแล้วจะสูงกว่า ๓ ล้านบาทต่อราย ซึงยังไม่ได้รวมความเสียหาย ิ ่ ด้านจิตใจที่ประเมินค่าไม่ได้ และจากการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ถึงมูลค่าความสูญเสียจาก อุบัติเหตุจราจรทางบกในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ สูงถึงประมาณ ๘๕,๘๕๖ ล้านบาท (ถ้าพิจารณา human cost ด้วยจะสูงถึง ๑๐๖,๙๙๔ ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ ๑.๕๒ ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมประชาชาติ (GDP) และ ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ กระทรวงคมนาคมสนับสนุนให้ ศ.ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ และคณะ ศึกษาต้นทุนความสูญเสีย พบว่าเพิ่มขึ้นมาเป็น ๒๓๒,๘๕๕ ล้านบาท (๒.๘๑ % ของ GDP) ๒. ความสูญเสียเมื่อเปรียบเทียบโดยคำนวณปีที่สูญเสีย (Disability Adjusted Life Years: DALY) อุบัติเหตุทางถนนมีความสูญเสีย ๖.๖ % เป็นอันดับสองรองจากโรคเอดส์ (ปี พ.ศ. ๒๕๔๒) และเพิ่มเป็น ๗.๑% ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ๓. เนืองจากเหตุเกิดขึนกับเยาวชนและวัยแรงงานเป็นหลัก (ผูบาดเจ็บร้อยละ ๓๐ อายุนอยกว่า ่ ้ ้ ้ ๒๐ ปี) โดยผู้ประสบภัยถึงกว่าร้อยละ ๔๐ อยู่ในช่วงอายุ ๑๕-๒๙ ปี เป็นเพศชายร้อยละ ๘๐ และเป็นหัวหน้าครัวเรือนถึงร้อยละ ๔๖ และผู้ประสบภัยจำนวนมากที่พิการตั้งแต่ อายุน้อยและต้องการการดูแลจากครอบครัวและสังคมไปจนตลอดชีวิต นอกจากนี้สาเหตุ การตายเนื่องจากอุบัติเหตุจราจรของไทยอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก รายงานด้าน การป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนขององค์การอนามัยโลกปี ๒๐๐๔ รายงานว่า คนไทยตาย เนื่องจากอุบัติเหตุจราจรอยู่ลำดับที ๑๑ ของโลก และพบว่าร้อยละ ๙๐ ของผู้เริ่มใช้ ่ จักรยานยนต์ในเมืองใหญ่เป็นเด็กอายุ ๘ ปี อันส่งผลให้ประชากรในประเทศไทยเป็น
๓
75
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
76
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ผู้มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทางบกหรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องในแต่ละปี ๔. มติคณะรัฐมนตรี (๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖ และ๖ มกราคม ๒๕๔๗) ให้ สสส. สนับสนุน มาตรการเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย และ สสส. ได้เข้าร่วมผลักดันในการจัดตั้งและร่วมอยู่ในศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ๕. ข้อมูลทางวิชาการชี้ว่า ปัญหาความปลอดภัยทางถนนต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบครบวงจร ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง องค์การสหประชาชาติประกาศ “ทศวรรษความ ปลอดภัยทางถนน” กำหนดเป้าหมายการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลงครึ่งหนึ่งในอีก ๑๐ ปี ข้างหน้า (ค.ศ. ๒๐๑๑-๒๐๒๐) ทำให้องค์กรระหว่างประเทศและประเทศต่างๆ ทั่วโลก หันมาให้ความสำคัญ และร่วมกำหนดเป้าหมายและมาตรการแก้ปัญหา ในระดับประเทศ รัฐบาล กำหนดให้อุบัติเหตุทางถนนเป็น “วาระแห่งชาติ” และตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับ แนวทางของสหประชาชาติ มีการจัดทำแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๕๒- ๒๕๕๕ รวมทั้งการกำหนด ๘ ประเด็นหลักในการขับเคลื่อนทศวรรษความปลอดภัย เพื่อลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือร้อยละ ๙.๙๙ ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ๖. แผนงานวิจัยและสนับสนุนการป้องกันอุบัติภัยจราจร ที สสส. ให้การสนับสนุนตั้งแต่ ่ มีนาคม ๒๕๔๖ มีผลงานเด่นเรื่องการพัฒนาจังหวัดต้นแบบที่สร้างการบูรณาการทุกภาค ส่วนในจังหวัด ประกอบกับข้อมูลปัญหาที่ชี้ว่าปัญหาส่วนใหญ่ของอุบัติภัยทางถนนอยู่ท ี่ ผู้ขับมอเตอร์ไซค์ในถนนสายรอง ทำให้ สสส. ร่วมกับภาคีหลายภาคส่วนร่วมกันพัฒนา โครงการป้องกันและลดอุบัติภัยทางถนนเชิงบูรณาการในจังหวัดนำร่องขึ้น โดยเน้ น ทุกภาคส่วนทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชนและชุมชนเข้ามามี ส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยได้ขยายครอบคลุม ๗๐ จังหวัดในปี ๒๕๕๒ ๗. ด้านการรณรงค์สร้างกระแสสังคม สสส. ได้มีส่วนสนับสนุนทั้งด้านการสื่อสารมวลชน และ สนับสนุนภาคีในเครือข่ายลดอุบัติภัยทางถนนให้ร่วมรณรงค์ในพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย ต่างๆ อย่างกว้างขวาง และผลการทำงานร่วมของทุกฝ่าย ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมป้องกัน อุบัติภัยจราจรของชุมชนและท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง ๘. สถิ ติ ผู้ เ สี ย ชี วิ ต จากอุ บั ติ ภั ย จราจรเริ่ ม ลดลงตามลำดั บ จาก พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่ มี จ ำนวน ๑๔,๐๖๓ คน มาเป็น ๑๓,๗๖๖, ๑๒,๘๗๑, ๑๒,๖๙๓, ๑๒,๔๙๒ ๑๑,๒๖๗ และ ๑๑,๐๔๘ คน ในปี ๒๕๔๗, ๒๕๔๘, ๒๕๔๙, ๒๕๕๐, ๒๕๕๑ และ ๒๕๕๒ ตามลำดับ โดยอัตราการตาย จากอุบัติภัยจราจรต่อแสนของประชากรในช่วงเวลาเดียวกันลดจาก ๒๒.๙๐ ในปี ๒๕๔๖ เป็น ๑๖.๘๗ ในปี ๒๕๕๒ หรือลดลงร้อยละ ๒๓ และถ้าคิดเป็นอัตราตายต่อรถ ๑๐,๐๐๐ คัน จะลดจาก ๕.๔๘ ในปี ๒๕๔๖ เหลือเพียง ๓.๙๔ ในปี ๒๕๕๒ หรือลดลงร้อยละ ๒๘
ขณะที่อัตราการบาดเจ็บต่อแสนประชากรลดลงร้อยละ ๒๔ และต่อรถ ๑๐,๐๐๐ คันลดลง ร้อยละ ๒๖ ตามลำดับ ซึ่งแม้สถิติข้อมูลอาจจะยังมีความจำกัดในเรื่องมาตรฐานอยู่บ้าง แต่แนวโน้มการลดลงของอุบัติเหตุนี้สอดคล้องกับการศึกษาเฉพาะที่ที่ยืนยันแนวโน้ม เดียวกัน ๙. อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เอื้อต่อปัญหาอุบัติภัยทางถนน เช่น การเพิ่มของถนน และยานยนต์ การย้ายมาอาศัยในเมืองเพิ่มขึ้น การไม่เคารพกฎหมาย อัตราการดื่มสุราแล้วขับยาน พาหนะที่ค่อนข้างสูงอยู ขณะที่โครงสร้างในการแก้ไขปัญหา เช่น ระบบข้อมูลข่าวสาร ่ ระบบขนส่ ง สาธารณะ สมรรถนะของบุ ค ลากรและองค์ กรหลั ก และการบู ร ณาการ การทำงานของทุกภาคส่วนยังต้องการการพัฒนาอีกมาก ๑๐. อกจากอุบัติภัยทางถนนซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของประชาชนไทยแล้ว ยั ง มี น อุ บั ติ ภั ย ด้ า นอื่ น ๆ ที่ ทวี การคุ ก คามคุ ณ ภาพชี วิ ต ของคนไทย ทั้ ง ในด้ า นภั ย พิ บั ติ จาก ธรรมชาติ (เช่น อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ) ด้านโรคระบาด หรืออุบัติภัยไร้เชื้ออื่นๆ และ จากพฤติกรรมมนุษย์ เช่น อัคคีภัย ฯลฯ โดยในรอบสี่ทศวรรษที่ผ่านมา สถิติความถี่ของ ภัยพิบัติสูงขึ้นถึง ๓ เท่า ซึ่งต้องการกระบวนการสนับสนุนเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหา ทั้งในการวางแผนภัยพิบัติระดับชาติ และการเชื่อมโยงกับการจัดการในระดับพื้นที ่
77
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระบวนการปรับปรุงแผนและผลที่ปรับเปลี่ยน คณะกรรมการบริหารแผนคณะที ๑ ร่วมกับภาคีได้ทบทวนสถานการณ์และแนวทางการดำเนินงาน ่ ข้างต้นร่วมกับภาคี และเห็นชอบในการยังคงจัดกลุ่มแผนงานตามที่ทำอยู่ในปีที่ผ่านมา และได้ ทบทวนแนวทางการดำเนินงาน โดยมีจุดเน้นมากขึ้นในด้าน ๑. การสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๕ สนับสนุนการดำเนินงานสู่การบรรลุเป้าหมายท้าทาย ที่จะลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ทางถนนให้เหลือ ๑๐,๒๙๑ คน หรือ ๑๖.๑๗ คนต่อแสนประชากร ในปี ๒๕๕๓ และ ๙,๐๖๙ คน หรือ ๑๔.๑๕ คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปี ๒๕๕๕ ๒. สนับสนุนปีแห่งการรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยของศูนย์อำนวยการความปลอดภัย ทางถนน โดยการสนั บ สนุ น ให้ เ กิ ด นโยบายสำคั ญ ความร่ ว มมื อ จากภาคส่ ว นต่ า งๆ การรณรงค์สร้างกระแส การสนับสนุนงานวิชาการและงานพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการสวม หมวกนิรภัย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ๓. การเชื่อมประสาน และพัฒนายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศด้านถนนปลอดภัย ร่วมผลักดัน นโยบาย ทศวรรษถนนปลอดภัย (๒๐๑๐-๒๐๒๐) ของสหประชาชาติ นำสู่การขับเคลื่อนใน ประเทศไทย โดยเชื่อมโยงกับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ๔. เน้นศึกษาเพื่อการพัฒนาข้อเสนอนโยบายประเด็น ๑) การศึกษาเชิงลึกในระบบขนส่งในเมือง ชนบทและภูมิภาค ซึ่งมีบริบทของนโยบายและ
78
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การทำงานต่างกัน ๒) การพัฒนาระบบใบอนุญาตขับขี ่ ๓) การจำกัด ซีซี รถจักรยานยนต์ ๔) มาตรการภาษีเพื่อเปลี่ยนการใช้พาหนะที่ปลอดภัยขึ้น และเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อ สนับสนุนความปลอดภัยทางถนน ๕) ประสิทธิภาพและความเป็นธรรมในการจัดการระบบขนส่งสาธารณะ ๖) ระบบสิ่งแวดล้อม ผังเมือง เพื่อความปลอดภัย (healthy space cluster) ๗) รถกระบะ ๘) มาตรฐานและรูปแบบหมวกนิรภัยที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ๕. สนับสนุนการทำงานกับภาคนโยบายที่หลากหลายขึ้น ได้แก่ ศูนย์อำนวยการความ ปลอดภัยทางถนน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวัฒนธรรม ฯลฯ ๖. สนับสนุนให้เกิดการพัฒนากลไกการจัดการ เช่น กลไกด้านวิชาการระดับนโยบาย ได้แก่ กลไกด้านข้อมูล กลไกการติดตามและประเมินผล ให้เป็นตัวสะท้อนกระบวนการระหว่างทาง และปรับกระบวนการอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางทศวรรษความปลอดภัยทางถนน ๗. เน้นการสนับสนุนสัมฤทธิผลของการทำงานที่ลดปัญหาในพื้นที กำกับติดตามผลระดับ ่ จังหวัด และสะท้อนผลการติดตามเพื่อการพัฒนา ๘. สนั บ สนุ น การบั ง คั บ ใช้ ก ฎหมาย โดยการศึ ก ษาการผลั ก ดั น เจ้ า พนั ก งานเฉพาะแทน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเน้นการขยายงานกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคและการยกย่อง เชิดชูตำรวจที่มีผลงานโดดเด่นระดับพื้นที ่ ๙. สนับสนุนให้มีการขยายพื้นที่ดำเนินงานในเรื่องที่เกิดชุดความรู้แล้วมาต่อยอดขยายผล รวมทังถอดบทเรียนสังเคราะห์ชดความรูทสำคัญเพือให้เกิดการขยายผลในประเด็นอืนด้วย ้ ุ ้ ี่ ่ ่ ๑๐. ผลักดันให้ท้องถิ่นเห็นความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยทางถนนและสามารถดำเนินการ ได้ด้วยตนเอง ๑๑. สนับสนุนให้เกิดกลุ่มแกนด้านวิชาการที่จะเกาะติดและขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ รวมทั้ง การขยายเครือข่ายการมีส่วนร่วมจากกลุ่มต่างๆ ให้เข้ามาขับเคลื่อนการแก้ปัญหามากขึ้น ๑๒. การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรและขยายภาคีเชิงผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) ๑๓. สร้างการบริหารจัดการที่ต่อเชื่อมภาคีต่างๆ ให้ทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยวาง เป้าหมายและพื้นที่การทำงานร่วมกัน ๑๔. การเพิ่ ม ความปลอดภั ย ในรถสาธารณะ อาทิ สภาพรถ การคาดเข็ ม ขั ด นิ ร ภั ย ของ ผู้โดยสารสาธารณะ ความชำนาญเส้นทางของคนขับ และในรถรับส่งนักเรียน ๑๕. ขยายความร่วมมือให้มีการร่วมลงทุนเรื่องความปลอดภัยทางถนนจากภาครัฐและเอกชน เช่น สมาคมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์ บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
บริษัทประกันภัย เป็นต้น ๑๖. พัฒนาความรู ความเข้าใจ และศักยภาพในด้านความปลอดภัยทางถนนต่อภาคีสขภาพอืนๆ ้ ุ ่ ๑๗. ประสานแผนความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก และองค์กรสุขภาพในประเทศไทย พัฒนาความเชื่อมโยงระดับนานาชาติในด้านความปลอดภัยทางถนน เช่น การพัฒนา นิยามและระบบข้อมูลสากล การพัฒนาหลักสูตรผู้เชี่ยวชาญการจัดการถนนปลอดภัย และการเน้นมาตรการแก้ปญหาอุบตเิ หตุทประเทศไทยยังไม่ผานมาตรการองค์การอนามัยโลก ั ั ี่ ่ ได้แก่ เรื่องการลดความเร็ว การลดการดื่มแล้วขับ การใช้หมวกนิรภัยกับรถจักรยานยนต์ การคาดเข็มขัดนิรภัย การใช้ที่นั่งเด็ก ๑๘. การพัฒนาการจัดการสาธารณภัย และมาตรการป้องกัน บรรเทา ฟื้นฟูสาธารณภัยจาก ภาวะธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น
วัตถุประสงค์ ๑. สนั บ สนุ น เป้ า หมายการลดแนวโน้ ม การเกิ ด และการสู ญ เสี ย จากอุ บั ติ ภั ย จราจรของ ประชาชนไทยของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ๒. พัฒนาโครงสร้างการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ๓. พัฒนาสมรรถนะบุคลากรที่เกี่ยวข้องในด้านการป้องกันอุบัติภัยทางถนนให้เข้มแข็ง ๔. ประสานและส่งเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายลดอุบัติภัยทางถนน ๕. รณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อลดปัญหาอุบัติภัยทางถนน ๖. สนับสนุนการวิจัยและการจัดการความรู้ด้านอุบัติเหตุที่จำเป็น ๗. สนับสนุนการป้องกันอุบัติภัยที่สำคัญในประเทศตามสถานการณ์และความจำเป็น เป้าหมายและตัวชี้วัด ๑. เกิดการดำเนินงานตามแผนแม่บทด้านความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๕๒ - ๒๕๕๕ ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ทำให้การสูญเสียจากอุบัติภัยจราจรของ ประชาชนไทยลดลงอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างน้อยร้อยละ ๘๐ ๒. พัฒนานโยบายสำคัญ เช่น มาตรการภาษีเพื่อเปลี่ยนการใช้พาหนะที่ปลอดภัยขึ้นและ เพื่อจัดตั้งกองทุนสนับสนุนความปลอดภัยทางถนน นโยบายเกี่ยวข้องกับกลุ่มเยาวชน พฤติกรรมเสี่ยงหลัก ขับเร็ว หมวกนิรภัย ดื่มแล้วขับ ระบบขนส่งสาธารณะ ระบบ ใบอนุญาตขับขี่ การจำกัดความเร็วรถจักรยานยนต์ เป็นต้น ๓. เกิดการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรและศักยภาพองค์กรด้านป้องกันสาธารณภัยทังในส่วนกลาง ้ ในภาคส่วนต่างๆ ตามยุทธศาสตร์หลัก อย่างน้อย ๕๐๐ คน และเกิดการขยายเครือข่าย นักวิชาการด้านอุบัติเหตุจราจรในสาขาต่างๆ และในพื้นที่ต่างๆ อย่างน้อย ๖๐ คน ๔. เกิดกระแสสังคมและความตื่นตัวของประชาชนในด้านความปลอดภัยจากอุบัติภัยจราจร
79
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
80
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๕ ของกลุ่มเป้าหมาย อย่างน้อย ๒ ประเด็นต่อปี ๕. เกิดการขยายภาคีเชิงยุทธศาสตร์ในเครือข่ายการรณรงค์ของภาคส่วนต่างๆ ทั้งในส่วน ประชาสังคมจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน อย่างครอบคลุ ม และ มีประสิทธิภาพ โดยบูรณาการร่วมกับเครือข่ายควบคุมแอลกอฮอล์ เกิดประชาสังคม จังหวัดต้นแบบที่เข้มแข็งอย่างน้อย ๑๐ จังหวัด ๖. เกิดการพัฒนาโครงสร้างการทำงานและการบูรณาการการป้องกันและลดอุบัติภัยทางถนน ในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิผล ครอบคลุมทุกจังหวัดที่มีความสนใจ อย่างน้อยจำนวน ๗๐ จังหวัด และในจำนวนนี้ มีจังหวัดที่มีการพัฒนายกระดับการสร้างนวัตกรรมของ กิจกรรมอย่างน้อย ๑๐ จังหวัด และจังหวัดที่สามารถดำเนินงานตามเป้าหมายท้าทายที ่ กำหนดไว้อย่างน้อย ๑๐ จังหวัด ๗. เกิดการการพัฒนาระบบข้อมูลสถานการณ์อุบัติเหตุจราจรให้ถูกต้อง ทันเหตุการณ์ ผ่าน การทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู และเกิดระบบฐานข้อมูลสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงของ ้ ผู้ ใ ช้ ร ถใช้ ถ นนรายจั ง หวั ด ที่ มี ความน่ า เชื่ อ ถื อ สามารถเผยแพร่ สู่ ส าธารณะได้ และ มีรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนเป็นประจำทุกปี ๘. เกิดองค์ความรู้และการจัดการความรู้ด้านอุบัติภัยด้านต่างๆ ที่จำเป็น อย่างน้อย ๑๐ ชุด ต่อปี และมีการประชุมวิชาการระดับชาติอย่างต่อเนื่องทุกสองปี ๙. เกิดกลุ่มแกนและเครือข่ายวิชาการที่มีศักยภาพในการสร้างและสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อ ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในประเด็นสำคัญ อย่างน้อย ๕ กลุ่ม ๑๐. กิดผลการสืบค้นสาเหตุของอุบัติเหตุเชิงลึกในเหตุการณ์สำคัญ อย่างน้อย ๕ กรณีศึกษา เ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ด้านการแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่ได้รับการยกระดับสู่การแก้ ปัญหาเชิงนโยบายได้
ยุทธศาสตร์ ประสานการดำเนินงานทางวิชาการ การเคลื่อนสังคมและการพัฒนานโยบาย ให้เชื่อมโยง และสนับสนุนกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการพัฒนาสมรรถนะขององค์กรและบุคลากรที่จำเป็น และการบูรณาการยุทธศาสตร์ทั้งด้านการรักษากฎหมาย (Enforcement) การให้ข้อมูล/ความรู้ (Education) วิศวกรรมจราจร (Engineering) การจัดระบบบริการฉุกเฉิน (EMS) และการประเมินผล (Evaluation) ในการป้องกันอุบัติภัยจราจร และสาธารณภัยอื่น ทั้งในนโยบายระดับชาติ และระดับ จังหวัด
แผนควบคุมอุบัติภัยจราจรและอุบัติภัย
การพัฒนานโยบาย การบังคับใช้กฎหมายและสมรรถนะองค์กร
- ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน - กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจฯ การบูรณาการแผนในจังหวัดนำร่อง
- คณะกรรมการ ศปถ. จังหวัด - แกนเชื่อมประสาน เสริมพลัง พัฒนาวิชาการและระบบข้อมูลข่าวสาร
- ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน - คณะทำงานสนับสนุนวิชาการ ฯ (สอจร.) การพัฒนาเครือข่ายเพื่อการรณรงค์ และสนับสนุนนโยบาย
-เครือข่ายลดอุบัติเหตุ
แผนควบคุมอุบัติภัย
81
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ภาคีหลัก ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวง มหาดไทย กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทุนเพื่อความ ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมหมออนามัย มู ล นิ ธิ เ มาไม่ ขั บ มู ล นิ ธิ ไ ทยโรดส์ สถาบั น เทคโนโลยี แ ห่ ง เอเซี ย มู ล นิ ธิ ส าธารณสุ ข แห่ ง ชาติ สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคม อบต. แห่งประเทศไทย สถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน ศูนย์เสมาส่งเสริมศีลธรรม เครือข่ายสามล้อเอื้ออาทร ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและ ป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลขอนแก่น มูลนิธิพัฒนาชุมชน อย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีจังหวัดขอนแก่น สมาคมปลอดภัยไว้ก่อน สภาวิศวกร สมาคม วิทยาการจราจรและขนส่งแห่งประเทศไทย สมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิกระจกเงา บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ บริษัทประกันภัย สื่อมวลชน ภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ
โครงสร้าง แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย ประกอบด้วย ๕ กลุ่มแผนงาน ดังนี้ ๑. กลุ่มแผนงานการพัฒนานโยบาย เป้าหมายร่วมและสมรรถนะบุคลากรและองค์กร ๒. กลุ่มแผนงานการพัฒนาเครือข่ายภาคีภาคประชาชนและการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ๓. กลุ่มแผนงานการพัฒนาโครงสร้างและการบูรณาการการป้องกันและลดอุบัติภัยทางถนนใน ระดับพื้นที่ ๔. กลุ่มแผนงานการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศและจัดการความรู้ด้านอุบัติเหตุจราจร ๕. กลุ่มแผนงานการสนับสนุนการลดอุบัติภัยด้านอื่นๆ การบริหารจัดการ กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน คณะที ๑ โดยสำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะและ ่ ลดปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก ๑) ทำหน้าที่เป็นเลขานุการและหน่วยบริหารจัดการ งบประมาณ งบประมาณ (ล้านบาท) กลุ่มแผนงานหลัก ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖
๑. กลุ่มแผนงานการพัฒนานโยบาย เป้าหมายร่วมและสมรรถนะ ของบุคลากรและองค์กร ๒๑ ๖๓ ๒๕ ๒. กลุ่มแผนงานการพัฒนาเครือข่ายภาคีภาคประชาชนและ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ๕๐ ๖๓ ๓๗ ๓. กลุ่มแผนงานการพัฒนาโครงสร้างและการบูรณาการ การป้องกันและลดอุบัติภัยทางถนนในระดับพื้นที่ ๘๔ ๑๖ ๗๑ ๔. กลุ่มแผนงานการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศและ จัดการความรู้ด้านอุบัติเหตุจราจร ๒๒ ๒๕ ๒๔ ๕. กลุ่มแผนงานการสนับสนุนการลดอุบัติภัยด้านอื่นๆ ๙ ๒๙ ๑๙ รวม ๑๘๖ ๑๙๖ ๑๗๖
82
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
รายละเอียดกลุ่มแผนงาน
แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย ประกอบด้วย ๕ กลุ่มแผนงาน ดังนี้
๑. กลุ่มแผนงานการพัฒนานโยบาย เป้าหมายร่วมและสมรรถนะบุคลากร และองค์กร
๑.๑ สนับสนุนศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ดำเนินงานตามแผนแม่บทความ ปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๕ ซึ่งกำหนดเป้าหมายลดการเสียชีวิตอย่างท้าทาย มีตัวชี้วัด ร่วมขององค์กรหลักและระดับจังหวัด เน้นการวางรากฐานด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยและระบบที่ เอื้อต่อความปลอดภัย ให้ความสำคัญกับโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีความต่อเนื่อง มีกลไกเชื่อม โยงการทำงานในพื้นที่ ผลักดันการขยายสัดส่วนการขนส่งสาธารณะ ระบบราง และผลักดันให้เกิด การดำเนินงานตาม ๘ ประเด็นหลักในการขับเคลื่อนทศวรรษความปลอดภัยเพื่อลดการเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ ๙.๙๙ /ประชากรแสนคนในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ๑.๒ สนับสนุนปีแห่งการรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย โดยการสนับสนุนให้เกิด นโยบายสำคัญ ความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ การรณรงค์สร้างกระแส การสนับสนุนงานวิชาการ และงานพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการสวมหมวกนิรภัย ๑.๓ ร่วมผลักดันให้เกิดกระบวนการนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน แก้ ไ ขปั ญ หาอุ บั ติ เ หตุ จ ราจร อาทิ การตรวจวั ด แอลกอฮอล์ ใ นผู้ ขั บ ขี่ ร ถสาธารณะให้ เ ท่ า กั บ ศูนย์มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และในผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลให้มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน ๒๐ มิลลิกรัม เปอร์เซ็นต์ การลงโทษผู้ที่ปฏิเสธการตรวจวัดแอลกอฮอล์ให้ถือว่าเป็นผู้เมาแล้วขับ รวมถึงการเสนอ ให้มีการออกกฎหมายลงโทษผู้โดยสารที่ร่วมทางไปกับผู้ที่เมาสุราแล้วขับรถ และให้สถานบันเทิง ที่ปล่อยให้ลูกค้าที่เมาแล้วออกไปขับรถมีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นต้น ๑.๔ สนับสนุนศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ในการพัฒนาข้อเสนอ นโยบายที่ส่งผลกระทบสูงจากฐานวิชาการ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีเพื่อ เปลี่ยนการใช้พาหนะที่ปลอดภัยขึ้น การจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนความปลอดภัยทางถนน การ พัฒนาระบบใบอนุญาตขับขี่ การจำกัดความเร็วรถจักรยานยนต์ ระบบขนส่งสาธารณะ การศึกษา เชิ ง ลึ ก ในระบบขนส่ ง ในเมื อ ง ชนบท ภู มิ ภาค ระบบสิ่ ง แวดล้ อ มผั ง เมื อ งเพื่ อ ความปลอดภั ย มาตรฐานและรูปแบบหมวกนิรภัยที่เหมาะสม และการจัดเวทีวิชาการสาธารณะในเรื่องที่เป็นประเด็น ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ๑.๕ สนับสนุนหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรให้ ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการบังคับใช้กฎหมายในระดับปฏิบัติการ เช่น
83
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
84
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ เป็นต้นแบบในการลดอุบัติเหตุจราจรระดับพื้นที่ การผลักดันเจ้าพนักงานเฉพาะช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ และการเพิ่มมาตรฐาน ความปลอดภัยในรถสาธารณะ อาทิ สภาพรถ การคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้ โดยสารสาธารณะ ความชำนาญเส้นทางของคนขับ และในรถรับส่งนักเรียน ๑.๖ พัฒนาสมรรถนะของบุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้องในทุกระดับให้สามารถดำเนิน งานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนได้เข้มแข็งขึ้น ทั้งในด้านวิชาการ แนวคิด การบริหาร จัดการและการประสานงาน รวมทั้งการขยายผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) และการพัฒนา ความรู้ความเข้าใจในด้านความปลอดภัยทางถนนต่อภาคีสุขภาพอื่นๆ ด้วย ๑.๗ ประสานความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก และองค์กรสุขภาพในประเทศไทย ใน การพัฒนาความเชื่อมโยงระดับนานาชาติในด้านความปลอดภัยทางถนน เช่น การพัฒนานิยามและ ระบบข้อมูลสากล การพัฒนาหลักสูตรผู้เชี่ยวชาญการจัดการถนนปลอดภัย และการเน้นมาตรการ แก้ปัญหาอุบัติเหตุที่ประเทศไทยยังไม่ผ่านมาตรการองค์การอนามัยโลก ได้แก่ เรื่องการลดความเร็ว ลดการดื่มแล้วขับ การใช้หมวกนิรภัยกับรถจักรยานยนต์ การคาดเข็มขัดนิรภัย การใช้ที่นั่งเด็ก ๑.๘ เชื่อมประสานและพัฒนายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศด้านความปลอดภัยทางถนน ตามนโยบาย ทศวรรษถนนปลอดภัยของสหประชาชาติ (๒๐๑๐-๒๐๒๐) นำสู่การขับเคลื่อนใน ประเทศไทย
๒. กลุ่มแผนงานการพัฒนาเครือข่ายภาคีภาคประชาชนและการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์
สนับสนุนสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุและมูลนิธิเมาไม่ขับ เป็นศูนย์ประสานงานและขยาย เครือข่ายการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ๒.๑ สร้างการบริหารจัดการที่ต่อเชื่อมภาคีภาคประชาสังคมให้ทำงานอย่างเป็นระบบมาก ขึ้น โดยวางเป้าหมายและพื้นที่การทำงานร่วมกันกับเครือข่ายควบคุมแอลกอฮอล์ ๒.๒ ขยายการรณรงค์ต่อเนื่องตลอดทั้งปีและตามเทศกาลที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูง อาทิ เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ เพื่อสร้างกระแสให้เกิดความตระหนักเรื่องความปลอดภัย ทางถนน และเผยแพร่ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุรายเดือน ยกย่องเชิดชูจังหวัดที่มีผลงานเด่น ประสาน ความเข้าใจให้ความรู้กับสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ๒.๓ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ ตอกย้ำให้เกิดการรับรู้ในประเด็นการรณรงค์ จิตสำนึก ความปลอดภัย และการสร้างค่านิยมในการลดอุบัติเหตุ อาทิ วินัยจราจร การใช้ระบบขนส่ง สาธารณะ การใช้จักรยานไฟฟ้าแทนรถจักรยานยนต์ รวมทั้งการขยายแนวร่วมภาคสังคมในการ สนับสนุนการทำงาน โดยมุ่งเน้นการรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย ในกลุ่มเด็กและเยาวชน
๒.๔ สนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ ค้นหาและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ หนุนท้องถิ่นชุมชน เข้ามาจัดระบบเฝ้าระวังป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน ขยายจำนวนภาคีเครือข่ายที่เข้ามามี ส่วนร่วมในการดำเนินงานและพัฒนาศักยภาพภาคีภาคประชาสังคมทั้งในด้านการดำเนินงาน และการบริหารจัดการโครงการ ๒.๕ ขยายความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่นชุมชน เช่น สมาคมผู้ประกอบการ รถจักรยานยนต์ บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ บริษัทประกันภัย ให้ร่วมลงทุนในการจัด ระบบเฝ้าระวังป้องกันอุบัติเหตุทางถนนมากยิ่งขึ้นโดยใช้โอกาสการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมใน การขยายการทำงานร่วมกับภาคเอกชน
๓. กลุ่มแผนงานการพัฒนาโครงสร้างและการบูรณาการการป้องกัน และลดอุบัติภัยทางถนนในระดับพื้นที
่
๓.๑ สนับสนุนโครงสร้างการอำนวยการและบูรณาการงานอุบัติภัยทางถนนในระดั บ จังหวัด ๓.๒ สนับสนุนการวางแผนงานอย่างมีส่วนร่วม และการบูรณาการการดำเนินงานทุก ภาคส่วนทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชนและชุมชนในการป้องกันและลดปัญหา อุบัติภัยทางถนนในระดับจังหวัด โดยเน้นการสนับสนุนจังหวัดที่มีการยกระดับสร้างนวัตกรรมการ ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและสนับสนุนสัมฤทธิผลของการทำงานลดปัญหาในพื้นที กำกับติดตามผล ่ ระดับจังหวัด และสะท้อนผลการติดตามเพื่อการพัฒนา ๓.๓ สนั บ สนุ น ให้ มี การขยายพื้ น ที่ ด ำเนิ น งานในเรื่ อ งที่ เ กิ ด ชุ ด ความรู้ แ ล้ ว มาต่ อ ยอด ขยายผล รวมทั้งถอดบทเรียน สังเคราะห์ชุดความรู้ที่สำคัญเพื่อให้เกิดการขยายผลในประเด็น อื่นด้วย เช่น การขยายผลให้กับท้องถิ่น ด้วยหลักสูตรท้องถิ่นการจัดการจุดเสี่ยงแบบมีส่วนร่วม การขยายผลให้กับสถานศึกษา ด้วยหลักสูตรผู้นำความปลอดภัย และการขยายผลเครือข่ายตุลาการ ในการแก้ปัญหาเมาแล้วขับ ๓.๔ สนับสนุนการป้องกันและลดปัญหาอุบัติภัยทางถนนโดยชุมชนและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น โดยผลักดันให้ท้องถิ่นเห็นความสำคัญของเรื่องความปลอดภัยทางถนนและสามารถ ดำเนินการได้ด้วยตนเอง ๓.๕ สนับสนุนคณะทำงานวิชาการ ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา กำกับดูแลทางด้านวิชาการ ให้แก่จังหวัดที่เข้าร่วม รวมทั้งการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู ถอดบทเรียนการดำเนินงานป้องกันและ ้ แก้ไขปัญหาอุบัติเหตุเพื่อขยายผลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จสู่พื้นที่อื่น ๓.๖ สนับสนุนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ทำหน้าที่กำกับ ติดตาม ให้คำ แนะนำด้านการบริหารจัดการ การอำนวยการให้สามารถดำเนินงานตามแผนบูรณาการได้อย่าง ราบรื่นยิ่งขึ้น
85
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔. กลุ่มแผนงานการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศและจัดการความรู ้ ด้านอุบัติเหตุจราจร
86
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สนับสนุนศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ) ในการดำเนินงานด้านต่างๆ ดังนี้ ๔.๑ สนับสนุนให้เกิดการพัฒนากลไกการจัดการ เช่น กลไกด้านวิชาการระดับนโยบาย กลไกด้านข้อมูล กลไกการติดตามและประเมินผล ให้เป็นตัวสะท้อนกระบวนการระหว่างทาง และปรับกระบวนการอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางทศวรรษความปลอดภัยทางถนน ๔.๒ สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่จำเป็นต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่เกี่ยวกับ เรื่องของความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย และการสร้างงานวิจัยตามความจำเป็นของ สถานการณ์ ๔.๓ ประสานเครือข่ายวิชาการ พัฒนาศักยภาพกลุ่มแกนในการสังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อ ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในประเด็นสำคัญ โดยการสนับสนุนให้แต่ละ node มีทรัพยากรและระบบงาน ที่เอื้อต่อการเกาะติดและขับเคลื่อนงาน ได้แก่ การสวมหมวกนิรภัย ความปลอดภัยในการขับขี่ การออกใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ที่มีคุณภาพ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ การ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะและระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ บทบาท ท้องถิ่นกับการแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและจัดการฐานข้อมูลอุบัติเหตุ และการสืบสวนอุบัติเหตุเบื้องต้น ๔.๔ สนับสนุนให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนงานวิชาการในระดับพื้นที ที่สอดคล้องกับความ ่ ต้องการและปัญหาของพื้นที่เพื่อให้การแก้ ไขปัญหานั้นอยู่บนฐานวิชาการ ผสานด้วยการสร้าง กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อปัญหานั้นๆ สร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้องเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา ๔.๕ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและองค์ความรู้ในการวางแผนพัฒนายุทธศาสตร์ และดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ๔.๖ การจัดประชุมวิชาการอุบัติเหตุแห่งชาติเป็นประจำทุกสองปี โดยสร้างความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ๔.๗ พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านอุบัติเหตุจราจรอย่างต่อเนื่องโดยการทบทวนและ ประเมินความต้องการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการแก้ปัญหาอุบัติเหตุจราจรของบุคลากรที่ เป็นแกนหลักและภาคีผู้เกี่ยวข้อง อาทิ คณะทำงานวิชาการสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหา อุบัติเหตุระดับจังหวัด (สอจร.) ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ขนส่ง ตำรวจ สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายวิชาการ ฯลฯ
๔.๘ พัฒนากระบวนการนำเสนอข้อมูลความรู้สู่กลุ่มเป้าหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการจัดทำสื่อเอกสารเพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้อสรุปเชิงนโยบาย จัดทำเอกสารประกอบการประชุมวิชาการ พัฒนาเว็บไซต์ และการจัดเวทีเสนอข้อสรุปทางวิชาการ ร่วมกับสื่อมวลชน ๔.๙ พัฒนาระบบการสืบสวนอุบัติเหตุ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและมี การนำข้อมูลมาใช้ทั้งในส่วนกลางและพื้นที ่
๕. กลุ่มแผนงานการสนับสนุนการลดอุบัติภัยด้านอื่นๆ
๕.๑ สานต่อการพัฒนาระบบจัดการภัยพิบัติชาติให้เกิดการยอมรับเป็นนโยบายชาติ และ พัฒนารูปธรรมการปฏิบัติ ๕.๒ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างถูกหลักวิชาการ ดึงการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในเรื่องการพัฒนาหลักสูตรร่วมทั้งเรื่องกู้ชีพและกู้ภัย การร่วมลงทุน พร้อมขยายจำนวนผู้ที่มีความสามารถในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ทั่วถึงและ ครอบคลุมยิ่งขึ้น ๕.๓ พัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวัง และบรรเทาอุบัติภัยสำคัญภาคประชาสังคม/ชุมชน และ มาตรการป้องกันบรรเทา ฟื้นฟูสาธารณภัยจากภาวะธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น
87
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ
สถานการณ์ แนวคิด และความสำคัญของแผน ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพหมายถึง ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสของการเกิดโรคและผลกระทบต่อสุขภาวะ ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบได้ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม และไม่เพียง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางกายเท่านั้น หากยังอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางใจ ทางปัญญา และทางสังคมด้วย ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพตามที่องค์การอนามัยโลกให้ความหมายไว้ มีตั้งแต่ปัจจัยเสี่ยงต้น (proximal risks) ได้ แ ก่ ปั จ จั ย ด้ า นเศรษฐกิ จ สั ง คม สภาพแวดล้ อ ม (รวมถึ ง การศึ ก ษา และวัฒนธรรม) ปัจจัยเสี่ยงกลาง (Intermediate risks) เช่น การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ อายุ เพศ เป็นต้น จนถึงปัจจัยเสี่ยงปลาย (Distal risks) ได้แก่ พฤติกรรมทางสุขภาพ หรือการ เปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายที่เสี่ยงต่อโรค เช่น ภาวะน้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมัน ในเลื อ ดสู ง เป็ น ต้ น ทั้ ง นี้ ปั จ จั ย เสี่ ย งทางสุ ข ภาพในแผนนี มี ความหมายถึ ง ปั จ จั ย เสี่ ย งอื่ น ๆ ้ นอกเหนือไปจากปัจจัยเสี่ยงหลักที สสส. กำหนดไว้ ในแผนเฉพาะแล้ว อันได้แก่ การสูบบุหรี่ ่ การดื่มสุรา อุบัติเหตุและอุบัติภัย และการขาดการออกกำลังกาย ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ มีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ การจัดกลุ่มของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทำได้หลายวิธ ทั้งนี้ การจัดกลุ่มของปัจจัยเสี่ยงสำหรับแผนควบคุม ี ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ จะพิจารณาจากลักษณะเด่นและประเด็นที่คล้ายกัน เพื่อความสะดวกในการ ทำความเข้าใจ และนำไปสู่การวางมาตรการ ในการป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงในแต่ละกลุ่มอย่าง เหมาะสม ดังนี ้ ๑. สิ่งคุกคาม ได้แก่ เชื้อโรค สารเคมี ฯลฯ ๒. พฤติกรรมเสี่ยง ความเชื่อ และวิถีชีวิต ได้แก่ พฤติกรรมทางเพศ พฤติกรรมการบริโภค และวิถีชีวิตคนเมือง (การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ความเครียด ฯลฯ) การใช้ ยาเสพติด ความเชื่อ (ในบางเรื่องหรือบางกลุ่ม) ที่มีผลต่อสุขภาวะ ๓. มลพิษ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงภัยธรรมชาติ ได้แก่ มลพิษจากภาคอุตสาหกรรม มลพิษ ทางอากาศ ภาวะโลกร้อน น้ำท่วม แผ่นดินไหว
๔
89
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔. ความรุนแรงต่างๆ และภัยจากการกระทำของมนุษ ย์ โดยตรง ได้แก่ การก่อการร้าย การใช้ความรุนแรง ๕. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
สถานการณ์ของปัญหาตามปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพกลุ่มต่างๆ สถานการณ์การเจ็บป่วยของคนไทยในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนจากปัญหาในอดีตที่การเจ็บป่วย ส่วนใหญ่เกิดจากโรคติดต่อ มาเป็นการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ ที่มีต้นเหตุจากพฤติกรรม และการดำรงชีวิตที่ไม่เหมาะสมรวมถึงสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ อันเป็นผลสืบเนื่องจากทิศทางการ พั ฒ นาประเทศที่ เ น้ น การพั ฒ นาทางวั ต ถุ เ ป็ น หลั ก ส่ ง ผลถึ ง การเปลี่ ย นแปลงทาง วั ฒ นธรรม ความเชื่อ และค่านิยมของคนในสังคม รวมถึงส่งผลให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร การแข่งขัน และเบียดเบียนกัน ทำให้ปัญหาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนมีความซับซ้อนและรุนแรง มากขึ้ น ยากต่ อ การป้ อ งกั น และแก้ ไ ข การเปลี่ ย นแปลงสถานการณ์ ข องปั จ จั ย เสี่ ย งสำคั ญ ที ่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยสามารถสรุปได้ดังนี้
๑. สิ่งคุกคามต่อสุขภาพที่สำคัญ
๑) โรคติดเชื้อ
ในอดีตปัญหาโรคติดต่อต่างๆ ที่มีเชื้อโรคเป็นพาหะ ถือเป็นภัยคุกคามสุขภาพที่สำคัญที่สุด เพราะมีหลายโรคระบาดที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและการตายจำนวนมาก เช่น อหิวาต์ โปลิโอ มาลาเรีย วัณโรค เป็นต้น แม้ในปัจจุบันโรคติดต่อดังกล่าวจะลดความสำคัญลง มีการระบาดเกิดขึ้น เป็นครั้งคราว และบางโรคได้ถูกควบคุม กำจัดไปจนหมดสิ้นหรือเหลือเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม จากการเปลี่ยนแปลง ของสภาวะแวดล้อม ภาวะโลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และการ เคลื่อนย้ายของประชาชน ทำให้โรคติดต่อดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะหมดไป ได้เกิดการระบาดขึ้นใหม่ รวมถึงการเกิดโรคติดต่อใหม่ๆ ที่มีความรุนแรงสูง และอาจมีการระบาดในวงกว้างได้ เช่น โรคซาร์ส ไข้หวัดนก ไข้เลือดออก เป็นต้น ในต้นปี ๒๕๕๒ มีการแพร่ระบาดของโรคชิคุนกุนยา (มียุงลายสวนเป็นพาหะ) ในพื้นที ่ ภาคใต้ และตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๒ มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (A H๑N๑) เริ่มต้นจากในประเทศเม็กซิโกแพร่ไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาทั้งเหนือและใต้ ในเดือน พฤษภาคมเริ่มมีรายงานผู้ป่วยในเขตกรุงเทพฯ และหลังจากนั้น ๖ สัปดาห์ก็มีการแพร่ระบาดออก ไปยังพื้นที่ทั่วประเทศ ภายในเดือนกรกฎาคม มีรายงานการระบาดไปใน ๑๖๐ ประเทศที่เป็นสมาชิก ขององค์การอนามัยโลก มีผู้ติดเชื้อหลายแสนคน แม้อัตราการเสียชีวิตจะน้อยกว่าร้อยละ ๐.๔ แต่มี ความเป็นไปได้ว่า เชื้อไวรัสอาจกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็น ต้องมีมาตรการในการติดตามและป้องกันโรคติดต่อที่อุบัติใหม่ หรืออุบัติซ้ำเหล่านี ซึ่งต้องอาศัย ้ การบูรณาการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างแผนต่างๆ ของ สสส. รวมถึงการเชื่อมการทำงานกับ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
90
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒) สารเคมี ในปัจจุบัน สารเคมีมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษ ย์ รวมทั้งการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของโลก ทุกวันนี้เราไม่สามารถแยกตัวเองออกจากสารเคมีได้ สารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ทั้งในแง่การกินอยู การทำงาน หรือการใช้ชีวิตทั่วไป เช่น ่ สารเคมีในอาหาร ในการเกษตรกรรม ในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง รวมถึงเป็นยารักษาโรค ข้อมูลจากสถาบันความปลอดภัยด้านสารเคมีนานาชาติ (IPCS) ระบุว่า มีสารเคมีที่มนุษย์รู้จัก อยู่มากกว่า ๑๑ ล้านตัว และกำลังมีการผลิตสารเคมีตัวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นถึงเดือนละ ๖๐๐ ตัว ในจำนวนนี้มีสารเคมีประมาณ ๖๐,๐๐๐ - ๗๐,๐๐๐ ตัวเท่านั้นที่มีการควบคุมการใช้ แต่ก็มีระดับ การควบคุมทีแตกต่างกันในประเทศต่างๆ สารเคมีเหล่านี มีการกระจายอยูรอบๆ ตัวเรา โดยอาจอยู่ใน ่ ้ ่ โรงงานอุตสาหกรรม ในกระบวนการผลิต เป็นของเสียที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม หรืออยู่ในระหว่าง การขนส่ง ผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสุขภาพมีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับพิษของ สารเคมีแต่ละชนิด ปริมาณและช่องทางการได้รับ และความยาวนานของการสัมผัสสารเคมีนั้น สำหรับประเทศไทย มีการนำเข้าและใช้สารเคมีในกิจการต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ มีการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรถึง ๘ หมื่นตัน และมีแนวโน้มสูงมากขึ้น ทุกปี จากรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่าประเทศไทย มีเนื้อที่ทำการเกษตรมากเป็นอันดับที่ ๔๘ ของโลก แต่ใช้ยาฆ่าแมลงมากเป็นอันดับ ๕ ของโลก ใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นอันดับ ๔ ของโลก ๒. พฤติกรรมเสี่ยง ความเชื่อ และวิถีชีวิต
พฤติกรรมและวิถีชีวิต มีผลอย่างมากต่อสุขภาวะของมนุษย์ พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ของ แต่ละบุคคล เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเจ็บป่วยของบุคคลนั้นๆ (ซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และลักษณะทางพันธุกรรม) จากสถานการณ์การเจ็บป่วยของคนไทยในปัจจุบัน พบว่า โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและการตายอันดับต้นๆ ๑) ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากพฤติกรรมการกิน และการไม่ออกกำลังกาย
จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๒ โดย สวรส. พบว่า ประชากรอายุตงแต่ ๑๕ ปีขนไป มีภาวะความดันโลหิตสูง ถึงร้อยละ ๒๑.๔ ความชุกของโรคเบาหวาน ั้ ึ้ เท่ากับร้อยละ ๖.๙ หรือประมาณ ๓.๕ ล้านคน ซึ่งอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับผลสำรวจในปี ๒๕๔๗ ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจที่พบผู้มีภาวะอ้วนลงพุง ในหญิงมีสูงถึงร้อยละ ๔๕ ขณะที่ในชายมี ร้อยละ ๑๘.๖ นอกจากนี ยังพบว่า ประชากรไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ที่มีการรับประทานผักหรือผลไม้ ้ อย่างเพียงพอ มีเพียงร้อยละ ๑๘ สะท้อนให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการปัญหาภาวะ น้ำหนักเกินและโรคอ้วน
91
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
92
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สำหรับข้อมูลด้านพฤติกรรมการกินที่สำคัญ พบว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งเป็นปัจจัย สำคัญที่ส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจของทารกและเป็นบันไดขั้นแรกสู่การมีโภชนาการที่ด ยังอยู่ใน ี อัตราที่ต่ำเป็นอันดับ ๗ ของโลก โดยพบว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในวัยต่ำกว่า ๕ เดือน มีเพียงร้อยละ ๕.๔ และมีเด็กถึงร้อยละ ๑๕ ที่ไม่ได้กินนมแม่เลย (MICS ปี ๒๕๔๙) ขณะที่ การศึกษาของแผนงานรณรงค์เพื่อเด็กไทยไม่กินหวาน พบว่า เด็กวัยต่ำกว่า ๕ ปี บริโภคน้ำตาล เฉลี่ยวันละ ๓๐.๔ กรัม และมีเด็กถึง ๑ ใน ๔ ที่บริโภคน้ำตาลมากกว่าวันละ ๔๐ กรัม (๑๐ ช้อนชา) ซึ่งมากกว่าคำแนะนำที่ระบุให้บริโภคไม่เกินวันละ ๖ ช้อนชาเกือบ ๒ เท่า ทั้งนี้ ปัญหาด้าน โภชนาการดังกล่าว มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดอย่างรุนแรง ของสินค้าอาหาร-เครื่องดื่มที่มุ่งเป้าหมายในกลุ่มเด็ก ขณะที่ ภาวะน้ ำ หนั ก เกิ น และโรคอ้ ว นในคนไทยกำลั ง มี แ นวโน้ ม เพิ่ ม ขึ้ น อย่ า งรวดเร็ ว ในทางตรงข้าม ผลการสำรวจประชากรไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ในรายงานเดียวกัน พบว่า ผู้ที่มีภาวะ โลหิตจางกำลังเพิ่มมากขึ้น ในหญิงจากร้อยละ ๒๒.๒ (ปี ๒๕๔๗) เป็นร้อยละ ๒๙.๘ (ปี ๒๕๕๒) และในชายเพิ่มจากร้อยละ ๑๑.๔ เป็นร้อยละ ๑๕.๘ แสดงให้เห็นถึงปัญหาการขาดสมดุลย์ของภาวะ โภชนาการอย่างชัดเจนในประชากรกลุ่มต่างๆ ๒) พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น
พฤติกรรมเสี่ยงสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนไทยสูญเสียปีสุขภาวะจากการตายก่อนวัยอันควร สูงสุด คือ การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายโรค ที่สำคัญ คือ การติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์ โดยในปี ๒๕๔๘ พบว่าคนไทยวัย ๒๕-๔๔ ปีเสียชีวิตด้วย โรคเอดส์เป็นอันดับหนึ่ง และในจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ๑๘,๐๐๐ รายนั้น ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น อายุระหว่าง ๑๕-๒๔ ปี โดยร้อยละ ๘๔ ได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปัญหาการตั้งท้องที่ไม่พร้อมโดยเฉพาะในวัยรุ่น กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากกองอนามัยเจริญพันธุ์ (ใช้ฐานข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์) พบว่าในปี ๒๕๕๑ แม่ที่คลอดลูกโดยมีอายุน้อยกว่า ๑๘ ปี มีถึงร้อยละ ๑๑ และแม่อายุน้อยกว่า ๑๕ ปี มีถงร้อยละ ๑.๓ ซึงยังเป็นวัยทีควรอยู่ในระบบการศึกษา นอกจากนี จากผลการศึกษาหลายชิน ึ ่ ่ ้ ้ คาดประมาณว่าในแต่ละปีมีวัยรุ่นหญิงอายุ ๑๕-๑๙ ปี ที่ตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ ๑๐ ในจำนวนนี้ ครึ่งหนึ่งมีการทำแท้ง ปัญหานี้นอกจากส่งผลต่อสุขภาพของทั้งวัยรุ่นและลูกแล้ว ยังส่งผลต่อปัญหา สังคมที่จะซับซ้อนยิ่งขึ้นในระยะยาว ๓) พฤติกรรมการใช้สารเสพติด
ข้อมูลจากสำนักยุทธศาสตร์ ปปส. (ส.ค. ๕๒) พบว่าในปี ๒๕๕๑ มีการจับกุมผู้กระทำ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถึง ๑๕๐,๑๖๐ คดี สูงขึ้นจากปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีจำนวน ๑๑๗,๐๗๑ คดี หรือ คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นถึง ๓๒% จำนวนผู้ค้าที่ถูกจับกุมนี้ ประมาณร้อยละ ๗๐ เป็นผู้ค้ารายใหม่
ที่ไม่เคยถูกจับกุมมาก่อน และส่วนใหญ่อยู่ในวัย ๑๕-๒๔ ปี หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า ปริมาณการจับกุมที่เพิ่มขึ้นนี ส่วนใหญ่เป็นการจับกุมคดีรายย่อย มีอัตราส่วนของการจับกุมคดี ้ รายสำคัญเพียงประมาณร้อยละ ๕ ของคดีที่จับกุมได้ ในปี ๒๕๕๒ คาดว่ามีผู้เสพ/ติดยาเสพติดราว ๖ แสนคน และมีผู้เข้ารับการบำบัดทั้งหมดราว ๑ แสนราย โดยเป็นผู้บำบัดรายใหม่กว่าร้อยละ ๗๐ และยาบ้ายังคงเป็นตัวยาที่เป็นปัญหาสูงสุด แสดงให้เห็นแนวโน้มผู้เสพและผู้ค้ารายใหม่เพิ่มมากขึ้น บ่งชี้ว่าสถานการณ์การระบาดของยาเสพติด กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี โดยมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งปัญหา ๓. ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม
จากผลของการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างรุนแรง ทิศทางการพัฒนาจาก สังคมเกษตรกรรมไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม ก่อผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการปล่อยสารพิษหรือมลพิษ และขยะพิษ จากการผลิต ทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและนิเวศวิทยา รวมทั้งปัญหา สภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่แบบสังคมเมือง ยิ่งส่งผลให้ปัญหาสุขภาพที่มีต้นเหตุจากมลพิษ ต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึง พื้นที่เป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก ก็มีความตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากการรวมกลุ่ม ต่ อ ต้ า น และการใช้ ข้ อ ต่ อ สู้ ท างกฎหมายเกิ ด ขึ้ น ในหลายพื้ น ที โดยเฉพาะกรณี การฟ้ อ งร้ อ ง ่ ต่อศาลปกครองกลาง กระทั่งศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการเดินหน้า ๗๖ โครงการในพื้นที่ มาบตาพุดในช่วงต้นปี ๒๕๕๓ จนกว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหา โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการองค์การอิสระสิ่งแวดล้อม (ชั่วคราว) ขึ้นมาทำงาน และเร่งผลักดัน พระราชบัญญัติองค์การอิสระสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีกลไก ทำงานตามรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ต่อมา ศาลปกครองกลางได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที ๒ กันยายน ๒๕๕๓ มีผลให้กิจการต่างๆ ่ ส่วนใหญ่ยังดำเนินการต่อไปได้ มีเพียงกิจการส่วนน้อยที่ถูกระงับ ปัญหาผลกระทบต่อสุขภาวะของ กิจการอุตสาหกรรมจึงยังเป็นปัญหาใหญ่ต่อไป นอกจากปัญหาในประเทศแล้ว สภาวการณ์ที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวอยู่ในขณะนี้ คือ ปัญหา ภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนถึงขนาด และความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าจะมีความรุนแรงสูงมาก และ เริ่มมีบางปรากฏการณ์ในปี ๒๕๕๓ ที่อาจเชื่อมโยงกัน เช่น ภาวะน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นส่งผลให้เกิด ปะการังฟอกขาวเป็ น บริ เ วณกว้ า งในอ่ า วไทย ภาวะแห้ ง แล้ ง ยาวนาน การมี ฝ นตกผิ ด ฤดู กาล โดยเฉพาะในช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งควรมีการเตรียมตัวรับมือ โดยเฉพาะในด้านเกษตรกรรมซึ่งเป็นฐาน การผลิตที่สำคัญของประเทศ
93
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
94
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔. ปัญหาความรุนแรงต่างๆ และภัยจากการกระทำของมนุษย์
สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปจากสังคมที่เอื้ออาทร เป็นสังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน ต่างคนต่างอยู่ ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงในสังคม ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาโจรผู้ร้าย ซึ่งพบเห็นในข่าวผ่านสื่อต่างๆ เกือบทุกวัน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ สุขภาพสังคม อีกมากมาย ผลการสำรวจของสำนักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ พบว่า ความชุกของประชากรที่เคยถูกทำร้ายร่างกายมีถึงร้อยละ ๙.๔ โดยเพศชาย มีความ ชุกสูงกว่าเพศหญิง (ร้อยละ ๑๓.๖ และ ๕.๕ ตามลำดับ) นอกจากความรุนแรงในสภาพสังคมทั่วไป แล้ว แนวโน้มความรุนแรงในครอบครัวก็มีเพิ่มมากขึ้น และเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ภาพรวมของความรุนแรงที่สำคัญระดับประเทศในปัจจุบัน คือ ความ รุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์ สินเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม ๒๕๕๓ ได้เกิดเหตการณ์ความ รุนแรงทางการเมือง ที่เป็นผลรวมจากฐานความคิดความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน ตลอดจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อการดำรงชีพและความเหลื่อมล้ำอื่นๆ ส่งผลให้เกิด ช่องว่างทางรายได้ที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนานโดยขาดการดูแลแก้ไขอย่าง จริงจัง ผลจากความรุนแรงดังกล่าว ทำให้รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญและเร่งสร้างมาตรการรวมถึง กลไกต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างเร่งด่วน เช่น นโยบายสังคมสวัสดิการถ้วนหน้า การเตรียม จั ด ตั้ ง ธนาคารที่ ดิ น การรั บ รองระบบโฉนดชุ ม ชน การแต่ ง ตั้ ง คณะกรรมการและกระบวนการ การสมัชชา เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ฯลฯ
๕. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
นอกจากปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาแล้ว สภาพสังคมเศรษฐกิจ และนโยบายทางการเมืองทั้งใน ระดับประเทศและระหว่างประเทศก็มีผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชนอย่างมาก เช่น ปัญหา การค้าที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาการขาดแคลนอาหารและพลังงาน ปัญหาความยุติธรรมและการเข้าถึง ทรัพยากรต่างๆ ของประชาชน เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการ มีสุขภาวะของประชาชนคนไทยทั้งสิ้น ทังนี ยังมีปจจัยเสียงทีสำคัญอีก ๒ ประการที สสส. ให้ความสำคัญและสนับสนุนการดำเนินงาน ้ ้ ั ่ ่ ่ เพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงทั้งสองมาอย่างต่อเนื่อง คือ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและระบบยา และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพจิต โดยทั้ง ๒ ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว มีสถานการณ์ปัจจุบันที่น่าสนใจ ดังนี้ ๑) ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและระบบยา
ระบบคุ้มครองผู้บริโภคของไทยในปัจจุบัน กำหนดให้ภาครัฐมีบทบาทหลักในการคุ้มครอง ผู้บริโภคเพียงลำพัง จึงไม่อาจก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงกลยุทธการตลาดที่ทวีความซับซ้อน มากขึ้น ซึ่งริเริ่มจากภาคเอกชนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องและยังมีส่วนกำหนดทิศทางนโยบาย ของรัฐ ตลอดจน กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคยังมี
ส่วนร่วมน้อยในการสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภค เป็นเหตุให้ขาดความเชื่อมโยงระหว่างปัญหากับ แนวทางแก้ ไ ข ส่ ง ผลให้ ไ ม่ อ าจป้ อ งกั น แก้ ไ ข หรื อ เยี ย วยาปั ญ หา ได้ อ ย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ และทันการณ์ อย่างไรก็ตาม ในระยะ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนที่อาจเป็น จุ ด เปลี่ ย นที่ ส ำคั ญ โดยกลุ่ ม ผู้ บ ริ โ ภคที่ ไ ด้ รั บ ความเดื อ ดร้ อ นจากปั ญ หาเฉพาะด้ า นหลายกลุ่ ม ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรผูบริโภค ทำการศึกษาเรียนรูกฎหมายและมาตรการต่างๆ ทีเ่ กียวข้อง ้ ้ ่ กระทั่งส่งผลให้การเคลื่อนไหวในประเด็นสำคัญๆ บางประเด็นได้รับการแก้ไข รวมทั้งมีการผลักดัน กฎหมายและรัฐธรรมนูญ ที่จะส่งผลต่อการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างสำคัญในอนาคต เช่น พระราชบัญญัติความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดีผบริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ การรวบรวมรายชือประชาชนกว่า ๑ หมืนคน เพือเสนอร่างพระราชบัญญัต ู้ ่ ่ ่ ิ องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับประชาชน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๓ และกำลังรอบรรจุเข้าสู่การพิจารณาจากรัฐสภา ระบบยาเป็นอีกส่วนที่สำคัญของระบบการคุ้มครองผู้บริโภค โดยปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ที่ เ กิ ด จากระบบยา ประกอบด้ ว ย การขาดแคลนยาจำเป็ น การมี ย าไม่ เ หมาะสมในประเทศ การกระจายยาที่ไม่เหมาะสม การเข้าไม่ถึงยาจำเป็น ตลอดจนการใช้ยาไม่เหมาะสม ส่งผลให้ ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านยาสูงถึงร้อยละ ๓๕ ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ สาเหตุต่างๆ เหล่านี้มี เงื่อนไขมาจากการขาดการพัฒนาระบบยาในภาพรวม ขาดการพัฒนาจริยธรรมของผู้ประกอบ วิ ช าชี พ และภาคธุ ร กิ จ มี การส่ ง เสริ ม การขายยาที่ ไ ม่ เ หมาะสม ตลอดจนขาดระบบเฝ้ า ระวั ง และติดตามที่เข้มแข็ง เท่าทันต่อเหตุการณ์ โดยควรมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม ในทางตรงข้าม ยังมีปัญหาการเข้าไม่ถึงยาจำเป็นที่มีราคาแพงและยากำพร้า ซึ่งมีเงื่อนไข และเหตุปัจจัยหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายใน เช่น กลไกบัญชียาหลักแห่งชาติ การควบคุมราคายา และ ปัจจัยภายนอก เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรยา และข้อตกลงเขตการค้าเสรี จึงมี ความจำเป็นที่ภาคส่วนต่างๆ ด้านสุขภาพ ต้องเร่งเข้ามาดูแลเพื่อสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนา ระบบยา ให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ และลดปัจจัยเสี่ยง ทั้งนี้ กลไกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่จัดขึ้นแล้ว ๒ ครั้ง ในปี ๒๕๕๑ และ ๒๕๕๒ เป็นกลไกสร้างความมีส่วนร่วมที่สำคัญ และส่งผลให้ เกิดมติสมัชชาฯ ที่สำคัญในเรื่องนี้แล้ว ๒ เรื่อง คือ “ยุทธศาสตร์การเข้าถึงยาถ้วนหน้าของประชากร ไทย” (๒๕๕๑) และ “การยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม” (๒๕๕๒) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่าง การขับเคลื่อนให้เกิดผลทางปฏิบัติโดยหลายภาคส่วน ๒) ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพจิต สภาวะสุขภาพจิตในภาพรวมของคนไทย อาจสะท้อนได้จากความเจ็บป่วยทางจิตของคนไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มทวีขึ้น รวมถึงภาพข่าวความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ที่ถ่ายทอดผ่านสื่อ ที่เกิดขึ้น อย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของต้นเหตุปัญหา ที่เกิดจากสภาพเศรษฐกิจ
95
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
96
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แล้วส่งผลต่อเนื่องถึงสภาพสังคม ก่อตัวเป็นปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนั้นสุราและสารเสพติดก็เป็น ปัจจัยเสียงต้นเหตุทสำคัญของปัญหานีดวย ในปี ๒๕๔๔ องค์การอนามัยโลกระบุวา กลุมโรคซึมเศร้า ่ ี่ ้้ ่ ่ เป็นปัญหาในลำดับที่ ๔ ที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตคนทั่วโลก และประมาณว่าทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจาก การฆ่าตัวตายสูงถึงปีละ ๑ ล้านคน กระทรวงสาธารณสุขรายงานจำนวนผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จใน ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีถึง ๔,๒๙๖ คน เป็นชายมากกว่าหญิงในอัตรา ๓ ต่อ ๑ โดยพบว่า กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิตด้วยโรคซึมเศร้า ติดสุราเรื้อรัง หรือติดสารเสพติด ทั้ ง นี้ สถานการณ์ โ รคซึ ม เศร้ า ในประเทศไทยมี แ นวโน้ ม สู ง ขึ้ น อย่ า งรวดเร็ ว จาก ๕๕.๙ ราย ต่อประชากรหนึ่งแสนคนในปี ๒๕๔๐ เพิ่มขึ้นเป็น ๑๖๘.๓ รายต่อประชากรหนึ่งแสนคนในปี ๒๕๔๕ ผลการสำรวจสภาวะสุขภาพจิตคนไทยในปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ (โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ด้วยความร่วมมือจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ร่วมกับกรมสุขภาพจิต โดยการ สนับสนุนจากแผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต สสส.) พบว่าประมาณร้อยละ ๑๗ หรือเกือบ ๑ ใน ๕ ของคนไทย เสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิต โดยกลุ่มที่มีรายได้น้อย มีรายจ่ายใกล้เคียงหรือสูงกว่า รายได้ หรือกลุมทีมความไม่มนคงในอาชีพ จะมีความเสียงต่อการมีปญหาสุขภาพจิตมากกว่ากลุมอืน ่ ่ี ั่ ่ ั ่ ่ นอกจากนั้น ผลการสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว การมีคุณธรรม จริยธรรม และการใช้หลักคำสอนทางศาสนาในการดำเนินชีวิตช่วยให้ประชากรมีสุขภาพจิตดีขึ้น ดังนัน นโยบายทางสังคมทีจะช่วยให้คนไทยมีสขภาพจิตดี มีความสุข ควรดำเนินผ่านสามสถาบันหลัก ้ ่ ุ คือ ครอบครัว ศาสนา และสถานศึกษา ซึ่งควรจะเริ่มต้นปลูกฝังการใช้ชีวิตโดยใช้หลักคุณธรรม จริยธรรมและหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ต่อเนื่องตลอดชีวิต
บทสรุปสถานการณ์ของปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในปัจจุบัน โดยภาพรวม ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ส่งผลลบต่อสุขภาพคนไทย ยังมีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะด้านพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิต ซึ่งถูกกระตุ้นให้เลวร้ายมากยิ่งขึ้น ด้วยกลไก การโฆษณาและการตลาดในระบบทุนนิยมผนวกกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่เน้น กระตุ้นการบริโภคและการยึดติดในวัตถุ ประกอบกับความอ่อนแอของกลไกการควบคุมโดยภาครัฐ และความอ่อนแอของความสัมพันธ์ในครอบครัวรวมถึงระบบการศึกษา ส่งผลให้สุขภาพคนไทยอยู่ ในภาวะถูกคุกคาม และมีแนวโน้มปัญหาสุขภาพด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยมีปัญหาที่มีการให้ความ สำคัญสูงทั้งจากภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆ ได้แก่ การตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ภาวะน้ำหนักเกินและ โรคอ้วน ปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรม ปัญหายาเสพติดและปัญหาความรุนแรงในสังคม ขณะเดียวกัน ความซับซ้อนทางสังคมของประเทศไทยก็จะยิ่งมีมากขึ้น เนื่องจากสังคมชนบท ในประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทำให้วิถีการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป และ รูปแบบการดำเนินชีวิต (life style) เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มีความยากลำบากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาองค์ความรู้ และสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ ใน สังคมสามารถรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนของสังคมดังกล่าว เพื่อป้องกันและ หลีกเลี่ยง ทั้งปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่เดิม และปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
กระบวนการปรับปรุงแผน คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๒ ตั้งวัตถุประสงค์ให้กระบวนการปรับปรุงแผน เน้นการสร้าง พลั ง ร่ ว มของภาคส่ ว นต่ า งๆ และมุ่ ง ให้ เ กิ ด ความสอดคล้ อ งกั บ นโยบายการปรั บ ปรุ ง แผนหลั ก ในปี ๒๕๕๔ -๒๕๕๖ ของคณะกรรมการกองทุน จึงได้นำองค์ประกอบต่างๆ ดังต่อไปนี้ มาเป็น ปัจจัยนำเข้าในการประชุมปฏิบัติการปรับปรุงแผน อันได้แก่ ๑. ผลที่ได้จากกระบวนการมองภาพอนาคต (foresight exercise) ที่ดำเนินการร่วมกับภาคี ต่างๆ ในปี ๒๕๕๒ ๒. การประเมินและสังเคราะห์พลังร่วมจากการบูรณาการงานของแผนงานต่างๆ และกำหนด เป็ น เป้ า หมายการทำงานร่ ว มกั น ของภาคี ภายใต้ แ ผนควบคุ ม ปั จ จั ย เสี่ ย งทางสุ ข ภาพ (จัดขึ้นเมื่อ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓) ๓. ผลลัพธ์ที่สำคัญของการทำงานในทุกแผนงาน/โครงการ ในปีที่ผ่านมา ๔. สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และบริบทที่เกี่ยวข้อง การประชุมปฏิบัติการปรับปรุงแผน ได้จัดขึ้นเมื่อวันที ๒๓-๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓ และได้ ่ ข้อสรุปที่นำมายกเป็นร่างแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในแผนหลักของ สสส. ปี ๒๕๕๔๒๕๕๖ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกองทุนต่อไป ข้อสรุปทิศทางการปรับปรุงแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ในช่วงปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ มีดังนี้ ๑. ขยายผลองค์ความรู้จากผลสำเร็จการดำเนินงานของแผนงานต่างๆ สู่ภาคีแผนเชิงพื้นที่ และชุมชน (ภาคีสำนัก ๓) และแผนสุขภาวะเด็ก-เยาวชน และแผนสุขภาวะองค์กร (ภาคีสำนัก ๔) โดยให้จัด ทำเป็นแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ในการจัดประชุมปฏิบัติการ ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ๒. สนับสนุนให้ทุกภาคีริเริ่มแนวคิดการทำงานในลักษณะธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อมุ่งให้เกิดการ ขยายผลมากขึ้น และสร้างความยั่งยืนของกระบวนการขับเคลื่อน ๓. ในด้านอาหารปลอดภัย ควรริเริ่มการทำงานเพื่อควบคุมและจำกัดการใช้สารเคมีทาง การเกษตร โดยเฉพาะสารเคมี ก ำจั ด ศั ต รู พื ช นอกเหนื อ จากการสร้ า งการผลิ ต และตลาดทางเลือก ๔. ในด้านสิ่งแวดล้อม ควรพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัย จากการใช้สารเคมีและมลพิษ จากอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันมาตรการลดการใช้พลังงาน และการเตรียมตัวรับมือ กับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลก ในประเด็นที่มีผลกระทบสูงต่อสุขภาวะ ๕. ควรพัฒนากระบวนการประเมินปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมที่ สสส. จะนำปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว มาพิจารณาวางแผนดำเนินงานในอนาคต ๖. เน้นการพัฒนากลไกที่สนับสนุนการทำงานให้มีประสิทธิผลมากขึ้น ใน ๔ ด้าน ได้แก่ ๖.๑ กลไกการพัฒนาแผนงาน/โครงการให้มีคุณภาพ ๖.๒ กลไกการพิจารณากลั่นกรองแผนงาน/โครงการ
97
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๖.๓ กลไกการบูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่นำร่องระดับจังหวัด ๖.๔ กลไกการพัฒนาศักยภาพภาคี (ดำเนินงานร่วมกับส่วนกลางของ สสส.)
98
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
วัตถุประสงค์ของแผน ๑. เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาและปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงาน เพื่อมุ่ง ควบคุมและลดปัจจัยเสี่ยงและเพิ่มปัจจัยเสริมสร้างสุขภาพ โดยมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ในการ ควบคุ ม ปั จ จั ย เสี่ ย งที่ ส่ ง ผลกระทบสู ง ต่ อ สุ ข ภาพ อย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ผ ลและอย่ า งยั่ ง ยื น ครอบคลุมเป้าหมายสุขภาวะทั้ง ๔ มิติ โดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม ๒. เพื่อพัฒนาองค์ความรู สมรรถนะที่จำเป็น และหนุนเสริมการทำงานของภาคี ให้สามารถ ้ ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ ๓. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดการขยายตัวและความเข้มแข็งของผู้บริโภค กลุ่มผู้บริโภค เครือข่ายพลเมือง และคนรุ่นใหม่ที่รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงการมีทักษะ ความรู้ส่วนบุคคล และมีความเข้มแข็งทางใจ จนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิต ของตนให้ เ อื้ อ ต่ อ การมี สุ ข ภาวะ และสามารถขยายผลสู่ การปฏิ บั ติ การและการสร้ า ง วัฒนธรรมในวงที่กว้างขวางขึ้นต่อไป ๔. เพื่อพัฒนาการศึกษาและแนวทางดำเนินงานในการลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อ สุขภาวะของประชาชนจำนวนมาก รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ ในอนาคต ๕. เพื่อพัฒนาให้เกิดระบบกำกับติดตามภายในสำหรับทุกแผนงาน/โครงการ ที่สามารถ ตรวจสอบความก้าวหน้า และแจ้งเตือนปัญหาที่สำคัญในการดำเนินงานได้ทันการณ์ ยุทธศาสตร์ ๑. เชื่อมโยงภาคีหลัก รวมถึงหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่อง เพื่อสร้างเป้าหมายการทำงาน ร่ ว มกั น ในแต่ ล ะประเด็ น โดยเน้ น เป้ า หมายที่ เ ป็ น จุ ด คานงั ด ที่ จ ะสามารถเปลี่ ย นหรื อ พลิกสถานการณ์ของปัญหา และนำไปสู่การลดปัจจัยเสี่ยงและเพิ่มปัจจัยเสริมสร้างสุขภาพ ที่ยั่งยืนได้ ๒. สร้าง รวบรวมและจัดการความรู ที่มุ่งเป้าเฉพาะ เพื่อนำไปพัฒนาระบบการเฝ้าระวังและ ้ เตือนภัย รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีและวิธีการที่เหมาะสม ในการป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยง ๓. พัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะ (รวมถึงกฎหมายและมาตรการอื่นๆ ทั้งในระดับ ประเทศและระดับท้องถิ่น) ที่มีผลกระทบสูงต่อการควบคุมปัจจัยเสี่ยง ๔. สนับสนุนหน่วยงานหลักให้สามารถดำเนินการตามกฎหมายหรือตามมาตรการที่เป็น ภารกิ จ ของตน รวมถึ ง สนั บ สนุ น การพั ฒ นาระบบบริ การสาธารณะเพื่ อ ป้ อ งกั น หรื อ ลดปัจจัยเสี่ยง รวมทั้งรองรับภัยในกรณีฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๕. มุ่ ง แสวงหาและพั ฒ นาแนวทางในการแก้ ปั ญ หาสำคั ญ ของปั จ จั ย เสี่ ย งทางสุ ข ภาพที ่ สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ เช่น การตั้งท้องในช่วงวัยรุ่น ภาวะน้ำหนักเกิน โดยการสร้าง องค์ความรู้ การรณรงค์ให้เกิดความตระหนักและความเข้าใจในสังคม และการผลักดัน นโยบายและการพัฒนากลไกเชิงนโยบายที่มีประสิทธิผล ๖. เคลื่อนไหวเพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักของสังคม ผ่านการสื่อสารสาธารณะ และการรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ บนพื้นฐานของการถ่ายทอดข้อมูลสำคัญในแต่ละประเด็น ปัจจัยเสี่ยง ที่สกัดได้จากองค์ความรู้ที่ผลิต และรวบรวมได้ ๗. เชื่อมโยง และสังเคราะห์องค์ความรู้ ภูมิปัญญา ในด้านต่างๆ เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทาง การทำงานและแนวคิดของสังคมให้แปลงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้เป็น “ทุน” ด้านสุขภาพ ที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาวะที่ดีในระยะยาว
ยุทธศาสตร์แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ
พัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะ ที่มีผลกระทบสูงต่อการควบคุมปัจจัยเสี่ยง
(แต่ละแผนงาน) เชื่อมโยง หนุนเสริม บูรณาการ
สุขภาวะทางเพศ อาหารและ โภชนาการ คุ้มครองผู้บริโภคฯ และระบบยา สารเสพติด สุขภาพจิต สิ่งแวดล้อม ปัจจัยเสี่ยงอื่น
l l l l l l l
99
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สร้างและจัดการความรู้ ที่มุ่งเป้าควบคุมปัจจัยเสี่ยง
สื่อสาร สร้างความตระหนักของสังคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยน พฤติกรรม
ตัวชี้วัด
100
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑) กลุ่มแผนงานด้านอาหารและโภชนาการ
๑) ร่ ว มกั บ ภาคี ห ลั ก อื่ น ๆ สนั บ สนุ น การจั ด ทำ ร่ า งแผนยุ ท ธศาสตร์ อาหารแห่ ง ชาติ (ภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ) กระทั่งเสร็จสิ้น โดยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ๒) นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ๕ แห่ง มีนโยบายสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในสถานประกอบการในพื้นที และมีสถานประกอบการใหม่อย่างน้อย ๑๐๐ แห่ง ่ มีนโยบายและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานในเรื่องนี้ ๓) พัฒนาข้อเสนอมาตรการควบคุมการตลาดอาหารที่มุ่งเป้าหมายในกลุ่มเด็ก และ เตรียมการผลักดันให้มีผล ๔) สนับสนุนการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพ ประเด็นการควบคุมภาวะน้ำหนักเกินและ โรคอ้วน ให้สามารถจัดทำแผนปฏิบัติการเสร็จสิ้น และเริ่มขับเคลื่อนในบางประเด็น ๕) ขยายเขตพื้นที่การศึกษาที่ทุกโรงเรียนเป็นเขตปลอดน้ำอัดลม เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๒๐ เขตพื้นที่ ครอบคลุมโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๒,๐๐๐ แห่ง ๖) อปท. อย่างน้อย ๑๒๐ แห่ง ให้การสนับสนุนการทำงานเพื่อการมีโภชนาการที่ดี ของเด็ก ในโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และในชุมชน ๗) มี ก ารประมวลข้ อ มู ล และทบทวนอย่ า งเป็ น ระบบ สามารถกำหนดยุ ท ธศาสตร์ การดำเนินงานเพื่อสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวของการผลิต การจำหน่าย และการ เข้าถึงผลผลิตพืชอาหาร ที่ปลอดภัย ได้อย่างกว้างขวาง ๘) มีขอเสนอมาตรการควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายสารเคมีทางการเกษตร ้ ๙) มีขอเสนอนโยบายเพือสนับสนุนความมันคงทางอาหารระดับชาติอย่างน้อย ๑ นโยบาย ้ ่ ่ ๒) แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ และการพัฒนาระบบยา
๑) มี ก ารขั บ เคลื่ อ นแผนปฏิ บั ติ ก ารเพื่ อ การเข้ า ถึ ง ยาถ้ ว นหน้ า ของประชากรไทย (สืบเนื่องจากมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปี ๒๕๕๑) โดยมีรูปธรรมการดำเนินงาน ที่ชัดเจน ๒) มีการจัดทำแผนปฏิบัติการการยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรมเสร็จสิ้น (สืบเนื่องจากมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติป ๒๕๕๒) และเตรียมการผลักดันสู่การ ี ปฏิบัติจริง ๓) มีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการใช้ยาที่เหมาะสม และเริ่มสื่อสารสู่สังคมเพื่อ เตรียมขับเคลื่อนสู่การเป็นมาตรการที่มีผลบังคับใช้
ตัวชี้วัดความสำเร็จในปี ๒๕๕๔
๔) ทำงานร่วมกับกลุ่มแผนงานด้านโภชนาการ พัฒนาและผลักดันมาตรการควบคุม การตลาดอาหารที่มุ่งเป้าหมายในกลุ่มเด็ก ๕) มีข้อมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อควบคุมและลดการใช้แร่ใยหินในวัสดุอุปกรณ์ ต่างๆ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเยื่อหุ้มปอด ๖) มีโรงเรียน และ อปท. ต้นแบบการจัดการน้ำมันทอดซ้ำอย่างเป็นระบบ ที่สามารถ ถอดบทเรียนเพื่อนำไปสู่การขยายผล
๓. แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ ๑) มีการสื่อสารสังคมเรื่องสุขภาวะทางเพศอย่างกว้างขวาง ที่จะนำไปสู่การมีเจตคติท ี่ เหมาะสม และสนับสนุนการเรียนรู้เรื่องเพศที่ถูกต้องแก่คนทุกวัย ๒) การสือสารสังคมเพือสร้างความเข้าใจ และให้การสนับสนุน การเสนอ ร่าง พระราชบัญญัต ่ ่ ิ อนามัยการเจริญพันธุ์ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ๓) มีภาคีและเครือข่ายการทำงานเพื่อป้องกันและรองรับปัญหาการ “ท้องไม่พร้อม” ในวัยรุ่น ที่เริ่มทำงานเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ อย่างน้อยใน ๔ จังหวัดที่มีสถิต ิ ปัญหาสูง ๔) พั ฒ นาแผนงานใหม่ เพื่ อ ป้ อ งกั น และแก้ ไ ขปั ญ หาการตั้ ง ครรภ์ ไ ม่ พ ร้ อ มในวั ย รุ่ น โดยสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกหน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้อง ๔. ๕. แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต ๑) รายงานผลการสำรวจสุขภาพจิตรายจังหวัด ที่สามารถนำไปใช้จัดทำแผนพัฒนา จังหวัดได้ ๒) เครือข่ายการทำงานระหว่างบุคลากรในระบบสาธารณสุขและระบบการศึกษา ที่นำสื่อ การเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะชีวิตเยาวชน และเสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว ไปใช้ อย่างเป็นระบบ ใน ๕ จังหวัด ครอบคลุม ๑,๐๐๐ โรงเรียน ๓) สื่อการเรียนรู้ สำหรับผู้ปกครอง นักเรียนประถมปลาย-มัธยมต้น เรื่อง “คุยกับลูก เรื่องเพศ” แผนงานสนับสนุนการแก้ปัญหายาเสพติด ๑) ข้ อ เสนอนโยบายเพื่ อ สนั บ สนุ น การเพิ่ ม จำนวนผู้ เ ข้ า รั บ การบำบั ด แบบสมั ค รใจ ที่มีแนวทางดำเนินการชัดเจน เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ๒) ข้อเสนอแนวทางจัดทำระบบข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ในระดับจังหวัด เพื่อนำไปสู่การจัดทำและปรับแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ ปัญหาในพื้นที่
101
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๖.
แผนงานสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะ ๑) ข้ อ เสนอ ร่ า ง พระราชบั ญ ญั ติ เ พื่ อ การเข้ า ถึ ง ข้ อ มู ล การปล่ อ ยสารพิ ษ จากสถาน ประกอบการ (communities’ rights to know) เพื่อนำไปสู่ระบบการควบคุมการ ก่อมลพิษโดยประชาชนมีส่วนร่วม ๒) มีขอบัญญัตระดับ อปท. ทีสอดคล้องกับข้อเสนอของเครือข่ายองค์กรชุมชน ๑๐ ตำบล ้ ิ ่ ที่ส่งผลให้มีการจัดการไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่ป่า ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่
๗. การสร้างและจัดการองค์ความรู้ (เป็นผลผลิตรวมจากงานของทุกแผนงาน) การศึกษาวิจัยและจัดการองค์ความรู้เพื่อนำไปใช้ขับเคลื่อนงาน และเพื่อสื่อสารสร้าง การเรียนรู้และความตระหนัก รวมถึงสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคประชาสังคมในการ ป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างน้อย ๒๐ เรื่อง ๘. การบูรณาการและส่งต่องานเพื่อการขยายผล จัดเวทีระหว่างภาคีแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ที่มีการสรุปบทเรียนการดำเนินงาน ลดปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจน ร่วมกับภาคีแผนอื่นๆ เช่น แผนสุขภาวะชุมชนและพื้นที่ แผนสุขภาวะ องค์กร เพื่อส่งต่อองค์ความรู้-แนวทางการทำงาน เพื่อนำไปสู่การขยายผล โดยจัดให้มีเวทีอย่างน้อย ๒ ครั้ง
102
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ตัวชี้วัดระดับผลลัพธ์ภายในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕
๑. อัตราการบริโภคน้ำตาลของประชาชนในระดับประเทศมีแนวโน้มลดลง ๒. ในพื้นที่ปฏิบัติการของแผนงานที่เกี่ยวข้องด้านโภชนาการ ๑) ความชุกของโรคฟันผุในเด็ก (วัยต่ำกว่า ๑๕ ปี) ลดลง ๒) อัตราการบริโภคผักและผลไม้ในเด็ก เพิ่มขึ้น ๓) ความชุกของเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ไม่เพิ่มขึ้น ๔) อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับทารกวัยต่ำกว่า ๖ เดือน ในสถานประกอบการ ในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้น ๓. มาตรการควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายสารเคมีการเกษตร มีผลบังคับใช้ ๔. ในพื้นที่ปฏิบัติการของแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ มีอัตราการลดลงของโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ความรุนแรงทางเพศ และการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ๕. องค์การอิสระเพื่อผู้บริโภค เริ่มดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการมีส่วนร่วมจาก ทุกภาคส่วน และเอื้อประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม
ภาคีหลัก
กระทรวงสาธารณสุ ข กระทรวงศึ ก ษาธิ การ กระทรวงการพั ฒ นาสั ง คมและความมั่ น คง ของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงยุติธรรม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หน่วยงานรัฐอื่นและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง สถาบันการ ศึกษาทุกระดับ ภาคประชาสังคม ภาคี สสส. ที่เกี่ยวข้อง และ อปท. ทุกระดับ
โครงสร้าง
เพื่ อ ให้ การควบคุ ม ปั จ จั ย เสี่ ย งที่ ด ำเนิ น การอยู่ แ ล้ ว มี การขั บ เคลื่ อ นอย่ า งต่ อ เนื่ อ งเพื่ อ มุ่ ง ประสิทธิผลในการควบคุมแต่ละปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น รวมถึงการพิจารณาดำเนินงานควบคุมปัจจัย เสี่ยงใหม่ที่มีแนวโน้มคุกคามต่อสุขภาพคนไทยมากขึ้น สอดคล้องตามเป้าประสงค์ท ๒ ของ สสส. ี่ (พัฒนากลไกที่จำเป็นสำหรับการลดปัจจัยเสี่ยงรอง โดย สสส. ลงทุนแต่น้อยในส่วนที่จำเป็นและ ก่อให้เกิดผลกระทบสูง) คณะกรรมการบริหารแผนคณะที ๒ จึงกำหนดแผนงานรองรับการดำเนินงาน ่ ของแผนไว้ดังต่อไปนี้ ๑. กลุ่มแผนงานด้านอาหารและโภชนาการ ๑) แผนงานด้านอาหารและโภชนาการในกลุ่มเด็ก (ประกอบด้วย ชุดโครงการสร้าง รากฐานชีวิตและสังคมด้วยนมแม่ โครงการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมี โภชนาการสมวัย แผนงานรณรงค์เพื่อเด็กไทยไม่กินหวาน) ๒) แผนงานด้านอาหารและโภชนาการในกลุ่มผู้ใหญ่ (ประกอบด้วย ชุดโครงการจัดการ ความรู้และสร้างนวัตกรรมเพื่อสนับสนุน “เครือข่ายคนไทยไร้พุง” โครงการพัฒนา ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทย) ๓) แผนงานด้านอาหารปลอดภัย ๔) แผนงานความมั่นคงทางอาหาร ๒. แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ และการพัฒนาระบบยา ๓. แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ ๔. แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต ๕. แผนงานสนับสนุนการแก้ปัญหายาเสพติด ๖. แผนงานสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะ ๗. ปัจจัยเสี่ยงอื่นและโครงการนวัตกรรม ๘. การประเมินผลและสนับสนุนการสื่อสารสังคม
103
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การบริหารจัดการ
กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๒ โดยแต่ละแผนงานมีคณะกรรมการกำกับ ทิศทาง ทำหน้าที่กำกับดูแลโดยเฉพาะ และมีผู้จัดการแผนงานเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการ รวมทั้งให้ทีมงานสำนัก ๒ พัฒนากลไกในการประสานเชื่อมโยง การบูรณาการการทำงานระหว่าง แผนงานต่างๆ ทั้งภายในแผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงฯ และระหว่างแผนต่างๆ ของ สสส. รวมถึง การพั ฒ นาระบบข้ อ มู ล เพื่ อ การติ ด ตามและพั ฒ นาการดำเนิ น งาน ตลอดจนการพั ฒ นาระบบ การประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การยกระดับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
งบประมาณ
งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๑. กลุ่มแผนงานด้านอาหารและโภชนาการ ๑๐๕ ๕๕ ๖๐ ๒. แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ และการพัฒนาระบบยา ๑๐ ๑๐๐ ๐ ๓. แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ (รวมแผนงานป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น) ๑๒๐ ๓๕ ๒๐ ๔. แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต ๐ ๐ ๙๐ ๕. แผนงานสนับสนุนการแก้ปัญหายาเสพติด ๑๐ ๑๐ ๑๕ ๖. แผนงานสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะ ๑๕ ๒๐ ๒๐ ๗. ปัจจัยเสี่ยงอื่น และโครงการนวัตกรรม ๑๐ ๒๐ ๑๐ ๘. การประเมินผลและสนับสนุนการสื่อสารสังคม ๑๐ ๒๐ ๑๐ รวม ๒๘๐ ๒๖๐ ๒๒๕ กลุ่มแผนงานหลัก
104
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
รายละเอียดกลุ่มแผนงาน
๑. กลุ่มแผนงานด้านอาหารและโภชนาการ
ประกอบด้วย ๑.๑ แผนงานด้านโภชนาการในกลุ่มเด็ก ๑.๒ แผนงานด้านโภชนาการในกลุ่มผู้ใหญ่ ๑.๓ แผนงานอาหารปลอดภัย ๑.๔ แผนงานฐานทรัพยากรอาหาร มีรายละเอียดดังนี้ ๑.๑ แผนงานด้านโภชนาการในกลุ่มเด็ก ๑.๑.๑ วัตถุประสงค์ ๑) มุงสร้างสิงแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ทีเ่ อือต่อการสร้างพฤติกรรมโภชนาการ ่ ่ ้ ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันและลดปัญหาโรคอ้วนและโรคฟันผุในในกลุ่มเด็กและทารก ๒) สนับสนุนให้หน่วยงานเจ้าของเรื่อง และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อการป้องกันและลดปัญหาโรคอ้วนและโรคฟันผุ ในเด็กและทารก รวมทั้งร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายนั้น ๑.๑.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) ศึกษา ทบทวน และจัดกระบวนการร่วมกับภาคี เพื่อกำหนดประเด็น ที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาโภชนาการในกลุ่มเป้าหมาย แล้ววางกรอบด้านการสร้างและจัดการ ความรู ตลอดจนประเด็นนโยบายที่ควรมี เพื่อจัดการกับสาเหตุนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันได้กำหนดประเด็น ้ ปัญหาที่สำคัญได้แก่ การที่ทารกไม่ ไ ด้รับ นมแม่ครบ ๖ เดือน การบริโภคน้ำตาลและอาหาร ที่ให้พลังงานมากเกินไป การไม่รับประทานผักผลไม้ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของอัตราการเพิ่มขึ้น ของเด็กอ้วน และโรคฟันผุในเด็ก ๒) ศึ ก ษาวิ จั ย ในประเด็ น ที่ จ ำเป็ น เพื่ อ นำไปสื่ อ สารสั ง คม และพั ฒ นา ข้อเสนอนโยบาย ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ๓) ค้นหา และทำงานร่วมกับภาคีเจ้าของเรื่อง ทั้งในระดับประเทศ และ ระดับพื้นที่ พัฒนาและเสริมสร้างสมรรถนะที่จำเป็น ให้กับภาคีดังกล่าว รวมทั้งสนับสนุนให้มีการ ดำเนินงานร่วมกันในการพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการที่เน้นการมีส่วนร่วม เพื่อเอื้อให้กลุ่มเด็ก และทารก มีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม
105
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
106
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔) ผลิตและเผยแพร่ข้อมูล รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคสื่อสารมวลชนอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วน ในการเสริมสร้าง พฤติกรรมโภชนาการที่เหมาะสมในกลุ่มเด็กและทารก ๕) พัฒนาและผลักดันข้อเสนอนโยบายระดับพื้นที่และระดับประเทศ ที่ช่วย ปรับสภาพแวดล้อม และสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการสร้างพฤติกรรมโภชนาการที่เหมาะสมในกลุ่มเด็ก และทารก ๑.๑.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) เริ่ ม เชื่ อ มและขยายการจั ด ตั้ ง มุ ม นมแม่ ใ นนิ ค มอุ ต สาหกรรมใหญ่ ๆ ๖ แห่ง เพื่อเพิ่มจำนวนสถานประกอบการที่สนับสนุนพนักงานเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (โครงการส่งเสริม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่) ๒) ขยายเขตพื้นที่การศึกษาที่ทุกโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม เพิ่มขึ้น ๒๒ เขต ครอบคลุม ๓,๓๐๐ โรงเรียน เมื่อรวมกับผลงานเดิมเป็น ๕๐ เขต ครอบคลุม ๘,๘๕๓ โรงเรียน (แผนงานรณรงค์เพื่อเด็กไทยไม่กินหวาน) ๓) ศึ ก ษารวบรวมและวิ เ คราะห์ ส ถานการณ์ การทำการตลาดอาหารใน โรงเรียน และจัดทำรายงานเสร็จสิ้น (แผนงานรณรงค์เพื่อเด็กไทยไม่กินหวาน) เพื่อนำไปขับเคลื่อน มาตรการควบคุม ๔) พั ฒ นาเครื่ อ งมื อ เพื่ อ สื่ อ สารและสร้ า งความเข้ า ใจสำหรั บ พ่ อ แม่ ครู พี่เลี้ยงศูนย์เด็ก อสม. อปท. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แล้วเสร็จ และเริ่มเชื่อมประสานกับ อปท. ๑๒๐ แห่ง (สถานรับเลี้ยงเด็ก ๕๐ แห่ง บ้านรับเลี้ยงเด็ก ๑๑ แห่ง ศพด. ๒๔๓ แห่ง โรงเรียน ๒๕๖ แห่ง) ใน ๙ จังหวัด (เชียงใหม่ ลำปาง ขอนแก่น อุดรธานี เพชรบุร นนทบุรี สมุทรปราการ ี สงขลา ภูเก็ต) เพื่อให้มีการนำเครื่องมือดังกล่าวไปใช้สนับสนุนให้ทารก เด็กเล็ก นักเรียนในพื้นที่ ปฏิบัติการ มีโภชนาการที่เหมาะสม แล้วสรุปถอดบทเรียน เพื่อนำไปสู่การขยายผล (โครงการ พัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย) ๕) ทุกแผนงานด้านโภชนาการ และแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคฯ ร่วมกัน พัฒนาข้อเสนอมาตรการควบคุมภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ผ่านเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๒ ๖) ทุกแผนงานด้านโภชนาการ จัดทำหนังสือแสดงข้อมูลและหลักฐานทาง วิชาการ เพื่อคัดค้านการขอลดภาษีสรรพสามิตของบริษัทน้ำอัดลม โดยยื่นหนังสือผ่าน รมช. คลังถึงนายกรัฐมนตรี
๑.๒. แผนงานด้านโภชนาการในกลุ่มผู้ใหญ่ ๑.๒.๑ วัตถุประสงค์ ๑) มุ่งสร้างเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้ แรงกาย ที่เหมาะสม ในกลุ่มผู้ใหญ่ เพื่อป้องกันและลดปัญหาโรคอ้วนลงพุง ซึ่งจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยง ต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ ๒) สนับสนุนให้หน่วยงานเจ้าของเรื่อง และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อการป้องกันและลดปัญหาโรคอ้วนลงพุง และ กำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายนั้น ๑.๒.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) ศึกษา ทบทวน และจัดกระบวนการร่วมกับภาคี เพื่อกำหนดประเด็น ที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาการบริโภคอาหารและการใช้แรงกายในกลุ่มเป้าหมาย แล้ววางกรอบ ด้านการสร้างและจัดการความรู้ ตลอดจนประเด็นนโยบายที่ควรมี เพื่อจัดการกับสาเหตุนั้นๆ ๒) ศึ ก ษาวิ จั ย ในประเด็ น ที่ จ ำเป็ น เพื่ อ นำไปสื่ อ สารสั ง คม และพั ฒ นา ข้อเสนอนโยบาย ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ๓) ค้นหา และทำงานร่วมกับภาคีเจ้าของเรื่อง ทั้งในระดับประเทศ และ ระดับพื้นที่ รวมทั้งพัฒนาและเสริมสร้างสมรรถนะที่จำเป็นให้กับภาคี และสนับสนุนให้มีการดำเนิน งานร่วมกันในการพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการที่เน้นการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้แรงกายที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ๔) ผลิ ต และเผยแพร่ ข้ อ มู ล รวมทั้ ง ทำงานร่ ว มกั บ ภาคสื่ อ สารมวลชน อย่ า งต่ อ เนื่ อ ง เพื่ อ สร้ า งความตระหนั ก และการมี ส่ ว นร่ ว มจากประชาชนทุ ก ภาคส่ ว น ในการ เสริมสร้างพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้แรงกายที่เหมาะสม ๕) พัฒนาและผลักดันข้อเสนอนโยบายทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ที่ช่วยปรับสภาพแวดล้อม และสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและ การใช้แรงกายที่เหมาะสม ๑.๒.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) ศึกษาทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง และจัดเวทีร่วมกับ อย. เพื่อพิจารณา การจัดทำฉลากสีสัญลักษณ์บนซองบรรจุอาหาร ๒) ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนข้อเสนอมาตรการควบคุมภาวะน้ำหนักเกินและ โรคอ้วน ผ่านเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๒
107
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
108
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑.๓. แผนงานอาหารปลอดภัย ๑.๓.๑ วัตถุประสงค์ ๑) เพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในระดับตำบลและอำเภอ ในการจัดการแบบ ครบวงจรนับจากกระบวนการผลิตจนถึงผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลผลิตอาหารที่ ปลอดภัย โดยมีกลไกและนโยบายสนับสนุน ทั้งในระดับพื้นที่และระดับจังหวัด ๒) สนับสนุนให้มีการสรุปบทเรียนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบตาม วัตถุประสงค์ ข้อ ๑ ที่สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ได้ ๑.๓.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) ศึกษา ทบทวน และจัดกระบวนการร่วมกับภาคี เพื่อกำหนดประเด็น ที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา แล้ววางกรอบด้านการสร้างหรือจัดการความรู้ ตลอดจนประเด็น นโยบายที่ควรมี เพื่อจัดการกับสาเหตุนั้นๆ ๒) ค้นหา และทำงานร่วมกับภาคีเจ้าของเรื่อง ในระดับตำบลและอำเภอ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นของภาคีทุกระดับ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ๓) ผลิ ต และเผยแพร่ ข้ อ มู ล รวมทั้ ง ทำงานร่ ว มกั บ ภาคสื่ อ สารมวลชน อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วน ๔) พัฒนาและเสริมสร้างสมรรถนะที่จำเป็น ให้กับภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง สนับสนุนให้มีการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนในข้อต่อต่างๆ ของวงจรอาหารปลอดภัย ๕) พัฒนากลไกและขับเคลื่อนให้เกิดกฎระเบียบ/นโยบาย ระดับท้องถิ่น ระดับองค์กร และระดับจังหวัด อย่างสอดรับซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เป็นไปในทิศทางในการสนับสนุน พฤติกรรมที่ดีและระงับหรือป้องกันพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม รวมถึงกลไกในการกำกับดูแล โดย ความร่วมมือของกลุ่ม/องค์กรที่ตื่นตัว ภาคีหุ้นส่วน ๖) สื่อสาร รณรงค์ และขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคใส่ใจในสุขภาพ และสนับสนุน ให้เกิดกลุ่ม/เครือข่าย รวมทั้งกลไกเพื่อให้เข้าถึงผลผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ๑.๓.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) พัฒนาภาคีผู้ผลิตพืชอาหารปลอดภัยจำนวน ๑,๓๔๘ คน (แผนงานผักฯ ขอนแก่น ๓๖๐ คน แผนงานพืชเชียงใหม่ฯ ๙๘๘ คน) โดยมีผู้ผลิตและเกษตรกรที่ผ่านการรับรอง มาตรฐานการเพาะปลูกทีปลอดภัย ๒๗๓ ราย (เป็น GAP ๙๔ ราย มาตรฐานของเชียงใหม่ ๑๗๙ ราย) ่ ๒) เพิ่มจุดขายผักปลอดภัยที่เป็นตลาดทางเลือก (เปิดขายเฉพาะบางวัน) ๒๙ แห่ง และเปิดจุดขายในตลาดสดทั่วไป ๘ แห่ง (แผนงานพืชอาหารเชียงใหม่ปลอดภัย) ๓) โครงการตลาดเขียวในโรงพยาบาลต้นแบบ ได้พัฒนารูปแบบการสร้าง ตลาดทางเลื อ กเพื่ อ เป็ น ช่ อ งทางจำหน่ า ยผลผลิ ต รวมถึ ง การจั ด หาผั ก ปลอดภั ย ป้ อ นครั ว ของ โรงพยาบาล ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (โดยพัฒนาให้เกิดกลไกจัดการในโรงพยาบาล) พร้อมกับการพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้ผลิตพืชอาหารปลอดภัย (ร่วมกับหน่วยงานด้านเกษตรในพื้นที่)
โดยเปิดขาย ๑ วันต่อสัปดาห์ ใน ๔ โรงพยาบาล (โรงพยาบาลปทุมธานี โรงพยาบาลบางโพ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ รังสิต โรงพยาบาลมิชชั่น) โดยมี โรงพยาบาล ๒ แห่ง (โรงพยาบาล ปทุมธานี และโรงพยาบาลบางโพ) ที่เริ่มรับผักและวัตถุดิบที่ปลอดภัยจากเครือข่าย นำเข้าสู่ครัวเพื่อ ปรุงอาหารให้ผู้ป่วย โดยมีผู้ผลิตและเกษตรกร ๘๖ ราย ในพื้นที่ใกล้โรงพยาบาล จากอำเภอต่างๆ ในจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดนนทบุรีเข้าร่วม ๑.๔. แผนงานฐานทรัพยากรอาหาร ๑.๔.๑ วัตถุประสงค์ ๑) เพื่อรักษาและสร้างความมั่นคงให้กับฐานทรัพยากรอาหาร อัน เป็ น พื้นฐานสำคัญของสุขภาวะคนไทย โดยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของท้องถิ่นและภาคีที่เกี่ยวข้อง ๒) เพื่อสร้างความรับรู้และความตระหนักในสังคมไทย ต่อสถานการณ์ แวดล้อมที่บั่นทอนความมั่นคงของฐานทรัพยากรอาหารไทยอย่างรุนแรงในปัจจุบัน พร้อมไปกับการ ขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนหันมาสนับสนุนการรักษาฐานทรัพยากรอาหารไทยอย่างเข้มแข็ง ๑.๔.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) เสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคีและเครือข่ายทั้งในระดับชุมชนท้องถิ่น กลุ่มผู้บริโภค และประชาคมวิชาการ ในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และ ระบบเกษตรกรรมที่เอื้ออำนวยต่อการรักษาฐานทรัพยากรอาหาร ๒) รณรงค์ และเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นในหมู่ผู้บริโภค เยาวชน และประชาชนโดยทั่วไป เพื่อการบริโภคอาหารที่เกื้อกูลให้เกิดสุขภาวะทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต ๓) สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับฐานทรัพยากรอาหาร ความมั่นคงและ อธิปไตยทางอาหาร ๔) ติดตาม เฝ้า ระวัง สถานการณ์แ ละนโยบายที่ ส่งผลกระทบ และจั ด กระบวนการนำเสนอนโยบายทางเลือกที่เหมาะสม ต่อการรักษาฐานทรัพยากรอาหาร ๑.๔.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) รวมรวมสูตรอาหารพืนบ้านเพิมขึน ๑๐๐ สูตร (รวม ๓ ปี เป็น ๑,๒๐๐ สูตร) ้ ่ ้ ๒) อนุรกษ์พนธุขาวได้เพิมอีก ๗๖ สายพันธุ (รวม ๓ ปี เป็น ๓๗๖ สายพันธุ)์ ั ั ์้ ่ ์ ๓) จัดทำข้อเสนอคัดค้านการเปิดเสรีการลงทุนอาเซียน (ACIA) ใน ๓ สาขา คือการเพาะและขยายพันธุ์พืช การปลูกป่า และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อป้องกันผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ๔) ร่วมผลักดันให้มีการจัดตั้งสำนักงานปฏิรูประบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เกษตรกร ชุมชนและสังคม (สปกช.) เพื่อเป็นกลไกหนึ่งในการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร ๕) ขับเคลื่อน ให้มีการจัดทำแผนพัฒนาป่าชายเลน โดยความร่วมมื อ ระหว่างชุมชนบ้านบางลา อบต. ป่าคลอก และอบจ. ภูเก็ต
109
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพและการพัฒนาระบบยา
๒.๑ วัตถุประสงค์ ๑) เสริมบทบาทและศักยภาพของภาครัฐและเครือข่ายประชาสังคมในการคุ้มครอง ผู้บริโภค ๒) สร้างฐานความรู้สนับสนุนการคุ้มครองผู้บริโภค และการพัฒนาระบบยา ๓) พัฒนานโยบายสาธารณะ โครงสร้าง และกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบยา ๒.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) สร้างและจัดการองค์ความรู้ เพื่อนำไปใช้ในการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับภาค ประชาสังคมที่ทำงานพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค รวมถึงกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคและกลไกการเฝ้าระวัง ระบบยา ๒) พัฒนากลไกและรูปแบบต่างๆ ในการเฝ้าระวังและการจัดการอย่างเหมาะสม กับปัญหาจากผลิตภัณฑ์หรือบริการ พฤติกรรมการบริโภค หรือการใช้ยา ที่ไม่เหมาะสม โดยเน้น การพั ฒ นารู ป แบบและเตรี ย มความพร้ อ มรองรั บ พระราชบั ญ ญั ติ อ งค์ การอิ ส ระเพื่ อ ผู้ บ ริ โ ภค และตัวชี้วัดการคุ้มครองผู้บริโภคระดับชาติ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับ ระบบคุ้มครองผู้บริโภค ๓) สร้างและพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็น ให้กับภาคีเครือข่ายทั้งด้านวิชาการและ กลุ่มประชาสังคมในระดับต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นกลไกในการ คุ้มครองผู้บริโภค และการเฝ้าระวังระบบยาที่เข้มแข็ง ๔) นำข้อมูลและองค์ความรู้ที่ทันสมัย มาใช้เพื่อสื่อสารสู่สังคม ให้เกิดการรับรู้ และสร้างความเข้าใจในวงกว้างถึงสถานการณ์ความเสี่ยงจากระบบยา และผลิตภัณฑ์หรือบริการ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ๕) พั ฒ นาและผลั ก ดั น นโยบาย และกฎหมายที่ เ กี่ ย วข้ อ ง เพื่ อ สนั บ สนุ น และ ยกระดับ การคุ้มครองผู้บริโภคที่เชื่อมโยงถึงสุขภาพ และการเฝ้าระวังระบบยา ๒.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) สนั บ สนุ น และร่ ว มจั ด ทำร่ า งแผนปฏิ บั ติ ก ารเพื่ อ การเข้ า ถึ ง ยาถ้ ว นหน้ า
ของประชากรไทย เสร็จสิ้น ซึ่งขับเคลื่อนต่อเนื่องจากมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๕๑ เพื่อสนับสนุนผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มยากจน ให้สามารถเข้าถึงยาที่จำเป็น และส่งเสริมราคายาใน ประเทศที่สอดคล้องกับค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมยาในประเทศให้ ได้มาตรฐาน
110
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒) พัฒนาข้อเสนอมาตรการยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม เพื่อลด ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสุขภาพของผู้ป่วย ผ่านเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที ๒ ่ เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ และในปี ๕๓ ได้ทำงานร่วมกับ สช. และภาคีอื่นๆ เพื่อจัดทำแผน ปฏิบัติการ ที่เคลื่อนต่อเนื่องจากมติดังกล่าวไปสู่การปฏิบัต ิ ๓) ผลักดัน ร่าง “พระราชบัญญัติ
องค์การอิสระผู้บริโภค” ฉบับประชาชน ให้ได้รับ การบรรจุในระเบียบวาระการประชุมของสภาผู้แทนฯ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่ยังไม่ได้รับการ พิจารณา เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง (คาดว่า จะเริ่มมีการพิจารณา ในเดือน สิงหาคม ๒๕๕๓) ๔) รวบรวมองค์ ความรู้ รณรงค์ เ ผยแพร่ และทำงานร่ ว มกั บ ภาคส่ ว นต่ า งๆ โดยเฉพาะ สคบ. กระทั่งมีการออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก (ฉบับที ๒๙) พ.ศ. ๒๕๕๓ ่ เรื่ อ ง ให้ ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ที่ มี ส่ ว นประกอบของแร่ ใ ยหิ น เป็ น สิ น ค้ า ที่ ค วบคุ ม ฉลาก (ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๓) โดยมีคำเตือนว่า “ระวังอันตราย ผลิตภัณฑ์นี้มีแร่ใยหิน เป็นส่วนประกอบ การได้รับสารนี้เข้าสู่ร่างกาย อาจก่อให้เกิดมะเร็งและโรคปอด” ๕) ร่วมกับทันตแพทยสภา สคบ. และภาคส่วนต่างๆ รณรงค์และสร้างเครือข่าย ระดับจังหวัด ในการเฝ้าระวังและเผยแพร่ข้อมูล เพื่อป้องกันอันตรายจาก “การจัดฟันแฟชั่น” และดำเนินการขยายผลมากขึ้น ๖) พัฒนาเครือข่าย “ปฏิวัติน้ำมันทอดซ้ำ” โดยมีศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลฯ เป็นภาคีหลัก เพื่อขยายผลต่อจากการพัฒนาชุดทดสอบน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ โดยเน้นการ ทำงานร่วมกับสถานศึกษาขนาดใหญ่ เพื่อได้ต้นแบบปฏิบัติการจริง โดยเบื้องต้นมีสถานศึกษา เข้าร่วม ๒๑ แห่ง
111
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓. แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ
๓.๑ วัตถุประสงค์ ๑) เพื่อปรับและสร้างเจตคติของคนทุกเพศทุกวัยในสังคมไทย ให้มีมุมมองเชิงบวก มี ฐ านคิ ด เรื่ อ งเพศที่ ถู ก ต้ อ ง ปราศจากอคติ และรู้ เ ท่ า ทั น อิ ท ธิ พ ลจากระบบวั ฒ นธรรมและ กระบวนการขัดเกลาเลี้ยงดู ซึ่งจะช่วยให้สังคมเข้าถึงการมีสุขภาวะทางเพศ อันจะนำไปสู่การลด ปัญหาการกระทำรุนแรงทางเพศ การท้องไม่พร้อม และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่างยั่งยืน ๒) ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนามาตรการเร่งด่วนเพื่อ ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ที่สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานระยะยาว และมาตรการหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่ ในระหว่างการพัฒนาโดยหน่วยงาน-องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
๓.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) ผลักดันนโยบาย กฎหมาย และระบบบริการที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะทางเพศ โดยเน้นการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ ข้อมติสมัชชาสุขภาพประเด็น ์ สุขภาวะทางเพศ และเสริมความเข้มแข็งแก่ระบบให้บริการปรึกษาภาครัฐและเอกชน รวมทั้ง การผลักดันให้คณะกรรมการพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติมีการดำเนินงานในเชิงนโยบาย ที่สร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ ๒) เสริมศักยภาพภาคีเครือข่ายให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งขยายจำนวน ภาคีและเสริมขีดความสามารถของภาคีผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่เดิม ๓) สร้างและจัดการความรู เพื่อประโยชน์ของภาคีเครือข่าย โดยเน้นการวิเคราะห์ ้ หาส่วนขาดขององค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนงาน การนำข้อมูลจากงานวิจัยมาจัดทำชุด ความรู้ เพื่อสนับสนุนการทำงานของภาคีและพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ๔) สื่อสารสังคมเพื่อปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานเรื่องเพศในระดับต่างๆ โดยมุ่งเน้นการ ผลิตข้อมูลเพื่อสื่อสารสาธารณะในช่องทางต่างๆ รวมทั้งทำงานกับองค์กรวิชาชีพสื่อ
112
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) สนับสนุนองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พัฒนา “ส่วนจัดแสดงนิทรรศการ สร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ” ซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศอย่างเป็นทางการ แห่งแรกในประเทศ โดยเริ่มเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ณ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ รังสิต คลอง ๕ โดยคาดว่าจะมีเยาวชนปีละกว่า ๑ แสนคน ได้เรียนรู้เรื่องสุขภาวะทางเพศ ผ่านช่องทางนี้ ๒) เปิดเวบไซต์ “Talk about Sex” เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เพื่อเผยแพร่ ข้อมูล และตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศ ซึ่งนับถึงปัจจุบันมีผู้เข้าชมแล้วกว่า ๑๑,๐๐๐ ครั้ง มีการตั้งกระทู้คำถามรวมกว่า ๑๐๐ ข้อ และกำลังเตรียมรวบรวมข้อคำถามที่ถามบ่อย จัดทำเป็น เอกสารเผยแพร่ ๓) ทำงานร่ ว มกั บ สำนั กรณรงค์ แ ละเผยแพร่ สสส. ในการพั ฒ นาเนื้ อ หาและ กระบวนการจัดทำสื่อ เพื่อเตรียมเผยแพร่ผ่านสื่อกระแสหลัก ที่จะช่วยเอื้อให้คนทุกเพศวัยได้ปรับ เจตคติเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศและนำไปสู่การเรียนรู้ที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องนี้ (เริ่มเผยแพร่ ในเดือนกันยายน ๒๕๕๓) ๔) ร่วมกับทีมงาน สสส. สร้างเครือข่าย และพัฒนาภาคีเพื่อทำงานด้านการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น อย่างเป็นระบบ ๕) พั ฒ นาแนวทางการจั ด กระบวนการเรี ย นรู้ สุ ข ภาวะทางเพศ เพื่ อ การ เปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม โดยแบ่งออกเป็นกระบวนการระยะสั้น (๓ วัน) ระยะยาว (๑๐ วัน)
๔. แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต
๔.๑ วัตถุประสงค์ ๑) พัฒนาการเข้าถึงบริการ “สร้างเสริมสุขภาพจิต” สำหรับเยาวชนและครอบครัว และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ๒) พัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพจิตระดับจังหวัดและระดับประเทศ เพื่อนำมาใช้เป็น กรอบกำหนดนโยบายทางสังคมในแผนพัฒนาระดับจังหวัดและระดับชาติ ๓) พัฒนานวัตกรรม และบูรณาการเครื่องมือ ประเภทสื่อการเรียนรู้ องค์ความรู้ และธรรมะสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อการจัดบริการสร้างเสริมสุขภาพจิต และพัฒนา รูปแบบการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบูรณาการ ๔) พัฒนาภาคีและเครือข่าย ทั้งภาคีภาควิชาการ หน่วยบริการ และภาคีทางสังคม เพื่อสนับสนุนและเสริมหนุนการสร้างเสริมสุขภาพจิตในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ๕) พั ฒ นาทุ น ทางสั ง คม เพื่ อ ให้ ป ระชาชนเกิ ด ความไว้ วางใจ เกื้ อ กู ล กั น และ กันภายในชุมชน ๔.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) รวบรวม จัดระบบ และพัฒนา เพื่อประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีอยู ให้สะดวกต่อการ ่ เข้าถึงและการนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยกลุ่มเป้าหมายต่างๆ โดยเฉพาะเยาวชนและครอบครัว ๒) พัฒนาศักยภาพเครือข่ายทางวิชาการด้านสุขภาพจิต และเชื่อมโยงไปสู่การ หนุนเสริมบทบาทของภาคีต่างๆ ในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสุขภาพจิต ๓) กระตุ้นและเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีในการสร้างเสริมสุขภาพจิต ๔) รณรงค์ เผยแพร่ข้อมูลและความรู้สู่สังคม โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับสุขภาพจิตของเยาวชนและครอบครัว ๕) พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย และขับเคลือนให้เกิดมาตรการหรือกลไก ทีสนับสนุน ่ ่ การสร้างเสริมสุขภาพจิตสำหรับเยาวชนและครอบครัว ทั้งในระดับพื้นที่จนถึงระดับประเทศ ๔.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) “นวัตกรรม” สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ๓ สื่อ คือ สื่อการ เรียนรู้ความเข้มแข็งทางใจ (ในวัยรุ่น) เทคนิคการคุยกับลูกวัยรุ่น และสื่อเสียง-พร้อมคู่มือ “พ่อแม่ เลี้ยงบวก (เด็กเล็ก)” ได้มีการนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง และการประเมินเบื้องต้นในปี ๕๓ พบว่า สื่อการเรียนรู้ความเข้มแข็งทางใจ มีการใช้และขยายผลเพิ่มใน ๕๓ สพท. ซึ่งใช้งบฯ แหล่งอื่น ผลิตซ้ำและส่งให้ทุกโรงเรียน ๑,๙๒๐ แห่งในพื้นที่ได้ใช้
113
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
นอกจากนี้ กรมพินิจและคุ้มครองเด็ก ได้นำสื่อการเรียนรู “เทคนิคการคุยกับลูกวัยรุ่น” และ ้ สื่อเสียง-พร้อมคู่มือ “พ่อแม่เลี้ยงบวก” ไปประยุกต์ใช้กับงานดูแลเยาวชนในสถานพินิจฯ ทุกแห่ง และกำหนดเป็นตัวชี้วัดสำหรับการประเมินเด็กและพัฒนาคุณภาพงานของหน่วยงาน ๒) ทำงานร่ ว มกั บ สำนั ก งานสถิ ติ แ ห่ ง ชาติ และสถาบั นวิ จั ย ประชากรศาสตร์ ม.มหิดล สำรวจและจัดทำรายงานสถานการณ์สุขภาพจิตประจำปี ๒๕๕๒ และกำลังขยายผลสู ่ การจัดทำรายงานสถานการณ์สุขภาพจิตรายจังหวัด เพื่อนำไปใช้ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาระดับ จังหวัดและประเทศ ๓) สนับสนุนศาลอาญาธนบุร ในการจัดทำหลักสูตรการให้คำปรึกษา สำหรับอบรม ี อาสาสมัครเป็นผู้ประนีประนอมที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาภายในคลินิกให้คำปรึกษาสำหรับ คู่กรณีที่มาขึ้นศาล มีผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นผู้ประนีประนอมที่เข้ารับการอบรม ๓๐ คน และมีการ วางระเบียบภายในเพื่อจัดการประสานโครงการให้เข้ากับระบบงานศาลที่มีอยู่เดิม
๕. แผนงานสนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติด
114
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๕.๑ วัตถุประสงค์ ๑) ศึกษาและประเมินนโยบายตลอดจนวิธีการดำเนินงาน เพื่อสังเคราะห์และ พัฒนาข้อเสนอนโยบายด้านยาเสพติดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของปัญหาและบริบทของประเทศ บนพื้นฐานของวิชาการและข้อมูลจริง ๒) ศึกษาและพัฒนาโครงการนำร่องในระดับพื้นที่เพื่อทดสอบข้อเสนอนโยบายที ่ จัดทำขึ้น รวมถึงการถอดบทเรียน เพื่อนำไปสู่การขยายผลโดยหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้อง ๓) ขับเคลื่อนภาคประชาสังคมผ่านการสื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างความรั บ รู ้ ที่เหมาะสม ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมสนับสนุนในการแก้ไขปัญหา ๕.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) สร้างและจัดการองค์ความรู้ที่จำเป็น เพื่อประเมินนโยบายและวิธีการดำเนินงาน รวมถึงการสังเคราะห์และพัฒนาข้อเสนอนโยบายด้านยาเสพติด ๒) ศึกษาและพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวังปัญหา โดยใช้ฐานวิชาการทาง ระบาดวิทยาร่วมกับวิชาการด้านอื่นๆ ๓) ประสานความร่วมมือระหว่างภาคีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อน ประเด็นนโยบายที่ร่วมกันพัฒนาขึ้น ๔) ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านวิชาการและกลุ่มประชาสังคมในระดับพื้นที่ เพื่ อ ศึ ก ษาถอดบทเรี ย นพื้ น ที่ ที่ มี ความสำเร็ จ ในการป้ อ งกั น และแก้ ไ ขปั ญ หายาเสพติ ด ที่ ยั่ ง ยื น แล้วนำไปพัฒนาในพื้นที่นำร่องเพื่อทดสอบการขยายผล
๕) ทำงานร่ ว มกั บ แผนงานและภาคี ด้ า นสื่ อ สารสาธารณะเพื่ อ ขั บ เคลื่ อ นภาค ประชาสังคม เมื่อได้องค์ความรู้ที่มีความชัดเจน ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ๕.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ การศึกษาและถอดบทเรียน แนวทางการดำเนินงานบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด แบบสมัครใจ ที่มีอัตราผู้เข้ารับบริการสูงอย่างต่อเนื่องใน ๕ พื้นที่ เพื่อนำไปสังเคราะห์เป็นนโยบาย ในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแบบสมัครใจ
๖. แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ
๖.๑ วัตถุประสงค์ สนับสนุนการสร้างและจัด การความรู้ เพื่อนำไปใช้ ในการออกแบบและพัฒ นา นโยบายและกลไกที่มีประสิทธิภาพ ในการดูแลและจัดการปัญหาที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผล กระทบต่อสุขภาวะของประชาชนอย่างรุนแรง (โดยในระยะแรก เน้นปัญหาสิ่งแวดล้อมใน ๓ เรื่องคือ มลภาวะทางอากาศ มลพิษจากอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ๖.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) เชื่อมโยงภาคีหลัก รวมถึงหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่องเพื่อสร้างเป้าหมาย การทำงานร่วม โดยเน้นเป้าหมายที่เป็นจุดคานงัดที่จะนำไปสู่การลดปัญหาที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม ทียงยืนได้ ่ ั่ ๒) สร้าง รวบรวมและจัดการความรู้ ที่มุ่งเป้าเฉพาะ เพื่อนำไปพัฒนาระบบการ เฝ้ า ระวั ง และเตื อ นภั ย รวมถึ ง พั ฒ นาเทคโนโลยี ที่ เ หมาะสม ในการป้ อ งกั น และลดปั จ จั ย เสี่ ย ง ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม ๓) พัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะ ทั้งในระดับประเทศและ ระดับท้องถิ่น ที่ มีผลกระทบสูงต่อการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม ๔) สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะและเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรภาคี และเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมได้ อย่างมีประสิทธิผล ๕) สนับสนุนหน่วยงานหลักให้สามารถดำเนินการตามกฎหมาย และสนับสนุน การพัฒนาระบบบริการสาธารณะ เพื่อป้องกันหรือลดปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม รวมทั้งรองรับ ภัยในกรณีฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๖) สื่อสารสาธารณะ และรณรงค์ เพื่อขับเคลื่อนและสร้างความตระหนักของสังคม บนพื้นฐานของการถ่ายทอดข้อมูลสำคัญในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่สกัดได้จากองค์ความรู้ที่ผลิต และรวบรวมได้
115
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๖.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) โครงการความร่วมมือจัดการไฟป่าแบบผสมผสานเพื่อลดปัญหาหมอกควัน ในภาคเหนือ ได้สร้างความร่วมมือกับภาครัฐและภาคีอื่นๆ ผลักดันให้มีการตั้งคณะทำงานระดับ อำเภอ เพื่อการจัดการไฟป่าและหมอกควันใน ๒ อำเภอ คือ เชียงดาว และจอมทอง และได้พัฒนา ความร่วมมือกับชุมชน ได้ชุมชนที่จะพัฒนาเป็นต้นแบบชุมชนจัดการไฟป่าแบบผสมผสานแล้ว ๗๐ ชุมชน ๒) โครงการหน่ ว ยสนั บ สนุ น การปรั บ ตั ว เพื่ อ รั บ มื อ กั บ การเปลี่ ย นแปลงของ ภู มิ อากาศ (โดยมู ล นิ ธิ ส ายใยแผ่ น ดิ น ) ได้ ร วบรวมและแปล-เรี ย บเรี ย งองค์ ความรู้ เ รื่ อ งการ เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ จากเอกสารต่างประเทศเป็นภาษาไทย เพื่อถ่ายทอดสู่ภาคีในพื้นที่ ปฏิบัติการ จำนวน ๕ เล่ม และได้พัฒนาโครงการปฏิบัติการในระดับพื้นที่ ๑๒ โครงการ เพื่อศึกษา แนวทางการปรับตัวด้านการเกษตรและการเตือนภัยจากความแปรปรวนของภูมิอากาศ
116
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ
สถานการณ์ แนวคิด และความสำคัญของแผน ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้ชี้ให้เห็นปัญหาความไม่เป็นธรรม ทางสุขภาพที่ดำรงอยู่ ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ในความแตกต่างของสถานะสุขภาพทั้งระหว่างประเทศ และ ระหว่างประชากรกลุ่มต่างๆ ในแต่ละประเทศ และได้มีมติมุ่งให้ประเทศสมาชิก ดำเนินการ อย่ า งจริ ง จั ง เพื่ อ แก้ ไ ขความเหลื่ อ มล้ ำ ของปั จ จั ย ทางสั ง คมที่ ก ำหนดสุ ข ภาพต่ า งๆ (social determinants of health) เพื่อขจัดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพลงให้ได้ภายในเวลาหนึ่งชั่วอายุคน ในสังคมไทยเอง มีปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพอยู่ไม่น้อย โดยมีสาเหตุจากความ เหลื่อมล้ำ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย การเข้าถึงทรัพยากร และอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้เกิด ความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึง การใช้สิทธิและโอกาส ที่มีให้ในสังคม ส่งผลให้เกิดความยาก ลำบากในการเข้าถึงการมีสุขภาวะหรือคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะกับประชากรบางกลุ่ม ทั้งนี อุปสรรคที่ก่อให้เกิดความยากลำบากในการเข้าถึงการมีสุขภาวะหรือคุณภาพชีวิตที่ดี ้ ของประชากรกลุ่มต่างๆ โดยทั่วไปมีสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๑. สภาวะสุขภาพ ประชากรกลุ่มที่มีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ หรือมีปัญหาของโรคหรือ การเจ็บป่วยที่เป็นลักษณะจำเพาะบางอย่างจะมีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าประชากรทั่วไป เช่น คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะขาดอาหาร ผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ เป็นต้น ๒. ฐานะทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มประชากรผู้ที่มีความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ จะมีโอกาส เสี่ยงสูงต่อการสูญเสียสุขภาวะอันเนื่องจากความขาดแคลนในปัจจัยสี ซึ่งเป็นพื้นฐานของ ่ การดำรงชีวิต ประชากรกลุ่มนี้ได้แก่ กลุ่มชายขอบต่างๆ และกลุ่มชาติพันธุ ์ ๓. การขาดโอกาสทางการศึกษา ไม่มีงานทำ ไม่มีความปลอดภัยในการทำงาน ล้วนนำไปสู่ โอกาสเสี่ยงต่อการสูญเสียสุขภาวะ ๔. การขาดการรวมกลุ่ม มีผลให้ขาดความเข้มแข็งของกลุ่มและขาดอำนาจต่อรองเพื่อ ผลักดันนโยบาย หรือสร้างโอกาสในการเข้าถึงการมีสุขภาวะที่ดี ๕. การขาดการสนับสนุนทางนโยบายของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าถึงสิทธิ และโอกาส
๕
117
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๖. การขาดความตระหนักของสังคมโดยรวม ทำให้ขาดการศึกษาทำความเข้าใจในปัญหาของ กลุ่มประชากรดังกล่าว จึงขาดการรับรู้ของสังคม นำไปสู่การละเลยทางนโยบาย กฎหมาย และการสนับสนุนทางสังคมโดยรวม
118
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สถานการณ์ของปัญหา โดยทั่วไปการจัดแบ่งกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางต่อการสูญเสียสุขภาวะ ออกเป็นกลุ่ม ต่างๆ จะพิจารณาถึงลักษณะจำเพาะหรือปัจจัยต่างๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเน้นในกลุ่มที่มี ปัจจัยที่ทำให้ประชากรในกลุ่มดังกล่าว มีโอกาสเสี่ยง หรือขาดโอกาส หรือมีอุปสรรคในการเข้าถึง การมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยอาจพิจารณาการแบ่งกลุ่มได้ดังนี้ ๑) อายุ : กลุ่มเด็ก กลุ่มผู้สูงอายุ ๒ เพศ : กลุ่มผู้หญิง กลุ่มบุรุษ กลุ่มเพศทางเลือก ๓ สภาวะสุขภาพ : กลุ่มผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรม โรคที่มีลักษณะจำเพาะ หรือโรคเรื้อรังต่างๆ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ๔) ปัจจัยทางศาสนา ความเชื่อ สัญชาติ : กลุ่มพระภิกษุ กลุ่มมุสลิม กลุ่มชาวเขา กลุ่ม ชาติพันธุ์ต่างๆ กลุ่มคนข้ามชาติ คนไร้สัญชาติ ฯลฯ ๕) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และสิงแวดล้อม : กลุมแรงงานนอกระบบ แรงงานเคลือนย้ายถิน ่ ่ ่ ่ กลุ่มคนเร่ร่อน ชาวไทยภูเขา ฯลฯ ซึ่ ง สถานการณ์ ด้ า นสุ ข ภาพและปั จ จั ย ที่ เ กี่ ย วข้ อ ง ในประชากรกลุ่ ม ต่ า งๆ ดั ง กล่ า ว ตามข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถสรุปโดยสังเขปได้ดังนี ้ ๑. ผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของจำนวนและอัตราส่วนของประชากรกลุ่มผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งประเทศ มีความชัดเจนมากขึ้นตลอดระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา อันเป็นแนวโน้มเช่นเดียวกับประเทศที่มีความ ก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ซึ่งเป็นผลจากพัฒนาการทางการแพทย์และ สาธารณสุขที่ช่วยให้ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น (ขณะที่อัตราการเกิดมีแนวโน้มลดลง) ข้อมูล จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประมาณการจำนวนประชากร ผู้สูงอายุว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ มีผู้สูงอายุราว ๗.๓ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๑๑.๓ ของประชากร ทั้งหมด และคาดการณ์ว่า จะเพิ่มขึ้นเป็น ๑๐.๗ ล้านคน หรือร้อยละ ๑๕.๓ ในปี ๒๕๖๓ ซึ่งการ เพิมในปริมาณทีมากขึนนี หน่วยงานต่างๆ ทีเ่ กียวข้องจะต้องมีการเตรียมการรองรับปัญหาทีจะเกิดขึน ่ ่ ้ ้ ่ ่ ้ ปัญหาทางสุขภาพและสุขภาวะของผู้สูงอายุมีหลายด้าน เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพอนามัย การมีโรคประจำตัวหรือโรคเรือรังต่างๆ การสูญเสียสมรรถภาพความแข็งแรงของร่างกาย การเปลียนแปลง ้ ่ ทางจิตใจ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้การดูแลส่งเสริมเพื่อให้กลุ่ม ผู้สูงอายุ สามารถดำรงการมีสุขภาวะที่ดีอยู่ได้ จำเป็นต้องใช้ศาสตร์หลายๆ ด้าน และต้องผสมผสาน การทำงานอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการแพทย์ ด้านสังคม และด้านอื่นๆ
๒. กลุ่มผู้หญิง โดยธรรมชาติ โ อกาสที่ ท ารกจะเกิ ด มาเป็ น เพศชายจะมี ม ากกว่ า เพศหญิ ง เล็ ก น้ อ ยเสมอ แต่ ในตลอดช่วงชีวิต กลุ่มประชากรผู้หญิงจะอยู่รอดมากกว่า ทำให้ โครงสร้างประชากรผู้หญิง โดยรวมมี จ ำนวนมากกว่ า ชาย จากข้ อ มู ลวิ ช าการเรื่ อ งความไม่ ส มดุ ล ของประชากรชายและ หญิงในประเทศไทย (ศ.ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล และคณะ) พบว่าในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ประเทศไทย มีประชากร ๖๓.๑ ล้านคน เป็นชาย ๓๑ ล้านคน และหญิง ๓๒ ล้านคน โดยมีจำนวนหญิงมากกว่า ชายถึง ๙ แสนคน ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนแตกต่างระหว่างเพศที่มากที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในสังคมไทย แม้ว่ากลุ่มผู้หญิงจะมีจำนวนประชากรมากกว่า และมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่า แต่สภาวะ สุขภาพและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อาจมีความซับซ้อนและรุนแรงมากกว่า รวมทั้งการเข้าถึงบริการ สาธารณะ หรือโอกาสในการได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากสังคม กลับน้อยกว่าหรือยุ่งยากลำบาก กว่าผู้ชาย ปัญหาทางสุขภาพสำหรับผู้หญิงจะมีความเด่นชัด เมื่อผู้หญิงเข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์ จนกระทั่งถึงวัยหมดประจำเดือน โดยปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะการตั้งครรภ์ การแท้งบุตร การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และสุขภาพในช่วงวัยหมดประจำเดือน ส่วนความเจ็บป่วยที่พบใน เพศหญิงและถือเป็นสาเหตุของการตายในลำดับต้นๆ คือ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม นอกจากปัญหาภาวะสุขภาพที่แตกต่างกันแล้ว ปัญหาที่มีลักษณะจำเพาะในกลุ่มผู้หญิงที่สำคัญ คือ การถูกกระทำรุนแรงทางเพศ ปัญหาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และ การที่ผู้หญิงเข้าถึงบริการทางสังคมได้น้อยกว่า เช่น การได้รับการศึกษา การมีงานทำและรายได้ที่ เหมาะสม ซึ่งเป็นสาเหตุโดยอ้อมที่ทำให้กลุ่มผู้หญิงมีสุขภาวะที่ด้อยกว่าผู้ชาย ๓. กลุ่มผู้ชาย แม้ว่าในแต่ละปีจำนวนทารกชายจะมีจำนวนมากกว่าหญิง แต่ในที่สุดจำนวนผู้ชายโดยรวม จะน้อยกว่าหญิง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะอัตราการตายของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงในทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวและวัยทำงานความแตกต่างจะมีมากขึ้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ ชายไทยมีอัตราการตายสูงกว่าเกิดจากปัจจัยทางสรีรวิทยา พฤติกรรมการเลี้ยงดู และความเชื่อใน สังคม ทำให้เพศชายมีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ มากกว่าเพศหญิง เช่น พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา พฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย พฤติกรรมในการดูแลสุขภาพ รวมทั้งพฤติกรรมความรุนแรงต่างๆ ทำให้เพศชายมีโอกาสเจ็บป่วย หรือประสบอันตรายจากพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้นมากกว่าเพศหญิง ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ให้ความสนใจในประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพของกลุ่มผู้ชายน้อยมาก เพราะ คิดว่าผู้ชายมีสุขภาพแข็งแรง จึงทำให้ละเลยในการให้ความสำคัญและขาดมาตรการในการป้องกัน พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ในกลุ่มผู้ชาย ๔. กลุ่มคนพิการ จากการสำรวจคนพิการของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี ๒๕๕๐ พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนคน พิการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๑.๗ เป็นร้อยละ ๒.๙ ซึ่งจำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความ
119
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
120
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
พิการที่เกิดขึ้นในภายหลัง เช่น การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ปัญหาความรุนแรงต่างๆ หรือเกิดจากการ เจ็บป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหลอดเลือดสมอง จากการ สำรวจคุณภาพชีวิตและความบกพร่องของร่างกาย โดยสำนักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ พบว่า ความชุกของประชากรอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ที่ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน ได้เท่ากับร้อยละ ๓.๘๕ เพศหญิงมีความชุกสูงกว่าเพศชาย (ร้อยละ ๔.๒๑ และร้อยละ ๓.๔๗ ตาม ลำดับ) โดยมีปัญหาในการเดินร้อยละ ๑.๔๕ ปัญหาที่ดวงตาและการมองเห็นร้อยละ ๑.๐๑ และ ปัญหาการได้ยินร้อยละ ๐.๕๐ นอกจากปัญหาทางสุขภาพและสูญเสียสมรรถภาพของกลุ่มคนพิการ ดังกล่าวแล้ว กลุ่มคนพิการส่วนใหญ่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลให้สุขภาวะและคุณภาพชีวิตแย่ลงไป กว่าเดิมอีก เช่น คนพิการส่วนใหญ่ มักจะมีฐานะยากจน ไร้ที่อยู่อาศัย เป็นชนกลุ่มน้อย และ ไม่สามารถเข้าถึงบริการหรือสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ มาตรการที่สำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะสำหรับคนพิการ ได้แก่ การพัฒนาระบบบริการใน การฟื้นฟูสุขภาพ การผลักดันนโยบายสาธารณะในการดูแล และให้สิทธิคนพิการในการเข้าถึงบริการ สาธารณะต่างๆ การมีงานทำ การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตได้เช่นคนปกติ ทั่วไปในสังคม และการสร้างเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของกลุ่มคนพิการ ๕. กลุ่มมุสลิมไทย จากการสำรวจสภาวะทางสังคมและวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๑ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีคนไทยนับถือศาสนาอิสลามร้อยละ ๕.๔ และถ้าพิจารณาในระดับพื้นที โดยเฉพาะในเขต ่ จังหวัดภาคใต้ สัดส่วนของผู้นับถือศาสนาอิสลามบางจังหวัด อาจมากกว่าร้อยละ ๙๐ การนับถือ ศาสนาที่แตกต่างกัน ย่อมมีผลต่อแนวคิด วิถีชีวิต และพฤติกรรม ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปยังสุขภาวะของ แต่ละบุคคล ตลอดจนชุมชนด้วย ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายของคำสอนและแนวปฏิบัติของแต่ละศาสนา ย่อมเน้นผลในเชิงบวกต่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของบุคคลที่นับถือศาสนานั้นๆ โดยเฉพาะ สุขภาวะทางจิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตามในบางสถานการณ์และบางพืนที ความแตกต่าง ้ ่ ในการนับถือศาสนา อาจเชื่อมโยงกับบางปัจจัยที่ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงการมีสุขภาวะ ที่ดีได้ เช่น กรณีของประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประกอบกับ ความเป็นชนเชื้อสายมลายูที่มีภาษา ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะสูง ทำให้เป็น อุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการสาธารณะโดยเฉพาะบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ก่อให้เกิด ปัญหาสุขภาพในหลายๆ ด้าน เช่น ภาวะทุพโภชนาการ โรคติดต่อต่างๆ ปัญหาอนามัยแม่และเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ในภาวการณ์ปัจจุบันที่มีปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้สถานการณ์ เลวลงไปอีก การแก้ไขปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะและมีความซับซ้อนอย่างมากของสาเหตุในพื้นที ่ ดังกล่าว จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน และดำเนินการโดยเน้นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคประชาสังคม
๖. กลุ่มแรงงาน ผลการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติใน พ.ศ. ๒๕๕๑ ระบุว่า ประชากรในวัยแรงงาน ของไทยมีอยู่ราว ๓๗.๘ ล้านคน กลุ่มใหญ่ที่สุดเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีราว ๒๔.๑ ล้านคน รองลงมาเป็นกลุ่มลูกจ้างในระบบประกันสังคมราว ๙ ล้านคน และเป็นกลุ่มข้าราชการและลูกจ้างรัฐ ราว ๒ ล้านคน ทั้งนี้ แรงงานกลุ่มใหญ่ที่สุด ๒ กลุ่มแรกมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียสุขภาวะอันเนื่อง มาจากการทำงานสูงมากอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นในปี ๒๕๔๙ สำนักงานกองทุนเงินทดแทน ระบุ จำนวนลูกจ้างในระบบประกันสังคมที่ประสบอันตรายจากการทำงานถึง ๒๐๔,๒๕๗ คน โดยมี ผู้เสียชีวิตถึง ๘๐๘ คน สูญเสียอวัยวะบางส่วน ๓,๔๑๓ คน และป่วยเรื้อรังด้วยโรคจากการ ทำงานถึง ๗,๘๕๙ คน จึงเห็นได้ว่า แม้กลุ่มแรงงานในระบบ ก็ประสบปัญหาความไม่ปลอดภัย จากการทำงานเป็นจำนวนมาก ในส่ ว นแรงงานนอกระบบ ซึ่ ง หมายถึ ง ผู้ มี ง านทำที่ ไ ม่ ไ ด้ อ ยู่ ใ นระบบการจ้ า งงานตามที่ กฎหมายกำหนด ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆ ตามกฎหมายการจ้างงาน แรงงานนอกระบบ อาจเป็นเกษตรกร ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือรับจ้างให้บริการต่างๆ ก็ได้ จึงถือเป็นประชากรวัย ทำงานกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกจากกลุ่มแรงงานนอกระบบจะไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการ ต่างๆ แล้ว ประชากรกลุ่มนี้ยังถือเป็นประชากรกลุ่มเสี่ยงต่อการประสบอันตรายจากการทำงาน อันเนื่องมาจากแรงงานนอกระบบมักจะทำงานที่มีความเสี่ยงสูง ไม่มีเงินลงทุนในการติดตั้งระบบ ป้องกัน ขาดความรู้ในการป้องกันตนเอง และภาครัฐเองก็ยังไม่มีการจัดบริการอาชีวอนามัยได้อย่าง เป็นระบบและทั่วถึง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนามาตรการต่างๆ รวมทั้งการผลักดันเชิงนโยบายใน หลายด้าน เพื่อการดูแลประชากรกลุ่มแรงงานให้มีสุขภาวะที่ดี อันจะส่งผลต่อเนื่องถึงการสร้าง ความมั่นคงทั้งด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจของชาติในระยะยาว ๗. ประชากรและแรงงานข้ามชาติ จากสภาพปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาทางการเมือง ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของ ประชากร จากชนบทเข้าสู่เมือง และจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งผู้อพยพเหล่านั้น คิดว่าจะได้พบสภาพและโอกาสเพื่อการดำรงชีพที่ดีกว่า ปัจจุบันมีประชากรข้ามชาติที่อพยพเข้ามา อยู่ในประเทศไทยทั้งที่ถูกกฎหมายและลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก จากข้อมูล การขึ้นทะเบียนล่าสุด ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ มีแรงงานข้ามชาติ ในประเทศที่ขอขึ้น ทะเบียนกว่า ๘ แสนคน ส่วนใหญ่มาจากประเทศพม่า รองลงมาคือ คือ ลาว และกัมพูชา ปัจจุบันคาดประมาณกันว่าจำนวนคนข้ามชาติที่เข้ามาอยู่ ในประเทศไทยจริงๆ น่าจะมีจำนวน ประมาณ ๒ ล้านคน การที่มีจำนวนคนข้ามชาติเป็นจำนวนมากเช่นนี้ ในด้านหนึ่งเป็นส่วนที่เพิ่ม ผลผลิตทางเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะในภาคที่ใช้แรงงานเป็นต้นทุนส่วนใหญ่) แต่ในอีกด้านก็ก่อให้เกิด ผลกระทบต่ อ ประเทศทั้ ง ในเชิ ง จิ ต วิ ท ยาและในเชิ ง ประจั ก ษ์ เช่ น ปั ญ หาด้ า นความมั่ น คง
121
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ความปลอดภัย และปัญหาด้านสาธารณสุข ซึ่งมีตั้งแต่ปัญหาการระบาดของโรคต่างๆ ปัญหาอนามัย แม่และเด็ก ปัญหาการสุขาภิบาล และปัญหาด้านอาชีวอนามัย โดยที่ปัญหานี้เกิดขึ้นในประเทศ ต่างๆ เกือบทั่วโลก จึงมีกฏหมายและแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้องซึ่งประเทศไทยต้องคำนึงถึง และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ สมควรที่จะต้องหาแนวทางในการป้องกันและบรรเทาปัญหาของกลุ่ม ประชากรข้ามชาตินี้อย่างเร่งด่วน
122
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
บทสรุปและการมองภาพสถานการณ์ในอนาคตของสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ นอกจากสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน เมื่อพิจารณาทิศทางของสังคมไทยในอนาคต จะเห็น แนวโน้มการพัฒนาแบบทวิลักษณ์ หรือมีแนวโน้มที่จะมุ่งไปใน ๒ ทิศทางที่แตกต่างกัน แต่ดำรงอยู่ ด้วยกัน กล่าวคือ ด้านหนึ่ง สังคมไทยจะมุ่งไปสู่สังคมภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมมากยิ่งขึ้น นำมาสู่การลด ต้นทุนในการผลิต ภายใต้ระบบการผลิตสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นการสร้างผลิตภาพให้ได้สูงสุดเพื่อตอบ สนองความต้องการของตลาด และเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอันเป็นผลเนื่องมาจากปัญหา วิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้ภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจและเอกชนจึงมีแนวโน้มที่จะลดต้นทุนการผลิตที่ไม่จำเป็นลง โดยเฉพาะต้นทุนด้านความ ปลอดภัยและสวัสดิภาพของแรงงาน การดูแลเรื่องสวัสดิการของแรงงานจะลดลง รวมถึงภาวะการ จ้างงานที่ลดลงจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งแนวโน้มทั้งหมดอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิและโอกาสของ แรงงานและประชาชนบางกลุ่มที่ไม่มีพลังการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ส่วนอีกด้านหนึ่ง ก็มีปรากฏการณ์ ในสังคมไทยที่นำไปสู่ความพยายามในการสร้างสังคม สัมมาชีพ รวมถึงสังคมแห่งสวัสดิการในหลายพื้นที่ เกิดการริเริ่มของกลุ่มสัมมาชีพที่เกื้อกูลกัน มากขึ้นระหว่างกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ กล่าวคือ มีผู้พิการจำนวนไม่น้อยที่มี ศักยภาพในการพัฒนาเส้นทางอาชีพของตนไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ จากเดิมที่เริ่มต้นจากการ ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็ขยับขยายมาสู่การเป็นเจ้าของกิจการมากขึ้น เช่น เป็นเจ้าของกิจการ เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ กิจการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเมื่อมีความต้องการจ้างแรงงานเพิ่ม กลุ่ม คนเหล่านี้ก็มักจะดึงเอาแรงงานผู้พิการ รวมถึงคนชราหรือแรงงานนอกระบบชายขอบเข้ามา ร่วมงาน ซึ่งเป็นการเชื่อมร้อยกลุ่มด้อยโอกาสต่างๆ ให้เกิดการเกื้อกูลกัน อันจะนำไปสู่สังคม สัมมาชีพ สังคมสวัสดิการ และสังคมไร้การกีดกัน รวมถึงการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมของ บรรษัท (CSR: Corporate Social Responsibility) และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและองค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมมากยิ่งขึ้น องค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่งคือ ทัศนคติของสังคมไทย การมีทัศนคติทางสังคมในเชิงลบ รวมถึงมีมุมมองที่อคติต่อกลุ่มประชากรผู้ด้อยโอกาสหรือกลุ่มคนชายขอบ ทำให้เกิด “ความเป็นอื่น” แบ่งเขาแบ่งเรา เกิดการกีดกัน ขาดความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เช่น ทัศนคติ ทางลบต่อแรงงานข้ามชาติ รวมถึงการมองประชากรกลุ่มเฉพาะบางกลุ่มว่าเป็นภาระของสังคม เช่น
กลุ่มผู้พิการ หรือกลุ่มผู้สูงอายุ ทำให้เกิดการละเลย ไม่ใส่ใจดูแล การปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนใน สังคมไทยจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่หรืออย่างมี ภราดรภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่สังคมไร้การกีดกันที่ทุกคนในแผ่นดินไทย จะกินดี อยู่ดี มีสุข และมีสิทธิอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรและบริการต่างๆ ที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาวะ อย่างไรก็ด หากพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว ทิศทางของสังคมไทยน่าจะยังคงมุ่งไปสู่ความเป็น ี สังคมภายใต้ระบบทุนนิยมเป็นกระแสหลัก มากกว่าระบบเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาความ เหลื่อมล้ำทางสังคม และความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพที่รุนแรงมากขึ้นในหลายลักษณะ โดยเฉพาะ สำหรับประชากรที่มีความจำกัดในการเข้าถึงสิทธิและโอกาส ดังเช่นปรากฏการณ์ความรุนแรง ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ๒๕๕๓ ดังนั้น แนวทางการทำงานของแผนประชากรกลุ่มเฉพาะจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ ผลกระทบทางลบที่เกิดจากสังคมภายใต้ระบบทุนนิยม ขณะเดียวกัน ก็ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ แนวทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความมั่นคงทางอาชีพและ เศรษฐกิจ (หรือการสร้างสังคมสัมมาชีพ) การสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่เอื้ออำนวยให้กับทุกผู้คน ในสังคมไทย (หรือการสร้างสังคมสวัสดิการ) และการสร้างสภาพแวดล้อม ระบบบริการสังคม และ ทัศนคติที่ไม่กีดกันประชากรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม (หรือการสร้างสังคมไร้การกีดกัน) จนกลาย เป็นรูปธรรมของพลังทางสังคมที่นำพาสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลง และลดช่องว่างความไม่เป็น ธรรมทางสุขภาพในสังคมไทย
123
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระบวนการปรับปรุงแผน คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๒ ตั้งวัตถุประสงค์ให้กระบวนการปรับปรุงแผน เน้นการ สร้างพลังร่วมของภาคส่วนต่างๆ และมุ่งให้เกิดความสอดคล้องกับนโยบายการปรับปรุงแผนหลัก ในปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ของคณะกรรมการกองทุน จึงได้นำองค์ประกอบต่างๆ ดังต่อไปนี มาเป็น ้ ปัจจัยนำเข้าในการประชุมปฏิบัติการปรับปรุงแผน อันได้แก่ ๑. ผลที่ได้จากกระบวนการมองภาพอนาคต ที่ดำเนินการร่วมกับภาคีต่างๆ ในปี ๒๕๕๒ ๒. การประเมินและสังเคราะห์พลังร่วมจากการบูรณาการงานของแผนงานต่างๆ และกำหนด เป็นเป้าหมายการทำงานร่วมกันของภาคีภายใต้แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (จัดขึ้น เมื่อ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓) ๓. ผลลัพธ์ที่สำคัญของการทำงานในทุกแผนงาน/โครงการ ในปีที่ผ่านมา ๔. สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และบริบทที่เกี่ยวข้อง การประชุมปฏิบัติการปรับปรุงแผน ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๓-๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓ และได้ ข้อสรุปที่นำมายกเป็นร่างแผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ในแผนหลักของ สสส. ปี ๒๕๕๔๒๕๕๖ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกองทุน ต่อไป
124
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ข้อสรุปทิศทางการปรับปรุงแผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ในช่วงปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ มีดังนี้ ๑) ในการทำงานด้านผู้สูงอายุ ควรผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนการกำหนดให้อายุ ๖๐ ปี เป็นเกณฑ์ตัดสินความเป็นผู้สูงอายุ โดยควรขยับขึ้นเป็น ๖๕ ปี เช่นเดียวกับในประเทศ พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ เนื่องจากอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น และโดยทั่วไปคนวัย ๖๐-๖๕ ปีในปัจจุบัน ยังมีสุขภาพดี นอกจากนี ควรพิจารณาการแบ่งช่วงวัยย่อยของวัยสูงอายุ (ระยะต้น ระยะกลาง ระยะท้าย) ้ ซึ่งจะมีความเกี่ยวโยงไปถึงการจัดระบบสวัสดิการสังคม และระบบการดูแลที่เหมาะสมกับ แต่ละช่วงวัยย่อยดังกล่าว ๒) ควรจัดให้มีกระบวนการจัดการความรู (knowledge management) ระหว่างภาคีต่างๆ ้ ทั้งภายในแผน และระหว่างภาคีแผนอื่นๆ ของ สสส. โดยใช้เรื่องเล่า(story telling) ซึ่งจะช่วยให้เกิดการนำความรู้จากประสบการณ์จริง ไปหนุนเสริมการขยายผลและช่วยยก ระดับการดำเนินงานให้มีโอกาสบรรลุผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น ๓) ในขณะนี้ ภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ในช่วงต้นปี ๒๕๕๓ รัฐบาลได้ตั้ง คณะกรรมการดูแลการปฏิรูปประเทศไทยขึ้น ๒ ชุด (คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย) เพื่อสร้างความเป็นธรรมและแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่สามารถใช้เพื่อการผลักดันข้อเสนอนโยบาย จากแผนงานต่างๆ เพื่อลดช่องว่างความไม่เป็นธรรมที่เกิดกับประชากรกลุ่มต่างๆ ได้ จึงเป็นโอกาสที่แผนงานต่างๆ ควรเร่งการผลักดันนโยบาย ๔) ควรพัฒนากระบวนการประเมินความเปราะบางของประชากรกลุ่มอื่นๆ ต่อการสูญเสีย สุขภาวะ (vulnerable group) เพื่อพิจารณาความเหมาะสมที สสส. จะนำกลุ่มประชากร ่ ดังกล่าว มาพิจารณาวางแผนดำเนินงานในอนาคต ๕) พัฒนากลไก และเตรียมการที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้ กม. และมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว หรือที่ใกล้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา โดยเฉพาะในประเด็นที่จะส่งผลสูงต่อ สุขภาวะของประชากรกลุ่มต่างๆ เพื่อสนับสนุนมาตรการต่างๆ ให้ก่อประโยชน์ได้เต็มที่ ๖) เน้นการพัฒนากลไกใน ๔ ด้าน ๖.๑ กลไกการพัฒนาแผนงาน/โครงการให้มีคุณภาพ ๖.๒ กลไกการพิจารณากลั่นกรองแผนงาน/โครงการ ๖.๓ กลไกการบูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่นำร่องระดับจังหวัด ๖.๔ กลไกพัฒนาศักยภาพภาคี (ดำเนินงานร่วมกับส่วนกลางของ สสส.)
วัตถุประสงค์ของแผน ๑. สนับสนุนให้มีการพัฒนาและปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานของภาคี โดยเน้นการสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพผ่านการขับเคลื่อนใน ๓ ประเด็นหลัก คือ
สังคมสวัสดิการ สังคมสัมมาชีพ และสังคมไร้การกีดกัน เพื่อสร้างสุขภาวะในประชากร กลุ่มเฉพาะ ครอบคลุมเป้าหมายสุขภาวะทั้ง ๔ มิติอย่างยั่งยืน ๒. พัฒนาองค์ความรู้ สมรรถนะที่จำเป็น และหนุนเสริมการทำงานของภาคี ให้สามารถ ขับเคลือนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภาวะการนำ การพัฒนาผูนำเครือข่าย ่ ้ และขบวนการเปลี่ยนแปลงและการขับเคลื่อนทางสังคม ๓. พัฒนาระบบและช่องทางการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างทัศนคติและความเข้าใจอันดีใน สั ง คมไทย โดยเฉพาะการสร้ า งสั ง คมไร้ การกี ด กั น และการสร้ า งสั ง คมสั ม มาชี พ ที่ เอื้อโอกาสให้กับกลุ่มประชากรที่มีความจำกัดในการเข้าถึงสิทธิและโอกาส ๔. พัฒนาการศึกษาและแนวทางดำเนินงานในประชากรกลุ่มเฉพาะอื่นๆ ที่อยู่ในสถานะที่ม ี ความเปราะบางต่อการสูญเสียสุขภาวะสูง โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต ๕. พัฒนาให้เกิดระบบกำกับติดตามภายในสำหรับทุกแผนงาน/โครงการ ที่สามารถตรวจสอบ ความก้าวหน้า และแจ้งเตือนปัญหาที่สำคัญในการดำเนินงานได้ทันการณ์
ยุทธศาสตร์ ๑. เชื่อมโยงภาคีหลัก รวมถึงหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่อง เพื่อสร้างเป้าหมายการทำงาน ร่วมกัน โดยเน้นเป้าหมายที่เป็นจุดคานงัดที่จะสามารถเปลี่ยนหรือพลิกสถานการณ์ของ ปัญหา และนำไปสู่การสร้างเสริมสุขภาวะของแต่ละกลุ่มประชากรเป้าหมาย ที่ยั่งยืนได้ ๒. สร้างรวบรวมและจัดการความรู้ ที่มุ่งเป้าเฉพาะ เพื่อนำไปใช้ในการสร้างเสริมสุขภาวะของ แต่ละกลุ่มประชากรเป้าหมาย และในการสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพในภาพรวม ผ่านการสร้างสังคมสัมมาชีพ สังคมสวัสดิการ และสังคมไร้การกีดกัน ๓. พัฒนานโยบายสาธารณะและกฎหมาย ที่มีผลกระทบสูง เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิและ โอกาส และการสร้างสภาพแวดล้อมและทัศนคติที่เอื้อต่อการมีสุขภาพ และคุณภาพชีวิต ที่ดีของประชากรกลุ่มเป้าหมาย ๔. สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะและความเข้มแข็งขององค์กรภาคี รวมถึงแกนนำผู้สร้าง การเปลี่ ย นแปลงในแต่ ล ะกลุ่ ม ประชากร เพื่ อ ให้ เ กิ ด การรวมตั ว และสร้ า งเครื อ ข่ า ย ที่จะนำไปสู่การแสดงตัวตนของประชากรกลุ่มต่างๆ เพื่อสะท้อนปัญหา และนำไปสู่ การสร้างพลังทางสังคมเพื่อการเปลี่ยนแปลง ๕. เคลื่อนไหวเพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักของสังคม ผ่านการสื่อสารสาธารณะ และการรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ บนพื้นฐานของการถ่ายทอดข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ แต่ละกลุ่มประชากร ซึ่งสกัดได้จากองค์ความรู้ที่ผลิต และรวบรวมได้
125
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ยุทธศาสตร์แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ
พัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะ ที่มีผลกระทบสูงต่อการสร้างเสริมสุขภาวะ ของแต่ละกลุ่มประชากร
l l l l
(แต่ละแผนงาน) เชื่อมโยง หนุนเสริม บูรณาการ
l l l
คนพิการ มุสลิมไทย ผู้สูงอายุ แรงงานไทย แรงงานข้ามชาติ สุขภาวะผู้หญิง ประชากรกลุ่มอื่นๆ
126
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สร้างและจัดการความรู้ ที่มุ่งการนำไปใช้ขับเคลื่อนการดำเนินงาน
พัฒนาสมรรถนะของแกนนำ และ การรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มพลัง อำนาจในการต่อรอง
ตัวชี้วัด
๑.
ตัวชี้วัดความสำเร็จในปี ๒๕๕๔ ได้แก่
แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ ๑) มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ประเด็น “ความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ สำหรับคนพิการ” ๒) พั ฒ นาสมรรถนะหน่ ว ยบริ ก ารฟื้ น ฟู ส มรรถภาพคนตาบอด ด้ า นการฝึ ก ทั ก ษะ Orientation & Mobility (O&M) ในระดับจังหวัด อย่างน้อย ๑๐ แห่ง เพื่อให้คน ตาบอดเข้าถึงและได้รับบริการ อย่างน้อย ๓,๐๐๐ คน (สนับสนุนการขับเคลื่อนแผน เร่งรัดให้คนตาบอดเข้าถึงบริการ O&M ของ สปสช.) ๓) เครือข่ายพัฒนาบริการทันตสุขภาพปฐมภูม โดยมีทมงานทันตสุขภาพของโรงพยาบาล ิ ี ชุมชนเข้าร่วม ๒๐ แห่ง เจ้าหน้าที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพ ๔๐ คน และคนพิการ มีโอกาสได้รับบริการทันตสุขภาพ ๒,๐๐๐ คน ๔) มีเครือข่ายการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ผู้หญิงพิการ
๕) มีแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการขยายบริการล่ามภาษามือ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการ สาธารณะด้านต่างๆ สำหรับคนหูหนวก (สนับสนุนการขับเคลื่อนประกาศของ พม. เรื่องการจัดบริการล่ามภาษามือฯ เพื่อให้คนหูหนวกมีโอกาสเข้าถึงบริการ) ๖) มีเครือข่ายการพัฒนาอาชีพคนพิการในชุมชน และบทเรียนการพัฒนากลไกในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสการมีอาชีพและรายได้ของคนพิการ ๗) มีรูปแบบกลไกระดับจังหวัด ที่สนับสนุนการปรับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ให้เอื้อ ต่อการใช้ชีวิตในสังคมของคนพิการ ที่สามารถนำเสนอเพื่อการเรียนรู้ต่อสาธารณะ ๘) มีหลักสูตร และสื่อการสอน สำหรับการฝึกอบรมคนตาบอด เพื่อเป็นผู้มีสิทธิสอบเป็น ผู้ประกอบโรคศิลปะฯ ประเภทการนวดไทย ที่ผ่านการรับรอง ๒. แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ มีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของผู้สูงอายุ และการวางแผนปฏิบัติการโดยความมีส่วนร่วม ของผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม อปท. และภาคสุขภาพ ในพื้นที่ปฏิบัติการ ๒๐ อปท. ใน จ.สิงห์บุร ปทุมธานี และนครราชสีมา เพื่อพัฒนาต้นแบบพื้นที่จัดระบบดูแลระยะยาวสำหรับ ี ผู้สูงอายุ ๓. แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ๑) เกิดกลไกการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในระดับผู้ประกันตน และในระดับองค์กรแรงงาน ที่มีพลังขับเคลื่อนมากขึ้น โดยประกอบด้วยแกนนำที่มีศักยภาพในการจัดกลุ่มศึกษา ๕๐ คน และมีสมาชิกกลุ่มเรียนรู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ๒๐,๐๐๐ คน และ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์และบทเรียนการพัฒนาเครือข่ายผู้ประกันตน การจัดตั้งองค์กรแรงงาน ๒) ข้อเสนอนโยบายให้ สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ได้รับการตอบรับจากหน่วยงานนโยบาย ให้เป็นองค์การอิสระตาม พ.ร.บ. องค์การ มหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ๓) ระบบการจัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ ได้รับการกำหนด ให้เป็นนโยบายหนึ่งในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ๔) เกิดเครือข่ายบุคลากรด้านอาชีวอนามัยระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนการจัดบริการ อาชีวอนามัย เชิงรุก/เชิงรับในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิและมีบทบาทในการ ผลักดันให้เป็นนโยบายของจังหวัดใน ๔ จังหวัดนำร่อง ๕) ได้ข้อเสนอร่าง พ.ร.บ. องค์การอิสระเพื่อการประกันสังคม และเริ่มจัดการสื่อสาร สู่สังคม ๖) กองทุนสุขภาพท้องถิ่นใน ๒๕ ตำบล มีการปรับปรุงระเบียบหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุน การส่งเสริม ป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน
127
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
128
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔. ๕. ๖.
๗) มี น โยบายและกลไกระดั บ ปฏิ บั ติ การที่ ส นั บ สนุ น การพั ฒ นาคุ ณ ภาพชี วิ ต แรงงาน ข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล เป็นผลสำเร็จ ๒ เรื่อง ได้แก่ (๑) ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิของบุคคลหรือองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษา ขันพืนฐานแก่บคคลที่ไม่มหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มสญชาติไทย พ.ศ. …. ้ ้ ุ ี ีั (๒) มีกลไกระดับจังหวัดที่ช่วยให้เด็กข้ามชาติในพื้นที่ปฏิบัติการโครงการทุกคนที่เกิด หลังวันที่พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผล ่ บังคับใช้ ได้รับใบรับรองการเกิด แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมไทย ๑) รายงานการวิจัยปัญหาสุขภาพที่สำคัญของมุสลิมไทย เช่น โรคเบาหวาน โรคไต และโรคไขมั น อุ ด ตั น รวมถึ ง การวิ จั ย โครงสร้ า งรายได้ แ ละการบริ โ ภคจากการ สำรวจในปี ๒๕๕๑ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นฐานความรู้ ใ นพั ฒ นา ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของมุสลิมไทยต่อไป ๒) มี มั ส ยิ ด ครบวงจรเพิ่ ม ขึ้ น ๙๐ แห่ ง ที่ จ ะกระตุ้ น ให้ มุ ส ลิ ม ไทยเห็ น ความสำคั ญ ในการทำให้มัสยิดเป็นพื้นที่ต้นแบบทางสุขภาวะ รวมถึงการสร้างความตระหนักในภัย จากการสูบบุหรีและสุราในหมูมสลิมไทยให้มากยิงขึน ่ ุ่ ่ ้ โครงการสุขภาวะผู้หญิง ๑) ต้นแบบกลไกการทำงานร่วมกัน ระหว่าง ชุมชน อปท. และหน่วยงานต่างๆ ตั้งแต่ ระดับพืนทีถงระดับจังหวัด ในการคุมครองผูถกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ใน ๓ พืนที ้ ่ึ ้ ู้ ้ ่ ๒) ข้อเสนอร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างหญิงชายฉบับประชาชน และกลไกการขับเคลื่อนและสื่อสารเพื่อสร้างความรับรู้และแรงสนับสนุนจากสังคม การสร้างและจัดการองค์ความรู้ (เป็นผลผลิตรวมจากงานของทุกแผนงาน) ๑) การศึกษาวิจัยและจัดการองค์ความรู้เพื่อนำไปใช้ขับเคลื่อนงาน และเพื่อสื่อสารสร้าง การเรียนรูและความตระหนัก รวมถึงสร้างการมีสวนร่วมของประชาชนและภาคประชาสังคม ้ ่ ในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวตประชากรกลุมเฉพาะต่างๆ อย่างน้อย ๑๐ เรือง ิ ่ ่ ๒) จัดเวทีการจัดการความรู้ระหว่างภาคีของแผนงานต่างๆ กับภาคีจากแผนอื่นๆ ที่มี เนื้องานเกี่ยวข้องกัน โดยใช้กระบวนการ ”เรื่องเล่า” โดยจัดให้มีขึ้นอย่างน้อย ๑ ครั้ง
ตัวชี้วัดระดับผลลัพธ์ ภายในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ได้แก่ ๑) มีการพัฒนาระบบและคุณภาพบริการทางสุขภาพและบริการทางสังคม เช่น การตรวจ คัดกรองความพิการแต่แรกเกิด การฟืนฟูสมรรถภาพของผูพการ การจัดบริการอาชีวอนามัย ้ ้ ิ เชิงรุก การดูแลสุขภาพระยะยาว โดยเบื้องต้นมีประชากรที่ได้รับประโยชน์ ๕๐,๐๐๐ คน
๒) จำนวนกลุ่ม/องค์กร/เครือข่ายที่ดำเนินกิจกรรม ด้านการสร้างสังคมสัมมาชีพ และสังคม สวัสดิการไม่น้อยกว่า ๔๐๐ กลุ่ม และมีผู้ได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน ๓) ระบบข้อมูลสถานะสุขภาพที่สำคัญ ที่ช่วยบ่งชี้ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพของประชากร กลุมต่างๆ และองค์ความรูในการสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพ ซึงสามารถเป็นแนวทางหลัก ่ ้ ่ ในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะ (ทำงาน ร่วมกับแผนกลุ่มงานในประเด็นการลดช่องว่างความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ)
ภาคีหลัก กระทรวงสาธารณสุ ข กระทรวงศึ ก ษาธิ การ กระทรวงการพั ฒ นาสั ง คมและความมั่ น คง ของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงยุตธรรม หน่วยงานรัฐ ิ อื่นและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษาทุกระดับ ภาคประชาสังคม ภาคี สสส. ที่ เกี่ยวข้อง และ อปท. ทุกระดับ โครงสร้าง เพื่อให้การสร้างเสริมสุขภาวะของแต่ละกลุ่มประชากรเป้าหมาย ที่ดำเนินการอยู่แล้วมีการ ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพิจารณาดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาวะในประชากรกลุ่มเฉพาะ อื่นๆ ที่อยู่ในสถานะที่มีความเปราะบางต่อการสูญเสียสุขภาวะสูง คณะกรรมการบริหารแผนคณะที ่ ๒ จึงกำหนดงานรองรับการดำเนินงานของแผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะไว้ดังต่อไปนี ้ ๑. แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย ๒. แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ๓. แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน (รวมแรงงานข้ามชาติ) ๔. แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมไทย ๕. การสร้างเสริมสุขภาวะผู้หญิง ๖. การสร้างเสริมสุขภาวะประชากรกลุ่มอื่น โครงการนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง ๗. การประเมินผลและสนับสนุนการสื่อสารสังคม การบริหารจัดการ กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน คณะที ๒ โดยแต่ละแผนงานมีคณะกรรมการกำกับ ่ ทิศทางทำหน้าที่กำกับดูแลโดยเฉพาะ และมีผู้จัดการแผนงานเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการ และมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาคี ดังนี้
129
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะจะเป็นแผนที่ทำงานอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่
ในการเสริมสร้าง ขีดความสามารถและพลังทางสังคมของประชากร
ที่มีความจำกัดในการเข้าถึงสิทธิและโอกาส
เพื่ อ สร้ า งความเป็ น ธรรมทางสุ ขภาพในสั ง คมไทย
ผ่ า นการสร้ า งสั ง คมสั ม มาชี พ
สั ง คม สวัสดิการ
และสังคมที่ไร้การกีดกัน
ความเป็นธรรมทางสุขภาพในสังคมไทย สังคมไร้การกีดกัน สังคมสวัสดิการ สังคมสัมมาชีพ
130
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ประชากรที่มีความจำกัดในการเข้าถึงสิทธิและโอกาส ทำงานอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ นโยบาย กลไกการ นโยบาย พัฒนา ภาคี นวัตกรรม ทรัพยากร สื่อสาร จาก สาธารณะ สาธารณะ ทำงาน สาธารณะ องค์ เครือข่าย แหล่ง ระดับ ความรู้ ระดับชาติ เรียนรู้ ภายนอก ท้องถิ่น
ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินของแผนงานต่างๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์และยุทธศาสตร์ จึงกำหนดให้มแนวทางการทำงานร่วมกันดังต่อไปนี้ ี ๑. พัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง เครือข่าย และขบวนการขับเคลื่อนทางสังคมร่วมกัน โดยเน้น การเสริมทักษะ ความรู้ และขีดความสามารถ ของผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องการ ขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ในระดับท้องถิ่น และในระดับชาติ ๒. พัฒนาแนวคิดระบบสวัสดิการสังคมแบบบูรณาการที่ผสมผสานแนวทางต่างๆ อย่างลงตัว โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีที่ทุกคนมีเท่าเทียมกัน เช่น ระบบบำนาญ ระบบประกันสังคม หรือ อื่นๆ ทั้งทางวิชาการ ทางนโยบาย และปฏิบัติการร่วมกันในสังคม เพื่อสนับสนุนการ ก้าวเข้าสู่สังคมสวัสดิการ
๓. พัฒนาระบบและทีมงานสื่อสารสาธารณะ โดยมีการพัฒนาประเด็นสาระ ช่องทาง ทักษะ และบรรยากาศของการสื่อสารเชิงบวก เพื่อมุ่งเปลี่ยนทัศนคติของสังคมไทยสู่สังคม ไร้การกีดกัน ๔. สำรวจสถานภาพความเป็นธรรมทางสุขภาพในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที ่ ด้อยสิทธิและโอกาส และพัฒนาแผนงานหรือแนวทางการทำงานในกลุ่มประชากรดังกล่าว เช่น คนไร้รัฐ คนเร่ร่อน เด็กในสถานพินิจ ผู้ต้องขัง ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ยากไร้ งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๑๐ ๙๕ ๑๐ ๒๐ ๑๕ ๖๐ ๔๕ ๒๕ ๙๕ ๐ ๕๒ ๐ ๔๐ ๕ ๕ ๒๐ ๒๕ ๒๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๔๕ ๒๒๗ ๒๐๐
งบประมาณ
กลุ่มแผนงานหลัก ๑. แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย ๒. แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ๓. แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ๔. แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมไทย ๕. การสร้างเสริมสุขภาวะผู้หญิง ๖. การสร้างเสริมสุขภาวะประชากรกลุ่มอื่น โครงการนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง ๗. การประเมินผลและสนับสนุนการสื่อสารสังคม รวม
131
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
รายละเอียดแผนงานภายใต้แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ
๑. แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ
๑.๑ วัตถุประสงค์ ๑) เพื่อสร้างโอกาสให้คนในสังคม ได้มีประสบการณ์เรียนรู้ตรงกับคนพิการมากขึ้น อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเจตคติและมุมมอง เป็นด้านบวกต่อคนพิการ ซึ่งจะเอื้อให้คนพิการ สามารถใช้ชีวิตในสังคม ได้อย่างมีศักดิ์ศรีเช่นคนปกติทั่วไป ๒) มุ่งปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพ (building and transportation) ให้เอื้อต่อ การใช้ชีวิตทางสังคมของคนพิการ ๓) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนทางสังคมเพื่อพัฒนาระบบบริการ และสวัสดิการ สังคม ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสความเท่าเทียมกันของคนพิการมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการศึกษา บริการทางสุขภาพ และด้านอาชีพ
132
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) พัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย (ทั้งในกลุ่มคนพิการ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง) เพื่อพัฒนารูปแบบบริการด้านสุขภาพและบริการด้านสังคม ที่สอดคล้องกับความพิการและคนพิการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมถึงการพัฒนาและสร้างโอกาสด้านอาชีพ ๒) สร้างและจัดการความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อดูแลสุขภาพคนพิการ เพื่อพัฒนาข้อเสนอนโยบาย และเพื่อสื่อสารปรับเจตคติของคนในสังคม ๓) พั ฒ นาการสื่ อ สารอย่ า งมี ส่ ว นร่ ว ม กั บ กลุ่ ม เป้ า หมายที่ ก ำหนด (กลุ่ ม สื่ อ กลุ่มพัฒนาการท่องเที่ยว กลุ่มเยาวชนในสถานศึกษา และอื่นๆ) ที่นำไปสู่การปรับเจตคติและ พฤติกรรม ที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ๔) พัฒนาและผลักดันนโยบายและมาตรการ ที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของ คนพิการ ๕) ผลักดันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้คนพิการเข้าถึงและ ใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ๑.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) ทำงานร่วมกับ สปสช. วิทยาลัยราชสุดา สมาคมพยาบาลเวชปฏิบัติทางตา ภาคีคนตาบอด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดแผนยุทธศาสตร์ การจัดบริการ O&M ของ
สปสช. ที่มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนคนตาบอดที่ ได้รับบริการ O&M ๗๐,๐๐๐ คน ในระยะ ๖ ปี (สปสช.สนับสนุนงบประมาณ ๗๐๐ ล้านบาท) ๒) ทำงานร่วมกับ สปสช. เขต ๘ ตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการฟื้นฟู สมรรถภาพคนพิการระดับเขต (พื้นที ๖ จังหวัด) โดยมีความร่วมมือจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่ ่ จังหวัดหนองบัวลำภู ระหว่าง สปสช. และองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยเงินตั้งต้นกองทุนมาจาก งบฯ ฟื้นฟูจังหวัดหนองบัวลำภู ๒.๘ ล้านบาท และอบจ. หนองบัวลำภูร่วมลงทุนในจำนวนเท่ากัน ในเบื้องต้นจะพัฒนาให้มีแผนจัดบริการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเป็นระบบ เช่น การพัฒนาศูนย์ผลิต และบริการอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ๓) สนั บ สนุ น สมาคมคนพิ การจั ง หวั ด นครพนม ทำงานร่ ว มกั บ ภาคส่ ว นต่ า งๆ ในจังหวัด ทำแผนจัดการศึกษาเรียนรู้สำหรับเด็กพิการในชุมชน เพื่อส่งต่อเด็กหูหนวกที่ผ่าน การเตรียมความพร้อม ให้เข้าเรียนในระบบโรงเรียนปกติ ใกล้บ้าน โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วม สนับสนุน ทั้งนี สมาคมฯจะทำหน้าที่สำรวจเด็กพิการที่ยังตกค้างไม่ได้เรียนหนังสือ และประสานงาน ้ วางแผนให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบต่อไป ๔) เริ่ ม ดำเนิ น โครงการพั ฒ นาการเข้ า ถึ ง บริ การทั น ตสุ ข ภาพสำหรั บ คนพิ การ โดยเน้นงานส่งเสริมและป้องกันสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูม ในโรงพยาบาลชุมชน ๑๖ แห่ง ิ จาก ๙ จังหวัด โดยมีสถาบันราชานุกูล และคณะทันตแพทยศาสตร์ ม. มหิดล เป็นหน่วยสนับสนุน ด้านวิชาการ ๕) กระทรวง พม. ออกประกาศเรื่องการจัดบริการล่ามภาษามือ (ซึ่งเป็นผลจาก การพัฒนาต้นแบบการจัดบริการล่ามภาษามือในจังหวัดนครพนม) ซึ่งจะนำไปสู่การเข้าถึงบริการ สาธารณะต่างๆ ของคนหูหนวก ๖) พัฒนาหลักสูตร ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย ๓๓๐ ชั่วโมง โดยได้รับการรับรองจาก คณะกรรมการวิชาชีพการแพทย์แผนไทย สาขาการนวดไทย และเริ่มรับคนตาบอดเข้าอบรม ตามหลักสูตร ในรุ่นที ๑ แล้ว ๔๓ คน ่
133
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
๒.๑ วัตถุประสงค์ ๑) เพื่ อ พั ฒ นาองค์ ความรู และออกแบบการเตรี ย มการด้ า นต่ า งๆ ทั้ ง บริ การ ้ สุขภาพ บริการทางสังคม และอื่นๆ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ที่กำลังเพิ่มสัดส่วน อย่างรวดเร็ว ๒) เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบาย หรือมาตรการของภาครัฐ ที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่ อ เตรี ย มรองรั บ สถานการณ์ ต่ า งๆ ที่ จ ะเกิ ด ขึ้ น จากการเปลี่ ย นแปลงเข้ า สู่ สั ง คมผู้ สู ง อายุ ได้ทันการณ์
134
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) สร้างและจัดการความรู้ เพื่อพัฒนานโยบายการจัดระบบการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ วัยแรงงานเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีศักยภาพ ๒) การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือการเคลื่อนไหวสำหรับผู้สูงอายุหรือเพื่อการ ดูแลผู้สูงอายุ ๓) การวิ จั ย เชิ ง ปฏิ บั ติ การเพื่ อ พั ฒ นาศั ก ยภาพของชุ ม ชนและองค์ กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ๔) ขับเคลื่อนสังคม ให้เกิดความตื่นตัวในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อม อาคารสถานที ่ ที่เป็นมิตรสำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ และทุกทุกคนที่มีอุปสรรคในการเคลื่อนไหว ๕) ขับเคลื่อนนโยบายระบบบำนาญแห่งชาติให้ประชาชนเกิดความรู้ความเข้าใจ และเข้าร่วมในระบบ ๖) พัฒนานโยบายระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ในด้านกลไกการจัดการการดูแล ระยะยาวในชุมชน และนโยบายการจัดมาตรฐานการดูแลระยะยาวในสถาบัน ๗) พั ฒ นาและเสริ ม สร้ า งสมรรถนะที่ จ ำเป็ น ให้ กั บ ภาคี เ ครื อ ข่ า ยนั กวิ ช าการ ผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายในพื้นที ในการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ และ ่ ขับเคลื่อนนโยบายในระดับต่างๆ ๘) สื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักในการเตรียมความ พร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุ ต่อสังคมไทย ๒.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) นำผลจากชุดโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบำนาญถ้วนหน้าสำหรับผู้สูงอายุ ไปทำงานร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันนโยบายกองทุน การออมแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังได้จัดทำ ร่างพ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ และ ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างการกลั่นกรองของคณะกรรมการกฤษฎีกา ๒) สนั บ สนุ น ชุ ด โครงการวิ จั ย เพื่ อ การมี สุ ข ภาวะและสุ ข ภาพที่ ดี ข องผู้ สู ง อายุ ในด้านการดูแลระยะยาว (โครงการ “การบูรณาการระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุไทย” และโครงการ “การเงินการคลังสำหรับการดูแลระยะยาวของผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร”) ซึ่งเชื่อมต่อกับชุดความรู้ที่ได้จากการสนับสนุนโดย สวรส. ได้แก่ ๑) ตัวแบบการดูแลระยะยาว ในครอบครั ว และชุ ม ชนในเขตเมื อ ง ๒) ตั ว แบบการดู แ ลระยะยาวในครอบครั ว และชุ ม ชนใน เขตชนบทไทย ๓) โครงการการดูแลระยะยาวในสถาบัน และกำลังเตรียมการออกแบบระบบการดูแล ระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ทั้งในส่วนระบบบริการและบทบาทร่วมของชุมชน-อปท. เพื่อนำไปปฏิบัติ การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบใน ๓ จังหวัด คือ สิงห์บุรี ปทุมธานี และนครราชสีมา
๓. แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน
๓.๑ วัตถุประสงค์ ๑) พัฒนาความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน ที่ประกอบด้วย แรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ เครือข่ายผู้ป่วยและผู้ได้รับผลกระทบจาการทำงาน เครือข่ายแรงงานข้ามชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมเรื่องตัวตน สิทธิ สุขภาพและ ความปลอดภัยในการทำงาน หลักประกันทางสังคมและการรณรงค์เชิงนโยบาย ๒) พัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้กับแรงงาน เพื่อสร้างเจตคติร่วมกัน อันจะนำไปสู่ การรวมตัวและการสร้างเครือข่ายในรูปแบบที่หลากหลาย สอดคล้องกับบริบทโดยใช้ฐานพื้นที ่ และงานเชิงประเด็น ๓) สร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพื่อการเข้าถึงสิทธิและบริการ ด้านสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานและสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมและครอบคลุมแรงงาน ทุกกลุ่ม ๔) ศึกษาวิจัยและจัดการองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนการรวมตัวของแรงงานทุกกลุ่ม การสื่อสารสังคม การผลักดันนโยบาย ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ๕) พัฒนารูปแบบการจัดบริการด้านอาชีวอนามัยเชิงรุกและเชิงรับและผลักดัน นโยบายให้มีระบบที่เอื้อต่อการจัดบริการในหน่วยบริการสุขภาพ ๓.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) สนับสนุนกระบวนการพัฒนาความรู ความเข้าใจในปัญหา สถานการณ์ และ ้ มุมมองต่อประเด็นแรงงาน ทั้งในกลุ่มแรงงานและสังคมโดยรวม ๒) ประสานและสนับสนุนกระบวนการจัดการข้อมูลและองค์ความรู ที่เกี่ยวข้องกับ ้ สุขภาพความปลอดภัยในการทำงานและสวัสดิการสังคม เพื่อนำไปใช้ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ๓) อำนวยกระบวนการการเสริมศักยภาพภาคีความร่วมมือ ให้เป็นกลไกในการ วิเคราะห์แลกเปลี่ยนเรียนรู้และขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัยใน การทำงาน และสวัสดิการสังคม ๔) พัฒนาและทดลองปฏิบัติการเพื่อพัฒนารูปแบบและข้อเสนอเชิงนโยบายใน ระดั บ พื้ น ที่ ที่ มี มิ ติ เ รื่ อ งสุ ข ภาพและความปลอดภั ย ในการทำงาน ที่ เ ชื่ อ มโยงกั บ การพั ฒ นา หลักประกันด้านอาชีพและรายได้ ๓.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) ร่วมกับภาคีแรงงานกลุมต่างๆ ผลักดันร่าง พ.ร.บ. คุมครองผูรบงานไปทำทีบาน ่ ้ ้ั ่้ พ.ศ... ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๓ วาระ และผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว โดยวุฒิสภาได้เสนอให้มีการปรับปรุงบางประการ
135
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒) ร่วมกับภาคีแรงงานกลุมต่างๆ ผลักดันร่าง พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย ่ และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ... ผ่านการพิจารณาวาระที ๑ ของสภาผู้แทนราษฎร และอยู่ ่ ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๓) ร่วมกับภาคีแรงงานกลุ่มต่างๆ พัฒนา ร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ... ฉบับ ประชาชน เพื่อมุ่งให้เกิดองค์กรอิสระในการดำเนินการประกันสังคมให้กับแรงงานทุกภาคส่วน ซึ่ง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน และเป็นทิศทางที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาของสำนักงาน ประกันสังคม ๔) ทำงานร่วมกับภาคีแรงงานทุกภาคส่วน จัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพชีวิต แรงงาน และเชื่อมร้อยทุกภาคีแรงงานตั้งเป้าหมายร่วม และเข้ามาร่วมดำเนินงานภายใต้แผนงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน
๔. แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมไทย
136
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔.๑ วัตถุประสงค์ ๑) เพื่อประมวลองค์ความรู้อิสลามกับสุขภาวะและสร้างองค์ความรู้ปัญหาสุขภาวะ มุสลิมไทยโดยถ่ายทอดผ่านเครือข่ายของแผนงานฯ และผ่านช่องทางอื่นๆ ๒) เพื่อขยายและสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายของแผนงานฯ โดยเฉพาะ เครือข่ายผู้นำสุขภาวะมุสลิมไทย มัสยิดครบวงจร ชุมชนรักษ์สุขภาวะ และลา คอมรฺ ๓) เพื่อผลักดันให้มุสลิมไทยตระหนักในปัญหาสุขภาพที่สำคัญของสังคม และ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่สร้างปัญหาเหล่านั้น ซึ่งรวมถึงปัญหาเกี่ยวกับสุรา ๔) เพื่อผลักดันเชิงนโยบายและขับเคลื่อนมาตรการทางศาสนาในการควบคุมและ ลดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งมึนเมา (ลา คอมรฺ) โดยเฉพาะบุหรี และสุราในสังคมมุสลิมไทย ่ ๔.๒ แนวทางการดำเนินงาน ๑) รวบรวมและสร้างองค์ความรู เน้นความรู้ทางด้านสุขภาวะตามแนวทางอิสลาม ้ เพื่อเป็นหลักนำในการพัฒนาสุขภาวะของมุสลิมไทย และนำองค์ความรู้ที่ได้มาปรับเพื่อผลิตเอกสาร เผยแผ่ให้มีเนื้อหาที่ย่อยได้ง่าย เหมาะสำหรับการถ่ายทอดสู่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง ๒) การประสานสื่อและสร้างกระแส ให้ครอบคลุมพื้นที่หลัก โดยเน้นกลุ่มเป้าหมาย ในสังคมมุสลิมไทย เพื่อเผยแผ่กิจกรรมและผลการดำเนินงานของแผนงานฯ เป็นการเพิ่มพื้นที่สื่อ และช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ด้านสุขภาวะ ตลอดจนผลักดันให้องค์กรสื่อมุสลิมมีบทบาทในการ กระตุ้นความสนใจต่อการสร้างเสริมสุขภาวะและการพัฒนา ๓) สร้างปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการพัฒนาผู้นำการ เปลี่ยนแปลงที่มีรากฐานเป็นผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และผู้นำองค์กรมุสลิมให้มีความรู้ความเข้าใจ ปัญหาสุขภาวะและมีบทบาทสำคัญในสังคมมุสลิมไทย
๔) ผลักดันมาตรการเชิงนโยบาย โดยนอกเหนือจากการติดตามและผลักดันร่าง พรบ. สนับสนุนกิจการกองทุนซะกาตแล้ว จะได้ขับเคลื่อนให้เกิดมาตรการตามแนวทางศาสนาและ สร้างเครือข่ายต้านสิงมึนเมาในสังคมมุสลิม (ลา คอมรฺ) เพือป้องกันมุสลิมไทยจากสิงเสพย์ตดต่างๆ ่ ่ ่ ิ ๔.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) พัฒนามัสยิดครบวงจร (เป็นมัสยิดปลอดบุหรี พัฒนาสภาพแวดล้อมทั้งภายใน ่ และบริเวณโดยรอบ และเป็นศูนย์กลางการพัฒนาสุขภาวะสู่ชุมชนโดยรอบ) เพิ่มขึ้น ๖๓ แห่ง ๒) พัฒนาชุมชนรักษ์สุขภาวะต้นแบบ โดยขยายผล (แตกหน่อ) จากชุมชนรักษ์ สุขภาวะ ๑๐ แห่งเดิมที่ผ่านกระบวนการพัฒนาในช่วงระยะที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นอีก ๑๘ แห่ง ๓) ดำเนินงานโรงเรียนผู้นำ โดยมีผู้นำสุขภาวะมุสลิม (ชาย เยาวชน และสตรี) ผ่านการฝึกอบรมเพิ่มขึ้นอีก ๑๖๐ คน และอยู่ระหว่างการติดตามผลหลังผู้ผ่านโรงเรียนผู้นำ กลับไป ทำงานในชุมชน
๕. โครงการสุขภาวะผู้หญิง
๕.๑ วัตถุประสงค์ ๑) เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านแนวคิดเรื่องผู้หญิงพร้อมกับการสร้างเครือข่าย ที่เข้มแข็ง ให้กับผู้หญิงผู้ ให้บริการสาธารณะ และคนทำงานพัฒนาผู้หญิงที่อยู่ ในทุกภาคส่วน เพื่อลดอคติทางเพศ ๒) สร้างองค์ความรู้ที่จะช่วยพัฒนาสุขภาวะผู้หญิง ทั้งในการเฝ้าระวังปัญหา การแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างระบบคิดของสังคม และการวิเคราะห์นโยบายของภาครัฐที่ส่งผล กระทบต่อสุขภาวะผู้หญิง ๓) สร้างระบบการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยน ฐานคิดเรื่องความเป็นหญิงของสังคมไทย ๔) สร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกที่ดูแลงานพัฒนาผู้หญิงทั้งระดับชาติและท้องถิ่น รวมทั้งผลักดันนโยบาย และบูรณาการแนวคิดเรื่องความเสมอภาคหญิง-ชายสู่การปฏิบัติเชิงรูปธรรม ที่มีประสิทธิภาพ ๕) สร้างเสริมความเข้มแข็งและความรู้สึกมีคุณค่าให้กับผู้หญิงในกลุ่มอัตลักษณ์ ต่างๆ และกลุ่มผู้หญิงในสภาวะยากลำบากหรือถูกเลือกปฏิบัติซ้ำซ้อน ๕.๒ แนวทางการดำเนินงานในปี ๒๕๕๔ ๑) พัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคีสุขภาวะผู้หญิง โดยเน้น แนวคิดเรื่องความเสมอภาคและความเป็นธรรมระหว่างหญิงชาย
137
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒) ขับเคลื่อนร่างกฎหมายส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย ฉบับประชาชน ๓) รณรงค์ผ่านสื่อกระแสหลัก เพื่อให้สังคมวงกว้างได้รับข้อมูลส่งเสริมความเสมอ ภาคหญิงชาย และเสริมสร้างเจตคติที่ถูกต้องเรื่องผู้หญิง และการสร้างความเป็นธรรมต่อผู้หญิงที่ ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน ๔) สนับสนุนการวิจัยและการสนับสนุนการสร้างต้นแบบการทำงานในท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การขยายผล และเน้นการสื่อสารสาธารณะเพื่อลดมายาคติที่เกี่ยวข้องกับความเป็นหญิง ในเรื่องความรุนแรงในครอบครัว การคุกคามทางเพศ ๕.๓ ผลสำเร็จสำคัญ ที่เกิดจากการดำเนินงานในปี ๒๕๕๓ ๑) พัฒนาข้อเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย พ.ศ. …. ฉบับประชาชน และได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. แล้ว หลังจากนี้ จะนำร่าง พ.ร.บ. เสนอต่อรัฐสภา ๒) สนับสนุนและพัฒนากลไกการดำเนินงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำ ความรุนแรงในครอบครัว โดยทำวิจัยเชิงคุณภาพเรื่อง กรณีหญิงต้องคดีฆ่าสามี อันสืบเนื่องมาจาก ความรุนแรงในครอบครัว เพื่อศึกษาบทกฎหมายที่นำไปสู่การช่วยเหลือหญิงต้องคดีฯ และแนวทาง การทำงานร่วมกันระหว่างผูมหน้าทีเ่ กียวข้อง โดยเริมจากการวิเคราะห์สาเหตุของการใช้ความรุนแรง ้ี ่ ่ ต่อคู่สมรส การปรับตัวของคู่สมรส ผู้ถูกกระทำฯ รวมถึงการเรียนรู้ทางสังคมและการวิเคราะห์ คำพิพากษาฎีกากรณีภรรยาฆ่าสามี
138
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนสุขภาวะชุมชน
๖
บทนำ ในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๕๒ เป็นต้นมา สถานการณ์ของการถูกคุกคามโดยปัจจัยกำหนด สุขภาวะ (health determinants) ยังคงปรากฏเป็นทุกขภาวะ วิกฤตทางสังคมอันเป็นผลสืบเนื่อง มาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้ชุมชนท้องถิ่นต้องแบกภาระในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ที่เกิดจากการลดลงของรายได้และปัญหาที่ขยายเข้าสู่ชุมชน เช่น ความปลอดภัย สารเสพติด ความเครียด การแย่งชิงทรัพยากรในชุมชน ในช่วงปลายปี ๒๕๕๒ ถึง ๒๕๕๓ เกิดวิกฤตจากปัญหา ด้านการเมืองและความแตกแยกของคนในสังคมอย่างรุนแรง จากเวทีการปรึกษาหารือและการระดม สมองที่หลากหลายกลุ่มได้จัดขึ้นมาเพื่อค้นหาแนวทางการการเยียวยาสังคมและการสร้างเสริม สุขภาวะทางสังคมเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย แนวทางที่เห็นพ้องกันได้แก่ การเสริมสร้างความ เข้ ม แข็ ง ให้ แ ก่ ภ าคประชาชนและการกระจายอำนาจให้ ท้ อ งถิ่ น จั ด การในพื้ น ที่ ข องตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของแผนสุขภาวะชุมชน แผนสุขภาวะชุมชน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ (ตุลาคม ๒๕๕๑ - กันยายน ๒๕๕๒) และจะใช้กรอบการดำเนินงานของแผนไปจนถึงปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ทั้งนี้ในระหว่าง ปีงบประมาณจะมีการทบทวนและปรับปรุงให้มีความชัดเจนถึงแนวทางการดำเนินงานและตัวชี้วัด เป็นหลัก ตลอดจนเริ่มกระบวนการการประเมินผลในระดับโครงการและแผนงานควบคู่กันไป เมื่อ เข้าสู่ปีงบประมาณ ๒๕๕๔ จะมีการประเมินผลภาพรวมในการดำเนินงานของแผนในช่วง ๓ ปีและ นำสู่การจัดทำแผนใหม่ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและบริบทที่แตกต่างออกไปจากสถานะในปัจจุบัน การดำเนินงานของแผนสุขภาวะชุมชน ปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ได้ข้อสรุปที่นำใช้ในการบริหาร แผนสุขภาวะชุมชน ๗ ประการ ได้แก่ ๑ เป้ า หมายการทำงานที่ มี พื้ น ที่ ป ฏิ บั ติ ก ารระดั บ ตำบลและจั ง หวั ด เป็ น ยุ ท ธศาสตร์ การขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ๒ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายยึดถือตามความถนัดและบทบาทหน้าที่ของแต่ละภาคี โดยใช้ทุนทางสังคมและศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานการพัฒนา ๓ การเสริมศักยภาพของภาคีผดำเนินงานเน้นการพัฒนาวิธการทำงานในรูปแบบหรือแนวทาง ู้ ี ที่มีความเฉพาะสำหรับแต่ละภาคี โดยมีกระบวนการสร้างเป้าหมายและตัวชี้วัดร่วม
139
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔ จัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับวิธีคิดและ ระดับปฏิบัติการ โดยต้องมีการออกแบบที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ๕ พั ฒ นาระบบสนั บ สนุ น ให้ ป ฏิ บั ติ ก ารระดั บ ตำบลและจั ง หวั ด ขั บ เคลื่ อ นได้ อ ย่ า งเต็ ม ศักยภาพ โดยเน้นการจัดการปัจจัยเกื้อหนุนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การศึกษาดูงาน การสร้าง บทเรียนจากปฏิบัติการจริง การสร้างเครือข่าย เป็นต้น ๖ มี การทำงานร่ ว มกั น ในลั ก ษณะหุ้ น ส่ ว นในการขั บ เคลื่ อ นตั้ ง แต่ การพั ฒ นาโครงการ การกำหนดยุทธศาสตร์ การรายงานผล และการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของภาคี ๗ มีกระบวนการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการแผนสุขภาวะชุมชน (คณะกรรมการบริหารแผน คณะกรรมการส่งเสริมการเรียนรู ผูรบผิดชอบ ้ ้ั โครงการ สำนั ก งาน และผู้ ป ระเมิ น ) เพื่ อ เป็ น ปั จ จั ย แห่ ง ความสำเร็ จ ของแผนสุ ข ภาวะชุ ม ชน ในระยะยาว การดำเนินงานของแผนสุขภาวะชุมชน ปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ได้มีการสรุปบทเรียนจาก ประสบการณ์ของเครือข่ายตำบลสุขภาวะและจังหวัดสุขภาวะ ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการได้ทำการ วิจัยเชิงสำรวจและสังเคราะห์จากสาระรายงานความก้าวหน้าของโครงการที่ ได้รับการสนับสนุน ไม่น้อยกว่า ๓๕ โครงการ ซึ่งได้นำมาเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุงแผนสุขภาวะชุมชนใน ๕ ประการ ได้แก่ ๑. ให้ ความสำคั ญ การทำงานร่ ว มกั บ ภาคี เ ชิ ง ยุ ท ธศาสตร์ เ พื่ อ การผลั ก ดั น นโยบาย สาธารณะร่วมในระดับเครือข่าย เช่น กองทุนสุขภาพระดับพื้นที การเสริมพลังใน ่ การบริหารจัดการให้ชุมชนท้องถิ่น การเกษตรเพื่อสุขภาพ ร่วมสร้างสังคมสวัสดิการ ผังเมืองชุมชน การลดความไม่เป็นธรรม เป็นต้น ๒. การสนับสนุนแนวคิดใหม่ๆ ให้มีการดำเนินงานในพื้นที่ทั้งระดับตำบล จังหวัด และ ภูมินิเวศน เช่น การส่งเสริมกิจการเพื่อสังคม (social enterprise) การมีตัวอย่าง ของกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดที่มาจากฐานของแผนพัฒนาชุมชน ๓. การริ เ ริ่ ม ให้ มี ก ลไกระดั บ ภู มิ ภ าคนำร่ อ งในการทำหน้ า ที่ ขั บ เคลื่ อ น “แนวคิ ด ร่ ว มสร้ า งประเทศไทยให้ น่ า อยู่ ที่ สุ ด ” เพื่ อ หนุ น เสริ ม กระบวนการการปฏิ รู ป ประเทศไทยในภาพรวม ๔. สนับสนุนให้เกิดเครือข่ายนักวิชาการในพื้นที่และการประสานเชื่อมโยงกับสถาบัน การศึกษาในการร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในการสังเคราะห์ความรู้ที่เกิดจากปฏิบัติการ ของชุมชนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะพร้อมๆ กับการพัฒนาระบบ การศึกษาที่อยู่บนฐานของวัฒนธรรม
140
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๕. ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการแผนสุขภาวะชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดย ให้มีการสร้างเครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์ชุมชน และการบูรณาการการทำงานของ ทุกภาคส่วนในพื้นที ่
กระบวนการปรับปรุงแผน คณะกรรมการบริ ห ารแผน คณะที ๓ ได้ จั ด ประชุ ม ระดมความคิ ด เห็ น ร่ ว มกั น ของ ่ คณะกรรมการบริหารแผน คณะกรรมการส่งเสริมการเรียนรู ผู้ทรงคุณวุฒ ภาคีดำเนินการ และ ้ ิ ภาคี ยุ ท ธศาสตร์ โดยในกระบวนการได้ ใ ห้ ข้ อ มู ล สถานการณ์ โ ดยรวมของสั ง คมที่ ส่ ง ผลต่ อ การดำเนินงานของแผน ผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนแผนสุขภาวะชุมชนในช่วงที่ผ่านมา และ ระบบบริหารจัดการแผนประกอบการระดมความคิดเห็นอันจะนำไปสู่การปรับปรุงสาระสำคัญของ แผนสุขภาวะชุมชน รวมถึงได้มีการประชุมปรึกษาหารือเพื่อการบูรณาการงานระหว่างแผนที่ เกี่ยวข้อง โดยได้ข้อสรุปดังนี้ ๑. ทิศทางและยุทธศาสตร์ของแผนสุขภาวะชุมชน ปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ยังคงใช้กรอบ และแนวทางการดำเนินงานเช่นเดียวกับปี ๒๕๕๒ - ๒๕๕๓ โดยจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับ การประสานและร่วมกันพัฒนากรอบการดำเนินงานกับภาคีเพื่อเพิ่มโอกาสและศักยภาพของชุมชน ท้องถิ่นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตนเอง เพื่อเผชิญต่อภาวะคุกคามทางสุขภาพ ๒. สำหรับแนวทางการการดำเนินงานยังคงไว้ ๓ กลุ่มแผนงานเดิมที่กำหนดไว้ตั้งแต่ป ี งบประมาณ ๒๕๕๒ ได้แก่ กลุ่มแผนงานสนับสนุนการสร้างสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน กลุ่มแผนงาน พัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อการจัดการสุขภาวะชุมชน และกลุ่มแผนงานบูรณาการการสร้างเสริม สุขภาพ โดยเน้นการขับเคลื่อนแผนสุขภาวะชุมชนให้คุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปรับ กระบวนการทำงานกลุ่มแผนงานพัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อการจัดการสุขภาวะชุมชนให้เชื่อมโยงกับ กระบวนการทำงานระดับพื้นที่มากขึ้น เช่น การทำงานร่วมกับภาคียุทธศาสตร์เพื่อยกระดับการ พัฒนานโยบายสาธารณะสู่ระดับชาติ ปรับตัวชี้วัดให้สะท้อนเชิงคุณภาพมากขึ้นเพื่อให้สามารถวัด ผลลัพธ์จากการดำเนินงานได้ชดเจนขึน โดยมีหน่วยงานวิชาการหรือสถาบันวิชาการเข้ามามีสวนร่วม ั ้ ่ ในการวิจัยและพัฒนาตัวชี้วัดสุขภาวะในทุกมิต ิ ๓. การบริหารจัดการแผนในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ จะให้ความสำคัญกับการบูรณาการงาน สร้างเสริมสุขภาวะที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งกับงานเชิงประเด็นที่เป็นนโยบายของคณะกรรมการกองทุนฯ รวมทั้งจะประสานแผนสุขภาวะชุมชนกับแผนอื่นๆ โดยใช้พื้นที่บูรณาการเชิงประเด็นให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี จะสนับสนุนให้เกิดรูปธรรมในพื้นที่ระดับจังหวัดเพื่อเป็นการเรียนรู้ที่สามารถขยายผลไปยังพื้น ้ ที่อื่นๆ ได้
141
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ปีงบประมาณ ๒๕๕๔ แผนสุขภาวะชุมชนดำเนินงานตามกรอบแนวคิดและ เป้าหมายการพัฒนา ดังแผนภาพที่ ๑
สสส. สมาคม อบต./อบจ. สช. สธ./กษ./มท./พม. ธกส. เครือช่ายองค์กรชุมชน พอช. จังหวัด - อำเภอ สื่อมวลชน สกว. ตำบล NGOs
ปัญหาท้องถิ่น
• ภาระหนี้สิน • การเจ็บป่วย • การเข้าถึงบริการสุขภาพ • ความปลอดภัยในชีวิต • มลภาวะ • ความขัดแย้ง/รุนแรง • ฯลฯ
142
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ตำบล แผนศักยภาพ ตำบล สุขภาวะ ชุมชน ตำบล อื่นๆ บัญชีครัวเรือน ตำบล ตำบล ร่วมทำ สร้างพยาบาล เสริมสร้าง ข้อมูล ของชุมชน สุขภาวะ
เครื่องมือ
- เครือข่าย (Champion, ผู้นำ, พระ, ฯลฯ) - คณะทำงาน - อาสมัคร (ผู้สูงอายุ อสม. ผู้ดูแล ฯลฯ) - แผนตำบล ฯลฯ
ผลผลิต
ร่วมคิด
• วิจัยชุมชน • บัญชีครัวเรือน • แผนที่ศักยภาพ • แผนแม่บทชุมชน ฯลฯ • กลไก • แผน • อาสาสมัคร • กลุ่มคน/เครือข่าย ฯลฯ พัฒนานโยบาย ในเชิงระบบ ระดับต่างๆ - ระดับจังหวัด - ระดับชาติ สภาผู้นำรูปแบบ การจัดการ การเงินเพื่อ สุขภาพ
- ระบบสารสนเทศ - ฐานข้อมูล - ความรู้ใหม่ - นวัตกรรม - นโยบายเฉพาะเรื่อง - การสื่อสาร และรณรงค์ - ฯลฯ
ชุมชนเข้มแข็ง
รูปแบบจัดการ โดยชุมชน - วิสาหกิจชุมชน - พลังงาน - ความปลอดภัย - สิ่งแวดล้อม+ ทรัพยากรฯ - การเรียนรู ้ - การสื่อสาร - ฯลฯ
ผลลัพธ์
แผนภาพที่ ๑ กรอบแนวคิดและเป้าหมายการพัฒนาสุขภาวะชุมชน
เป้าประสงค์ เพื่อให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ “คนไทยมีสุขภาวะยั่งยืน” ตามแผนหลักของ สสส. แผนสุขภาวะ ชุมชนมุ่งดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้ชุมชนท้องถิ่นมีระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน มีการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากปัจจัยกำหนดสุขภาวะและปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ มีระบบสนับสนุนที่ด ผู้นำที่เข้มแข็ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการสร้างและใช้ความรู้โดยชุมชน รวมทั้งเกิด ี ขบวนการขับเคลื่อนงานพัฒนาสุขภาวะอย่างมีพลวัต ครอบคลุมทุกมิติ และภาคีภายนอกสามารถ ให้การสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม
วัตถุประสงค์ ๑. เพื่ อ สนั บ สนุ น การพั ฒ นาระบบการจั ด การสุ ข ภาวะชุ ม ชนโดยชุ ม ชน ในระดั บ ตำบล เครือข่ายตำบล และจังหวัด ๒. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบที่ปกป้องภาวะคุกคามชุมชนและเกื้อหนุน การพัฒนาระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน ๓. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มสมรรถนะของผู้นำการเปลี่ยนแปลง ๔. เพื่อสนับสนุนการสร้างและจัดการความรู้ด้านการจัดการสุขภาวะชุมชนและการพัฒนา นโยบายสาธารณะ ๕. เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้ในกระบวนการบริหารจัดการแผนสุขภาวะชุมชน ๖. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของการเสริมสร้างสุขภาวะที่มีพื้นที่ตัวอย่าง และนโยบายสาธารณะอันเนื่องมาจากการกระบวนการบูรณาการงานสร้างเสริมสุขภาพ โดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง แนวทางการดำเนินงาน ๑. สนับสนุนการพัฒนาระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน มุ่งการผลักดันให้ใช้ทุน ทางสังคมของชุมชนเป็นฐานในการสร้างและนำใช้ความรู้ไปเหนี่ยวนำให้เกิดการพัฒนา ระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนในเรื่องต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมการจัดการสุขภาวะของ ชุมชนโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ๒. การพัฒนาระบบสนับสนุน มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู การแปลงองค์ความรู้ ให้เป็น ้ แนวทางการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพสำหรับเครือข่าย การใช้องค์ความรู้ในการพัฒนา และผลักดันนโยบายสาธารณะ การร่วมพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ การขับเคลื่อน การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติการจริง (interactive learning through action) และการพัฒนา สมรรถนะเครือข่ายผู้นำด้านการจัดการสุขภาวะชุมชนหรือผู้นำการเปลี่ยนแปลง ๓. การบูรณาการโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง มุ่งเน้นสร้างพื้นที่รูปธรรมตัวอย่างที่มุ่งไปสู่การเป็น พื้นที่น่าอยู่ เช่น จังหวัดน่าอยู่ กลุ่มจังหวัดน่าอยู เป็นต้น โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่ม ่ สมรรถนะของผู้นำและการสร้างความรู้ที่นำใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนกระบวนการ สร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่ ตัวชี้วัด ๑. ๒.
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชนและทำหน้าที ่ เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านสุขภาวะสี่มิติ จำนวน ๓๐ แห่งต่อปี เกิดเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีทักษะในการบริหารจัดการท้องถิ่นให้มีการ จัดการความรู้และถ่ายทอดให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น จำนวน ๒๐๐ แห่งต่อปี และมีการบริหารจัดการในลักษณะเครือข่าย จำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐ เครือข่าย
143
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
144
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓. เกิดการขยายแนวคิดการพัฒนากลไกประสานการขับเคลื่อนระบบการจัดการสุขภาวะ ชุ ม ชนโดยชุ ม ชนโดยเครื อ ข่ า ยองค์ กรปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น ไปยั ง องค์ กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนากลไกประสานการขับเคลื่อนระบบการจัดการสุขภาวะชุมชน โดยชุมชน อีก ๕๐๐ แห่งต่อปี ๔. เกิดแหล่งเรียนรูทมปฏิบตการจริง มีองค์ความรูทนำใช้ในกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะได้ ้ ี่ ี ั ิ ้ ี่ และมีวิทยากรที่มีทักษะในการถ่ายทอดความรู จำนวน ๓,๐๐๐ แห่ง (แหล่ง) ต่อปี ้ ๕. เกิดจังหวัดสุขภาวะ (จังหวัดน่าอยู่) อันเกิดจากการที่มีกลไกหรือระบบการการทำงาน ร่ ว มกั น ของภาคี เ ชิ ง ยุ ท ธศาสตร์ มี ร ะบบข้ อ มู ล ประกอบการตั ด สิ น ใจและนำใช้ ใ น กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ จำนวน ๓ จังหวัดต่อปี ๖. เกิดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่มีการดำเนินการและส่งผลต่อขบวนการสร้างเสริม สุขภาวะในพื้นที่ระดับจังหวัด (ส่วนท้องถิ่นหรือส่วนภูมิภาค) จำนวน ๙ เรื่อง ใน ๓ ปี (เฉลี่ยจังหวัดละ ๓ เรื่อง) ๗. พื้นที่ระดับตำบลและจังหวัดสามารถเข้าถึงและนำใช้ฐานข้อมูลร่วมกันและให้บริการ แก่เครือข่ายได้ ๘. เกิดชุดความรู้และมีการนำไปใช้ ในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันและ/หรือการขับเคลื่อน นโยบายสาธารณะ สามารถนำสู่การเผยแพร่ ปีละไม่น้อยกว่า ๑๐ เรื่อง ๙. เกิดนวัตกรรมการพัฒนาเครือข่าย การบริหารจัดการแผนงาน/โครงการ และการขับเคลือน ่ ประเด็นเฉพาะ ๑๐. เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงและนักจัดการสุขภาวะชุมชนเพิ่มขึ้นปีละ ๖,๐๐๐ คน และ รวมตัวกันเป็นเครือข่ายนักจัดการสุขภาวะชุมชน ๑๑. เกิ ด พื้ น ที่ ตั ว อย่ า ง (รู ป ธรรม) และนโยบายสาธารณะเพื่ อ สุ ข ภาพจากกระบวนการ บูรณาการการสร้างเสริมสุขภาวะ
ภาคีหลัก๒๘ ๑. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒. องค์กรชุมชนและสถาบันทางสังคมในพื้นที่ ๓. สถาบันการศึกษา ๔. องค์กรพัฒนาเอกชน ๕. เครือข่ายขององค์กรชุมชน ๖. เครือข่ายขับเคลื่อนประเด็นงานต่างๆ
๒๘
ในบางแห่งของเอกสารอาจเรียกว่า “ภาคีร่วมพัฒนา” ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับ “ภาคีหลัก”
ภาคียุทธศาสตร์ ๑. สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ๒. สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ๓. สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ๔. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๕. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ๖. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ๗. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ๘. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ๙. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๑๐. กระทรวงมหาดไทย ๑๑. กระทรวงสาธารณสุข ๑๒. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๑๓. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๑๔. หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ที่มีหน่วยงานในภูมิภาคและในจังหวัด ๑๕. สื่อมวลชน โครงสร้าง แผนสุขภาวะชุมชน ประกอบด้วย ๓ กลุ่มแผนงาน ได้แก่ ๑. กลุ่มแผนงานสนับสนุนการสร้างสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน ๒. กลุ่มแผนงานพัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อการจัดการสุขภาวะชุมชน ๓. กลุ่มแผนงานบูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพ การบริหารจัดการ กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๓ งบประมาณ
งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๑. กลุ่มแผนงานสนับสนุนการสร้างสุขภาวะของชุมชนโดยชุมชน ๓๐๐ ๓๐๐ ๓๑๐ ๒. กลุ่มแผนงานพัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อการจัดการสุขภาวะชุมชน ๑๒๐ ๑๑๐ ๑๒๐ ๓. กลุ่มแผนงานบูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพ๒๙ ๑๗๕ ๑๖๕ ๑๕๓ รวม ๕๙๕ ๕๗๕ ๕๘๓ กลุ่มแผนงานหลัก
๒๙
145
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
งบประมาณ เป็นงบประมาณรวมของคณะกรรมการบริหารแผนทั้ง ๗ คณะ
รายละเอียดกลุ่มแผนงาน
๑. กลุ่มแผนงานสนับสนุนการสร้างสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน
สถานการณ์และแนวคิด
146
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. ทุ ก ภาคส่ ว นมี ความเห็ น พ้ อ งกั นว่ า ชุ ม ชนท้ อ งถิ่ น เข้ ม แข็ ง คื อ ยุ ท ธศาสตร์ การพั ฒ นา ประเทศ หากชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งจะสามารถจัดการกับปัญหาดังที่ปรากฏอยู่ให้ลดน้อยลง ไปมาก มีเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับภาพมหภาคที่ส่วนกลางหรือรัฐบาลกลางจะต้องแก้ปัญหาหรือดูแลให้ เกิดความสมดุลและประชาชนมีความสุขตามสมควรในแต่ละบริบทของแต่ละท้องถิ่น ๒. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองเจตนารมณ์ของ ประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งดำเนินงานตามแนวคิด “ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง” ด้วย “ความเป็นชุมชน” ที่ส่งเสริมการ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำและมีบทเรียนด้านการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน และ อปท.จำนวนหนึ่ง ได้ร่วมดำเนินงานกับ สสส. ภายใต้แผนสุขภาวะชุมชน จนกระทั่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านการจัดการ สุขภาวะชุมชนโดยชุมชน จากบทเรียนเหล่านี้ ได้แสดงให้เห็นว่า ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการ สุขภาวะได้ด้วยตนเองเพื่อการขับเคลื่อนให้ชุมชนท้องถิ่นของตนเองเป็นชุมชท้องถิ่นที่น่าอยู่สำหรับ ประชาชนในพื้นที่และผู้มาร่วมเรียนรู อปท. ที่เข้มแข็งที่มีศักยภาพและความพร้อมรวมตัวกันเป็น ้ เครือข่ายท้องถิ่น โดยมีการเสริมหนุนแบบพี่เลี้ยงและเพิ่มสมรรถนะในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ สมรรถนะด้านกระบวนการถ่ายทอดความรู้จากการปฏิบัติการหรือแหล่งเรียนรู รวมถึงการพัฒนา ้ นโยบายร่วมกันเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเสริมหนุนการทำงานเพื่อให้เกิดชุมชน ท้องถิ่นเข้มแข็ง ๓. แผนสุขภาวะชุมชนได้กำหนดเป้าประสงค์ที่จะสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบการจัดการ สุขภาวะชุมชนโดยชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันของภาคีร่วมพัฒนาจากภาคส่วน ต่างๆ ในพื้นที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนา ด้วยเหตุน จึงได้เน้นการออกแบบ ี้ การดำเนินงานที่สอดคล้องกับศักยภาพของภาคีร่วมพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนงานให้บรรลุตามเป้าหมาย ของแผน โดยกลุ่มแผนงานสนับสนุนการสร้างสุขภาวะชุมชนโดยชุมชนภายใต้แผนสุขภาวะชุมชน ให้การสนับสนุนการดำเนินงานในระดับตำบลและจังหวัด
เป้าหมาย
เพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ของแผนสุขภาวะชุมชน กลุ่มแผนงานสนับสนุนการสร้างสุขภาวะ ชุมชนโดยชุมชนมุ่งดำเนินงานเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชนหรือ มีการยกระดับกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาวะและแหล่งเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงของระบบ
ย่อยต่างๆ ในการจัดการสุขภาวะของชุมชน มีแนวทางการเรียนรู้ทักษะในการถ่ายทอดความรู และ ้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เฉพาะเรื่องเฉพาะประเด็นให้แก่พื้นที่อื่นๆ มีผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับ และจำนวนที่สามารถส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีกลไกในการพัฒนานโยบาย เพื่อสนับสนุนการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชนที่ มีความเชื่อมโยงของระบบย่อยต่างๆ ในชุมชนและครอบคลุมสุขภาวะทั้ง ๔ มิติ (กาย จิต ปัญญา สังคม) ๒. เพื่อสนับสนุนให้เกิดกลไกในการพัฒนานโยบายที่เสริมหนุนการดำเนินงานและปกป้อง ภาวะคุกคามทั้งในระดับตำบลและระดับจังหวัด รวมถึงการผลักดันแนวคิดและตัวอย่างรูปธรรมที่ดี ให้เกิดการขยายผลเชิงพื้นที่ ๓. เพื่อสนับสนุนให้เกิดการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของชุมชนปฏิบัติการกับ ชุมชนท้องถิ่นอื่นๆ ๔. เพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับตำบลและจังหวัด
แนวทางการดำเนินงาน
กลุ่มแผนงานสนับสนุนการสร้างสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน ประกอบด้วย ๒ แผนงาน คือ แผนงานสนับสนุนการสร้างสุขภาวะชุมชนโดยชุมชนระดับตำบล และแผนงานสนับสนุนการสร้าง สุขภาวะชุมชนโดยชุมชนระดับจังหวัด ดังนี้ ๑. แผนงานสนับสนุนการสร้างสุขภาวะชุมชนโดยชุมชนระดับตำบล ๑) สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้มีการพัฒนาระบบการจัดการสุขภาวะ ชุมชนโดยชุมชนและมีการยกระดับกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาวะหรือแหล่งเรียนรู้ที่มีความเชื่อโยง กันเป็นระบบย่อยต่างๆ ในการจัดการสุขภาวะของชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของภาคีหลักในชุมชน ท้องถิ่น ๒) สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้มีกระบวนการประเมินศักยภาพ ตนเอง การสรุปบทเรียนและการจัดการความรู้เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาสุขภาวะ ของชุมชน ๓) สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและแกนนำปฏิบัติการ ๔) ส่งเสริมปฏิบัติการของกลไกการประสานงานในการดำเนินกิจกรรมผลักดันนโยบาย สาธารณะที่เชื่อมโยงทุกระดับ ๕) ส่งเสริมกิจกรรมเครือข่ายของกลุ่มพื้นที่ ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเรียนรู้และ การขับเคลื่อนขบวนการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน
147
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๖) เชื่อมประสานความร่วมมือกับองค์กรส่วนกลางที่มีภารกิจในการเสริมสร้างความ เข้มแข็งของชุมชนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายของแผนงาน การสนับสนุนการดำเนินงานของแต่ละภาคีหลัก มีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน อาจมีแนวทาง การดำเนินงานดังตัวอย่าง ๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยการสืบเสาะและเชิญชวนให้ อปท. ที่มีความ มุ่งมั่นและมีประสบการณ์หรือบทเรียนการดำเนินงานด้านการพัฒนาสุขภาวะชุมชน ทั้งที่มีศักยภาพ สูงในการพัฒนาตนเองเป็น “ศูนย์เรียนรู้” และมีศักยภาพในการประสานเชิญชวนเพื่อนมาร่วมกัน ทำงานเป็ น “เครื อ ข่ า ย” ที่ ช่ ว ยเหลื อ ซึ่ ง กั น และกั น โดยมี การดำเนิ น งานภายใต้ แ นวคิ ด เพื่ อ น ช่วยเพื่อน ที่เน้นการร่วมเรียนรู้และร่วมขับเคลื่อนให้ประชาชนมีสุขภาวะครอบคลุมทั้งตำบล ๒) กลุ่มนักวิชาการหรือสถาบันวิชาการ ที่มีเครือข่ายในพื้นที่และเห็นศักยภาพ (ทุนทาง สังคม) ในการพัฒนาระบบการเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นเครื่องมือใน การพัฒนาระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน การพัฒนาแหล่งเรียนรู้และพัฒนาผู้นำ ๓) องค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีเครือข่ายในพื้นที่และมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปทำงานร่วมกับ ภาคีหลักในพื้นที (ท้องถิ่น ท้องที่ องค์กรชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และอื่นๆ) โดยใช้ปฏิบัติการทาง ่ สังคมเป็นเครื่องมือสร้างเงื่อนไขในการทำงานร่วมกันและผลิตชุดประสบการณ์ที่ได้ผ่านการทดลอง ปฏิบัติการจริงในพื้นที่จนเกิดการเรียนรู้ร่วมกันของภาคีหลักในพื้นที่และขยายผลสู่การพัฒนา นโยบายและการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของแต่ละพื้นที ่ ๔) องค์กรชุมชน ที่มีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับของภาคีในพื้นที โดยใช้ความสำเร็จใน ่ การดำเนินงานในพื้นที่ของตนเองไปสร้างเครือข่ายและขับเคลื่อนในพื้นที่อื่นๆ ๒. แผนงานสนับสนุนการสร้างสุขภาวะชุมชนโดยชุมชนระดับจังหวัด ๑) สนับสนุนให้มีการพัฒนากลไกระดับจังหวัดเพื่อให้ภาคีที่หลากหลายมีส่วนร่วมใน การขับเคลื่อนการเสริมสร้างสุขภาวะภายใต้ทุนและศักยภาพของพื้นที่อันนำไปสู่การจัดการสุขภาวะ ของจังหวัด ๒) สนับสนุนกิจกรรมผลักดันนโยบายสาธารณะในระดับจังหวัดอันนำไปสู่ความสามารถใน การจัดการตนเองของจังหวัดและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ๓) สนับสนุนและหนุนเสริมให้มีระบบการเรียนรู้และการขยายผลการขับเคลื่อนขบวนการ สร้างเสริมสุขภาวะและนโยบายสาธารณะของจังหวัด ๔) สนับสนุนการสร้างและเสริมแนวคิดและทักษะที่จำเป็นในการขับเคลื่อนงานเพื่อให้เกิด การจัดการตนเองของจังหวัด ๕) เชื่อมประสานความร่วมมือกับองค์กรส่วนกลางที่มีภารกิจในการสร้างความเข้มแข็ง ของชุมชนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายของแผนงาน
148
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ตัวชี้วัด
ระดับตำบล ๑. องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชนและทำหน้าที่ เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านสุขภาวะสี่มิต จำนวน ๓๐ แห่งต่อปี ิ ๒. เกิดเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีทักษะในการบริหารจัดการท้องถิ่นให้มีการ จัดการความรู้และถ่ายทอดให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น จำนวน ๒๐๐ แห่งต่อปี ๓. เกิ ด การขยายแนวคิ ด โดยเครื อ ข่ า ยองค์ กรปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น ไปยั ง องค์ กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนากลไกประสานการขับเคลื่อนระบบการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน จำนวน ๕๐๐ แห่งต่อปี และมีการบริหารจัดการในลักษณะเครือข่าย จำนวนไม่นอยกว่า ๑๐ เครือข่าย ้ ๔. เกิดแหล่งเรียนรู้ที่มีปฏิบัติการจริง มีองค์ความรู้ที่นำใช้ในกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะ ได้ และมีวิทยากรที่มีทักษะในการถ่ายทอดความรู จำนวน ๓,๐๐๐ แห่งต่อปี ้ ๕. เกิดองค์ความรู้ด้านการจัดการสุขภาวะโดยชุมชน อย่างน้อย ๕ เรื่อง ในระยะเวลา ๓ ปี (เช่น ระบบอาสาสมัคร ระบบเศรษฐกิจชุมชน ระบบสวัสดิการชุมชน ระบบการสื่อสาร แนวทางการ ออกแบบการเรียนรู้ เป็นต้น) ๖. เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงและแกนนำปฏิบัติการเฉพาะเรื่องเฉพาะประเด็น ไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ คนต่อปี (อปท. ศูนย์เรียนรู้ แห่งละ ๓๐ คน อปท. เครือข่าย แห่งละ ๑๕ คน และแหล่ง เรียนรู แห่งละ ๓ คน) ้ ระดับจังหวัด ๑. เกิดจังหวัดสุขภาวะ (จังหวัดน่าอยู่) ที่มีกลไกหรือระบบการการทำงานร่วมกันของภาคี เชิงยุทธศาสตร์ มีระบบข้อมูลประกอบการตัดสินใจและนำใช้ในกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อสุขภาพ จำนวน ๓ จังหวัดต่อปี ๒. เกิดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่มีการดำเนินการและส่งผลต่อขบวนการสร้างเสริม สุขภาวะในพืนทีระดับจังหวัด (ส่วนท้องถินหรือส่วนภูมภาค) จำนวน ๙ เรือง ใน ๓ ปี (เฉลียจังหวัดละ ้ ่ ่ ิ ่ ่ ๓ เรื่อง) ๓. เกิดองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในระดับจังหวัด อย่างน้อย ๕ เรื่อง ในระยะเวลา ๓ ปี ๔. เกิดนักยุทธศาสตร์ที่มีสมรรถนะในการจัดการสุขภาวะระดับจังหวัด พัฒนาและผลักดัน นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ จังหวัดละไม่น้อยกว่า ๒ คนต่อปี
ภาคีหลัก
149
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒. องค์กรชุมชนหรือภาคประชาสังคม
150
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓. องค์กรพัฒนาเอกชน ๔. สถานบริการสุขภาพทุกระดับ ๕. หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ๖. สถาบันการศึกษาในพื้นที ่ ๑. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ๒. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๓. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ๔. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ๕. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ๖. กระทรวงมหาดไทย ๗. กระทรวงศึกษาธิการ ๘. กระทรวงสาธารณสุข
ภาคีเชิงยุทธศาสตร์
๒. กลุ่มแผนงานพัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อการจัดการสุขภาวะชุมชน
สถานการณ์และแนวคิด
๑. จากสภาวะวิกฤตของสังคมในปัจจุบัน ซึ่งมุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิด วัฒนธรรมบริโภคนิยมแพร่กระจายทั่วพื้นที เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและวิถีการผลิต เช่น การทำ ่ เกษตรพึ่งพาสารเคมีเพื่อเน้นผลผลิต การเป็นหนี้สินจากกระแสวัตถุนิยม ซึ่งส่งผลต่อปัจจัยในการ กำหนดสุขภาวะและปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นในการจัดการตนเอง ๒. การพัฒนาระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน เช่น การจัดการ ระบบข้ อ มู ล การถอดบทเรี ย น และการสร้ า งองค์ ความรู้ การสื่ อ สาร รวมทั้ ง การพั ฒ นาผู้ น ำ การเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นการหนุนเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเชื่อมั่นในศักยภาพในการจัดการตนเอง ภายใต้ทุนทางสังคมของท้องถิ่นตนเอง รวมถึงผู้นำมีความเชื่อมั่นในความสามารถปกป้องคุ้มครอง ชุมชนท้องถิ่นของตนเองให้มีความสุขได้ นับได้ว่าเป็นการจัดการในระดับรากฐานของสังคมที่ส่งผล ให้เกิดความยั่งยืนและมั่นคง ในขณะเดียวกันการทำงานเพื่อให้เกิดการกำหนดนโยบายในระดับพื้นที ่ จำเป็นต้องใช้ความรู้เหนี่ยวนำให้เกิดการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ โดยต้องอาศัย การจัดการความรู้ซึ่งถอดบทเรียนจากการทำงานในพื้นที่มาทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อใช้ใน กระบวนการออกแบบวิธีการทำงาน และการพัฒนาระบบข้อมูลที่จะนำใช้ในการขับเคลื่อนขบวนการ
พัฒนาสุขภาวะของชุมชน การนำใช้องค์ความรู้ในกระบวนการพัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะ โดยใช้การสื่อสารและรณรงค์เป็นกลไกการขับเคลื่อนให้ชุมชนตระหนักในความสามารถในการจัดการ ตนเองและขยายผลพื้นที่ดำเนินการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน ๓. ผู้นำ เป็นทุนทางสังคมที่สำคัญของชุมชนท้องถิ่น แต่จากการทำงานที่ผ่านมา พบว่า ปัจจุบันผู้นำในพื้นที่มีศักยภาพแต่ไม่ได้รับการพัฒนาที่สอดคล้องกับความสนใจ ทำให้เกิดข้อจำกัด ของขีดความ สามารถในการพัฒนา ดังนั้นจำเป็นต้องมีการเสริมศักยภาพอย่างสอดคล้องกับ การทำงานในพื้นที่ เพื่อให้เกิดผู้นำที่มีสมรรถนะในการทำงานเชิงยุทธศาสตร์
เป้าหมาย
กลุ่มแผนงานพัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อการจัดการสุขภาวะชุมชนมุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมาย ๕ ประการ ที่มีความเชื่อมโยงกัน ดังนี้ ๑. การสร้ า งและจั ด การความรู้ ที่ น ำใช้ ใ นการปฏิ บั ติ ข องภาคี แ ละองค์ กรที่ ส นั บ สนุ น การ สร้างเสริมสุขภาวะชุมชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งการพัฒนาระบบ ฐานข้อมูลที่ภาคีมีส่วนร่วมในการพัฒนา สามารถเข้าถึงและนำใช้ประโยชน์เพื่อการตัดสินใจใน กระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ๒. การพัฒนาระบบสื่อสารและรณรงค์อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นในชุมชนท้องถิ่น ที่จะ ต้องจัดการสุขภาวะด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกันของสังคมถึงวิถีชีวิตที่มีความสุขในฐาน วัฒนธรรมของตน และการเผยแพร่ขยายผลในวงกว้าง ๓. การพัฒนานโยบายและระบบที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการสุขภาวะชุมชน ๔. การพัฒนาและเสริมศักยภาพเพื่อให้ผู้นำการเปลี่ยนแปลงและนักจัดการสุขภาวะชุมชนมี สมรรถนะในสร้างระบบการทำงานร่วมกันและเป็นการทำงานเชิงกลยุทธ์ ๕. การพัฒนาระบบการบริหารจัดการแผนสุขภาวะชุมชนให้มีประสิทธิภาพและร่วมเป็น หุ้นส่วนกับภาคี
วัตถุประสงค์
151
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เพื่อสนับสนุนการสร้างความรู้และจัดการความรู้จากการปฏิบัติ ๒. เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ในกระบวนการบริหารจัดการแผนสุขภาวะ ชุมชนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อนำใช้ ในกระบวนการพัฒนาสุขภาวะชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ๓. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการสื่อสารและรณรงค์ในระดับชุมชนและสังคมวงกว้าง ๔. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบและนโยบายสาธารณะเพื่อปกป้องภาวะคุกคามต่อสุขภาวะ ชุมชนและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ๕. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มผู้นำให้มีสมรรถนะในการทำงาน เพิ่มขึ้นและเป็นทุนทางสังคมของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
๖. เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการแผนสุขภาวะของชุมชน
แนวทางการดำเนินงาน
152
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ประกอบด้วยแผนงาน ๕ แผนงาน ดังนี้ ๑. แผนงานสนับสนุนการการจัดการความรู้และการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ ๑) สนั บ สนุ น กิ จ กรรมการจั ด การความรู้ ใ นชุ ม ชน การจั ด การความรู้ ร ะหว่ า งพื้ น ที่ / เครือข่าย การสร้างเครื่องมือในการทำงาน และการสังเคราะห์ความรู้เพื่อใช้ ในการขับเคลื่อน ขบวนการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ๒) สนับสนุนการวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อยกระดับความรู้จากการปฏิบัติให้สามารถ นำมาใช้เพื่อการขยายผลไปยังพื้นที่ที่มีบริบทแตกต่างกันและพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะต่อไปได้ ๓) สนับสนุนการถอดบทเรียนจากประสบการณ์ที่เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ในกระบวนการ บริหารจัดการแผนและการขับเคลื่อนงานจากปฏิบัติการจริง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน งานและขยายผล ๔) สนับสนุนการจัดทำระบบข้อมูลสุขภาวะชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีหลักในพื้นที่ และมีการนำใช้ ในทุกระดับของการตัดสินใจ รวมถึงเป็นเครื่องมือของเครือข่ายในการนำใช้ ใน กระบวน การผลักดันเชิงนโยบายและใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้สังคมยอมรับ ๕) สนั บ สนุ น การพั ฒ นาเครื อ ข่ า ยนั กวิ ช าการท้ อ งถิ่ น เพื่ อ หนุ น เสริ ม การสร้ า งความรู้ และการจัดการความรู้ของชุมชนเอง ๒. แผนงานพัฒนาระบบสื่อสารและการรณรงค์ ๑) สนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบการสื่อสารในทุกรูปแบบทั้งโดยชุมชนดำเนินการเอง และผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าไปดำเนินการ ที่นำไปสู่การเรียนรู้ของชุมชน สังคมวงกว้าง และเพื่อ การขยายผล รวมถึงการเสริมหนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ๒) สนั บ สนุ น การเสริ ม สร้ า งศั ก ยภาพอาสาสมั ค รในชุ ม ชนให้ เ ป็ น นั ก สื่ อ สารชุ ม ชนที่ สามารถใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในการสื่อสารได้หลากหลายรูปแบบ และชุมชนสามารถเข้าถึง การสื่อสารที่มีอยู่ ๓. แผนงานสนับสนุนการพัฒนาระบบและนโยบายสาธารณะ ๑) สนับสนุนการพัฒนาระบบเพื่อปกป้องภาวะคุกคามสุขภาวะของชุมชน ๒) สนับสนุนกิจกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะที่คุ้มครองสิทธิของชุมชนในกระบวน การจัดการสุขภาวะ ๔. แผนงานพัฒนาผู้นำ ๑) จัดกิจกรรมเสริมศักยภาพภาคีและเพิ่มสมรรถนะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามภารกิจและ ความเชี่ยวชาญ ๒) สนั บ สนุ น ผู้ น ำการเปลี่ ย นแปลงให้ ไ ด้ มี โ อกาสแลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ ร ะหว่ า งผู้ น ำการ
เปลี่ยนแปลงทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างสมรรถนะภาวะการเป็น ผู้นำ ๓) สนับสนุนการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน การสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนต่อไป ๕. แผนงานพัฒนาระบบการบริหารจัดการแผนสุขภาวะชุมชน ๑) พั ฒ นาแนวทางการดำเนิ น งานของแต่ ล ะแผนงาน ตั้ ง แต่ ก ารพั ฒ นาโครงการ การนิเทศ การติดตามกำกับ และการประเมินผล ให้เป็นไปเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของภาคี ๒) จั ด กิ จ กรรมการแลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ ร่ ว มกั น ของภาคี ด้ า นการบริ ห ารจั ด การอย่ า งมี ประสิทธิภาพและนำสู่การปฏิบัติได้จริง ๓) พัฒนากลไกระดับพื้นที่ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการสร้างเสริมสุขภาวะ ชุมชน
ตัวชี้วัด
๑. เกิดชุดความรู้การจัดการสุขภาวะชุมชนโดยชุมชน จำนวน ๕ เรื่องต่อปี เช่น ชุดความรู้ เกี่ ย วกั บ การจั ด การสุ ข ภาวะในพื้ น ที่ การจั ด การเครื อ ข่ า ย บทบาทขององค์ กรสนั บ สนุ น พื้ น ที่ การเผยแพร่ขยายผล และการพัฒนาศักยภาพ เป็นต้น ๒. เกิ ด นวั ต กรรมการพั ฒ นาเครื อ ข่ า ย การบริ ห ารจั ด การแผนงาน/โครงการ และการ ขับเคลื่อนประเด็นเฉพาะ ๓. เกิดระบบข้อมูลในระดับตำบลและจังหวัดโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคีหลักในพื้นที่ เป็น ระบบที่เข้าถึงได้สะดวก และเกิดรูปธรรมในการนำข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อนงานสร้างสุขภาวะชุมชน ๔. เกิดระบบการสื่อสารที่ทำให้เกิดการรับรู้และการเรียนรู้ในชุมชนและสังคมอย่างกว้างขวาง ๕. มีสื่อสาธารณะที่ใช้ในการเผยแพร่ รณรงค์ในโอกาสต่างๆ รวมถึงใช้ในกระบวนการผลักดัน นโยบายเพื่อการขยายผลอย่างน้อยจำนวน ๑๐ เรื่องต่อปี ๖. เกิดนโยบายสาธารณะที่มีการดำเนินงานจนเกิดผลที่เป็นรูปธรรมในการสร้างเสริมสุขภาวะ ชุมชน อย่างน้อย ๑ เรื่องต่อปี ๗. เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีสมรรถนะในการทำงานร่วมกันและมีกำหนดยุทธศาสตร์ใน การขับเคลือนได้เชิงยุทธศาสตร์ (นักยุทธศาสตร์) และนักปฏิบตการต้นแบบ ไม่นอยกว่า ๒๐ คนต่อปี ่ ัิ ้ ๘. เกิดระบบบริหารจัดการแผนที่ภาคียอมรับและพึงพอใจ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๐
ภาคีหลัก
153
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. นักวิชาการ ๒. ผู้นำชุมชนทั้งที่เป็นบุคคลและองค์กรชุมชน ๓. เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๔. องค์กรชุมชนและเครือข่ายในชุมชน
ภาคีเชิงยุทธศาสตร์
๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖.
เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
๓. กลุ่มแผนงานบูรณาการการสร้างเสริมสุขภาพ
สถานการณ์และแนวคิด
154
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แนวคิดการพัฒนาเชิงบูรณาการมีฐานความเชื่อว่า หากทุกจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดมีการเรียนรู้ ร่วมกันในการปฏิบัติงานทุกระดับ ทั้งพื้นที่ องค์กร และประเด็น โดยเน้นการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดความ สัมพันธ์กับชีวิต จิตใจ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และสุขภาพอย่างเชื่อมโยงกันแล้ว นั้น จะทำให้ประเทศไทยมีความสมดุลและมีความร่มเย็นเป็นสุข เคารพศักดิ์ศรี และเห็นคุณค่าของ คนทุกคนในจังหวัด จนเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและจังหวัดของตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง ประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น และการสร้างสันติสุขในระดับชาติ ซึ่งนำมาสู่ความเป็นจังหวัดหรือ กลุ่มจังหวัดน่าอยู่ในที่สุด
เป้าหมาย
กลุ่ ม แผนงานบู ร ณาการการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพ มุ่ ง ดำเนิ น งานขั บ เคลื่ อ นกระบวนการ สร้างเสริมสุขภาพในพื้นที่ระดับจังหวัด โดยการบูรณาการที่มุ่งไปสู่การร่วมสร้างประเทศไทยที่น่าอยู่ ทั้งนี้ในการขับเคลื่อนเน้นการดำเนินงานที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้งและบูรณาการเชิงประเด็นตามนโยบาย ของคณะกรรมการกองทุน รวมทั้งการประสานแผนสุขภาวะชุมชนกับแผนอื่นๆ โดยคณะกรรมการ กองทุนมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารแผนทุกคณะดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังนี้
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการทำงานร่วมกันขององค์ภาคีในพื้นที่ (จังหวัดและกลุ่ม จังหวัด) ๒. เพื่ อ พั ฒ นาสมรรถนะของผู้ น ำในพื้ น ที่ ใ ห้ ส ามารถขั บ เคลื่ อ นให้ เ กิ ด พื้ น ที่ ตั ว อย่ า งและ นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
๓. เพื่อส่งเสริมการระดมทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นและใน ระดับจังหวัดเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะ
แนวทางการบูรณาการ
๑. การสำรวจทุนทางสังคมทั้งในระดับกลุ่ม องค์กร และสถาบัน ที่มีพื้นที่รูปธรรมตัวอย่าง และจัดทำเป็นระบบฐานข้อมูลนำใช้ในกระบวนการบูรณาการ ๒. สนับสนุนและร่วมสร้างระบบและกลไกในการจัดการความรู้ ความร่วมมือ โดยมีเป้าหมาย สร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่ร่วมกัน ๓. สนับสนุนการวิจัยสร้างความรู้ที่มีความจำเป็นต่อการใช้งานในการสร้างพื้นที่รูปธรรม และการพัฒนาระบบบูรณาการ ๔. สนับสนุนให้เกิดโครงการเพิ่มสมรรถนะผู้นำในแต่ละกลุ่มจังหวัดโดยคณะกรรมการบริหาร แผนแต่ละคณะกำหนดรายละเอียดการดำเนินงาน ในพื้นที่ตามกลุ่มจังหวัดที่รับผิดชอบ
ตัวชี้วัด
๑. มีระบบฐานข้อมูลและมีบัญชีรายชื่อพื้นที่ที่สามารถระบุกรณีที่มีการบูรณาการอย่างเป็น รูปธรรมและมีการขับเคลื่อนในเชิงบูรณาการ อย่างน้อยในพื้นที่กรณีตัวอย่าง ๒. มี กรณี ตั ว อย่ า งพื้ น ที่ รู ป ธรรมที่ แ สดงถึ ง การเป็ น เมื อ งน่ า อยู่ ๓๐ (เมื อ งแห่ ง สุ ข ภาวะ) อย่างน้อย ๑ จังหวัดในแต่ละกลุ่มจังหวัด ๓. มีกรณีตัวอย่างของระบบการทำงานร่วมขององค์กรภาคีในพื้นที่ อย่างน้อยกลุ่มจังหวัดละ ๒ กรณี ๔. มีชุดความรู้ที่มีการนำใช้และเกิดผลต่อสุขภาวะของประชาชนจากกระบวนการบูรณการ จำนวน ๒ เรื่องต่อกลุ่มจังหวัดต่อปี ๕. เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีสมรรถนะในการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ กลุ่มจังหวัดละ ๕ คน ต่อปี
155
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓๐
พัฒนาคำนิยามจากปฎิบัติการในพื้นที่ และสังเคราะห์เป็นแนวทางร่วมและแนวทางเฉพาะพื้นที่
แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว
สถานการณ์ แนวคิด และความสำคัญของแผน
ประเทศไทยมีจำนวนเด็กและเยาวชน
(ช่วงอายุระหว่าง
แรกเกิด-๒๕
ปี)
๒๒,๙๒๐,๓๙๕
คน
คิ ด เป็ น จำนวนร้ อ ยละ
๓๖.๐๘
ของประชากรทั้ ง ประเทศ
(ข้ อ มู ล กรมการปกครอง
กระทรวง มหาดไทย
ณ
เดือนธันวาคม
๒๕๕๒)
และมีจำนวนครัวเรือนอยู่ที่
๒๑,๑๔๓,๙๗๕
ครัวเรือน
ขนาด ครอบครัวเฉลี่ย
๓.๐๐
คนต่อครัวเรือน
(ข้อมูลกรมการปกครอง
กระทรวงมหาดไทย
ณ
เดือน ธันวาคม
๒๕๕๒)
ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนทางเศรษฐกิจ
สังคม
และการเมือง
ทำให้คนไทยเป็น ประชากรที่เปราะบาง
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่
เด็ก
เยาวชน
และครอบครัว
จะต้องได้รับการ
เสริมสร้างความเข้มแข็ง
เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสถานการณ์ดังกล่าว
ที่นับวันปัญหาจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
โดยสถานการณ์ภาพรวมสรุปได้
ดังนี้
n สถาบั น ครอบครั ว
ซึ่ ง เคยเป็ น ทุ น ทางสั ง คม
มี ร ะบบเครื อ ญาติ ที่ ผู ก พั น อย่ า งใกล้ ชิ ด
มีความเกื้อกูล
มีความเอื้ออาทร
และการอบรมขัดเกลาบุตรหลานอ่อนแอลง
จึงส่งผลต่อปฏิสัมพันธ์ ทั้งภายในและภายนอกครอบครัว
ทำให้บิดามารดาส่วนหนึ่งผลักภาระการเลี้ยงดูไปให้สถาบันอื่น
รับผิดชอบ
เช่น
สถาบันการศึกษา
สถาบันศาสนา
และชุมชน
โดยในความเป็นจริงสถาบันเหล่านี
้ ไม่สามารถทำหน้าที่ทดแทนได้
n ความสั ม พั น ธ์ ข องคนในครอบครั ว มี แ นวโน้ ม ลดลง
เนื่ อ งจากโครงสร้ า งครอบครั ว
ที่เปลี่ยนแปลง
จากข้อมูลสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพพบว่า
ในปี
๒๕๕๓
โดย
ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ
๕๐
เป็นครอบครัวเดี่ยวที่สมาชิกประกอบด้วย
พ่อ
แม่
ลูก
หรืออยู่กัน เฉพาะคู่สามี
ภรรยา
และประมาณร้อยละ
๑๑
อาศัยอยู่ตามลำพังคนเดียวและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อย่างเห็นได้ชัดเจน
ทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของคนสามวัย
ลดน้อยลง
ส่งผลให้ความอบอุ่นและ ความมั่นคงของสถาบันครอบครัวอ่อนแอลงในที่สุด
๗
157
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
158
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ผลกระทบอีกประการหนึ่งที่เป็นสะท้อนภาพความอ่อนแอของครอบครัวไทยและมีแนวโน้ม ว่าจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว คือ การทอดทิ้งเด็กและผู้สูงวัย ซึ่งพบว่า เด็กและผู้สูงอายุที่เข้ารับการ สงเคราะห์ในสถานสงเคราะห์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๒ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง n สถานการณ์ ค รอบครั ว ดั ง กล่ า ว ไม่ ว่ า จะเป็ น การเปลี่ ย นแปลงโครงสร้ า งของครอบครั ว ปฏิสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกครอบครัว ล้วนส่งผลต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนในระยะยาว โดยข้อมูลยังชี้ชัดว่าสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนในด้านต่างๆ จะเข้าสู่ภาวะวิกฤต ดังนี้ n ด้านสุขภาพอนามัย l เด็ ก ปฐมวั ย (แรกเกิ ด -๕ ปี ) มี แ นวโน้ ม พั ฒ นาการที่ ล่ า ช้ า หรื อ ต่ ำ กว่ า มาตรฐาน ทั้งในด้านของอารมณ์ จิตใจ สติปัญญา จริยธรรม และสังคม เนื่องจากหลายสาเหตุปัจจัย โดยเฉพาะการขาดความรู้ ความเข้ า ใจเรื่ อ งพั ฒ นาการของเด็ ก วิ ธี การเลี้ ย งดู ข อง ครอบครัว ครู และผู้เลี้ยงดูเด็ก l เด็กและเยาวชนไทยมีพฤติกรรมบริโภคอาหารที่เสี่ยงอย่างน่าเป็นห่วง จากการสำรวจ สภาวะพฤติกรรมสุขภาพของเด็กอายุ ๖-๑๕ ปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ พบว่าเด็ก และเยาวชนไทยยังดื่มน้ำอัดลมและกินขนมกรุบกรอบเป็นประจำ ส่งผลให้เด็กไทยตกอยู่ ในภาวะโรคอ้ ว นและเป็ น โรคฟั น ผุ นอกจากนี้ ใ นอี ก ๑๐ ปี ข้ า งหน้ า ๑ ใน ๕ ของ เด็กปฐมวัยจะเป็นโรคอ้วน อันเนื่องมาจากการขาดการออกกำลังกาย l เยาวชนที่ อ ายุ ต่ ำ ว่ า ๒๕ ปี มี แ นวโน้ ม ความเครี ย ดสู ง ขึ้ น เป็ น เหตุ ใ ห้ พ ยายาม ฆ่าตัวตายตลอดทั้งปีถึงเฉลี่ยวันละ ๒๐ คน และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์เฉลี่ย วันละ ๑๑ ราย n ด้านการศึกษา พบว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนทุกระดับชอบอ่านหนังสือเป็นงานอดิเรก เพิ่มขึ้น แต่ยังพบว่าเด็กทุกระดับชั้นกลับชอบโรงเรียนน้อยลงอย่างต่อเนื่องและมีพฤติกรรมการ หนีเรียนเพิ่มขึ้นเกือบ ๒ เท่า และในขณะเดียวกันเด็กมีแนวโน้มการใช้เวลาเรียนพิเศษมากขึ้น นอกจากนี้ในทุกๆ ปี มีเด็กและเยาวชนอายุ ๔ - ๑๗ ปี ลาออกกลางคันเฉลี่ยทุกระดับชั้นร้อยละ ๑.๔๙ โดยระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีอัตราการออกกลางคันมากที่สุด คือร้อยละ ๒.๔๔ (ข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี ๒๕๕๒) ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ประกอบกับการ หลุดหายไปจากระบบการศึกษาด้วยสาเหตุอื่นด้วย เด็กกลุ่มนี้อาจกลายเป็นแรงงานที่ไม่มีคุณภาพ ในอนาคต n ด้านสังคม l พฤติกรรมทางเพศของเด็กและเยาวชนพบว่ามีแนวโน้มน่าวิตกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ ปั ญ หาแม่ วั ย รุ่ น ที่ พ บว่ า มี ท ารกที่ ค ลอดจากมารดาอายุ ต่ ำ กว่ า ๒๐ ปี จำนวนถึ ง ๙๕,๗๔๗ คน (ข้อมูลปี ๒๕๕๑, ศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
n
คดี อาชญากรรมมี แ นวโน้ ม รุ น แรงขึ้ น ชั ด เจน สื บ เนื่ อ งจากการขาดภู มิ คุ้ ม กั น จาก ครอบครัว เป็นเหตุให้เด็กและเยาวชนมีจิตใจและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม นำไปสู่ประเด็น ปัญหาเด็กและเยาวชนกระทำความผิด โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีต้องคดีและถูกส่งเข้า สถานพินิจปีละประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน l ภัยจากสื่อและเทคโนโลยี พบว่าเด็กใช้ชีวิตกับสื่อมากขึ้น ทั้งโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และโทรทัศน์ ประมาณ ๖-๗ ชม. ต่อวัน นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กและเยาวชนกว่าร้อยละ ๕๓.๒ เคยดูสื่อลามกทางอินเทอร์เน็ต จากการเป็นผู้ชมสู่การแสดงเป็นผู้ก่ออาชญากรรม และตกเป็นเหยื่อในที่สุด l สถานการณ์ปัจจุบันยังมีเด็กในกลุ่มที่มีสภาวะยากลำบากที่ยังไม่ ได้รับการพัฒนาหรือ ดูแลตามความพร้อมและศักยภาพ ที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคมได้ เช่น เด็กเร่ร่อนในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากสาเหตุของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสังคมเปลี่ยนไป เกิดการขยายตัวตามเมืองใหญ่ๆ ประชาชนละทิ้งถิ่นฐาน อพยพเข้าสู่ตัวเมืองในสภาพที่ไม่พร้อม จากรายงานการวิจัยของคณะกรรมการ พัฒนายุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส (พ.ศ. ๒๕๕๐๒๕๕๒) ได้ประมาณการว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ มีเด็กเร่ร่อนจำนวน ๒๐,๐๐๐ คน และจะเพิ่มเป็น ๓๐,๐๐๐ คนภายใน ๓ ปี แต่องค์กรของภาครัฐและเอกชน สามารถให้การช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ได้เพียง ๕,๐๐๐ คน เด็ ก พิ ก าร พบว่ า สาเหตุ ความพิ ก าร ส่ ว นใหญ่ เ ป็ น มาโดยกำเนิ ด ซึ่ ง ปั จ จุ บั น มี ข้อจำกัดในการตรวจและค้นหาความพิการในระยะแรก ทำให้สภาพความพิการ รุนแรงขึ้นหรือมีอาการแทรกซ้อน กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น เด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กเรียนรู้ช้า ยั ง ไม่ ไ ด้ รั บ การดู แ ลอย่ า งเหมาะสมจากครอบครั ว และหน่ ว ยงานที่ เ กี่ ย วข้ อ ง ส่งผลให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของตนเอง
l
m m m
159
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระบวนการปรับปรุงแผนและผลที่ปรับเปลี่ยน แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๒ เป็น แผนที่ปรับมาจากแผนการเรียนรู้สู่สุขภาวะ ซึ่งเป็นการปรับที่สืบเนื่องมาจากคณะกรรมการกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวม สำหรับกลุ่มเป้าหมายเด็ก เยาวชน และครอบครัว คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๔ ในฐานะที่รับผิดชอบการดำเนินงานของแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้จัดการประชุมหารือระหว่างคณะกรรมการบริหารแผน ผู้ทรงคุณวุฒิ และ ภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว ให้สอดคล้องกับนโยบายการปรับปรุงแผนหลัก ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๙-๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ โดยที่ประชุมได้สรุปแนวทางสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้
160
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. สาระสำคัญและโครงสร้างกลุ่มแผนงาน แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ตามแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ยังคง ดำเนินงานตามสาระสำคัญหลัก ดังนี้ ๑.๑ เน้นการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพองค์รวมทั้ง ๔ มิติ ให้กับกลุ่มเป้าหมาย อันได้แก่ เด็ก เยาวชน และครอบครัว ๑.๒ เน้นการทำงานแบบบูรณาการงานเด็ก เยาวชน โดยใช้ประเด็นสุขภาพ พื้นที่ และ องค์กรเป็นฐานการบูรณาการ ๑.๓ คำนึงถึงการสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายในมิติต่างๆ เพิ่มขึ้น ได้แก่ การพัฒนาเด็กและเยาวชนตามช่วงวัย การปรับสภาพแวดล้อมสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว รวมทั้งให้ความสำคัญกับเด็กในกลุ่มสภาวะยากลำบาก ๑.๔ คงโครงสร้างกลุ่มแผนงาน และแนวทางการสนับสนุนทุนตามแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๓ - ๒๕๕๕ ๒. ปรับทิศทางการดำเนินงานภาพรวม เพื่อตอบสนองการปรับปรุงแผนหลัก ปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ของ สสส. ดังนี ้ ๒.๑ ยกระดับความสำคัญของเด็ก เยาวชน และครอบครัว มุ่งสนับสนุนการสร้าง ความเข้ ม แข็ ง ให้ กั บ ผู้ น ำของกลุ่ ม เยาวชนและองค์ กรเยาวชนในเชิ ง รุ ก โดยทำงานในลั ก ษณะ แบบบูรณาการในพื้นที่ และให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงแผนงาน/โครงการที่เน้นผลลัพธ์ที่เด็ก เยาวชนและครอบครัว รวมถึงให้ความสำคัญกับครอบครัว เพือเป็นฐานของการพัฒนาเด็กและเยาวชน ่ ๒.๒ เพิ่มการสนับสนุนตรงไปที่กลุ่มเป้าหมายหลัก คือผู้นำของกลุ่มเด็ก และเยาวชน และครอบครัวที่เข้มแข็ง โดยให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และครอบครัว เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ มากขึ้น ๒.๓ ให้ความสำคัญกับการรักษาภาคีเครือข่ายต้นแบบที่มีคุณภาพ โดยการจัดทำแผนที่ (Mapping) เครือข่ายเดิมที่มีความพร้อมให้เป็นศูนย์เครือข่าย (Node) ในการเชื่อมโยงกับภาคี เครือข่ายใหม่ ๒.๔ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการขับเคลื่อน “การร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่” ในประเด็นการปฏิรูปการศึกษา ประเด็นการพัฒนาสุขภาวะทางจิตและการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา การแก้ ไขวิกฤตทางเศรษฐกิจ และการลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพซึ่งเป็นปัจจัยสังคมที่มี ผลกระทบสุขภาพ ๒.๕ สนับสนุนการพัฒนาระบบและกลไกการพัฒนาเด็ก เยาวชน กลุ่มด้อยโอกาส เด็ก กลุ่มเฉพาะ และเด็กกลุ่มความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้น
๒.๖ สนับสนุนการถอดบทเรียน/องค์ความรู้ และนำผลสำเร็จจากแผนงาน/โครงการ ไปแลกเปลี่ยนและจัดการความรู้ รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของหน่วยงาน/องค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๒.๗ ปรับกลไกและวิธีการติดตาม ประเมินแผนงาน/โครงการ เพื่อพัฒนาคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เกิดการบูรณาการระหว่างแผนงาน/โครงการให้ดีขึ้น รวมถึงสนับสนุน การพัฒนาศักยภาพภาคีทั้งในระดับบุคคล องค์กร และเครือข่าย ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ การศึกษาดูงาน ทั้งในและต่างประเทศ
เป้าประสงค์ เพื่อให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ “คนไทยมีสุขภาวะที่ยั่งยืน” แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว มุ่งดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพผ่านช่องทางตามกลุ่มเป้าหมายเด็ก เยาวชน และ ครอบครัวเพื่อให้ เด็กและเยาวชน มีสุขภาพดี รู้จักคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ มีทักษะการเรียนรู้ ทั้ ง เรื่ อ งวิ ช าการและทั ก ษะชี วิ ต เห็ น คุ ณ ค่ า ตนเอง รู้ เ ท่ า ทั น สั ง คม พึ่ ง ตนเองได้ โดยได้ รั บ การสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพจากครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงส่งเสริมครอบครัว ให้มีความรู้ มีทักษะในการดูแลสมาชิก มีสัมพันธภาพที่ดี และสามารถ ปรับตัวได้ในภาวะยากลำบาก อันนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีของครอบครัวและสังคมได้อย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ ๑. ส่งเสริมการพัฒนาต้นแบบ การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ และฐานข้อมูลเพื่อสุขภาวะ ของเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๒. สนับสนุนให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวเพิ่มมากขึ้น รวมถึง ส่งเสริมการสื่อสารเพื่อให้สังคมตระหนักถึงคุณค่าของเด็กและเยาวชน และการสร้างสัมพันธภาพที่ดี ในครอบครัว ๓. สนับสนุนการพัฒนาความเข้มแข็งของผู้นำและองค์กรภาคีเครือข่ายเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว เช่น สภาเด็กและเยาวชน สภานักเรียน องค์กรนิสิต/นักศึกษา และสโมสร/ชมรมนักเรียน นิสิต/นักศึกษา เป็นต้น รวมถึงเครือข่ายที่มีการดำเนินการเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๔. สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ ถอดบทเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการจัดการความรู้ ด้านเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว เพื่อให้เกิดการขยายผลในทุกมิติของการพัฒนาเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว ๕. สนั บ สนุ น กระบวนการพั ฒ นานโยบายสาธารณะเพื่ อ สุ ข ภาวะของเด็ ก เยาวชน และ ครอบครัว ในทุกระดับ อันจะส่งผลต่อการลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ ซึ่งเป็น ปัจจัยสังคมที่มี ผลกระทบสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้เพื่อสุขภาวะ
161
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
162
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
เป้าหมายและตัวชี้วัด ๑. เกิดสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ซึ่งเป็นกลไกในการ ผลักดัน พระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ๒. มีข้อเสนอนโยบายระดับชาติ ด้านการส่งเสริมสุขภาวะของครอบครัวอย่างน้อย ๓ เรื่อง ได้แก่ ข้อเสนอเชิงนโยบายส่งเสริมสวัสดิการสังคมแก่ครอบครัวในสภาวะยากลำบาก ข้อเสนอเชิง นโยบายการควบคุมอบายมุข และการส่งเสริมพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็กและครอบครัว และ ข้อเสนอเชิงนโยบายการส่งเสริมพื้นที่การเรียนรู้เพื่อสุขภาวะครอบครัวในชุมชน โดยองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๓. มีแนวทาง/รูปแบบการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นการนำนโยบายระดับชาติสู่รูปธรรม ทางปฏิบัติในระดับองค์กร/หน่วยงาน/พื้นที่ อย่างน้อย ๒ เรื่อง ได้แก่ การสนับสนุนความเข้มแข็ง ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และการพัฒนาศักยภาพผู้นำสภาเด็ก และเยาวชน ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ๔. มีการนำนโยบายระดับชาติไปสู่การพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ๒ เรื่อง ได้แก่ การปรับระบบและกลไกการทำงานของหน่วยงานด้านเด็กและเยาวชน ในกระบวนการ ยุติธรรม และการสร้างความเข้มแข็งให้ศูนย์พัฒนาครอบครัว ๕. เกิดองค์กรที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถหรือเกิดระบบและกลไกในการสร้างเสริม สุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว จำนวน ๓,๐๐๐ แห่ง ภายใน ๓ ปี โดยมีเป้าหมายในปี ๒๕๕๔ จำนวนไม่น้อยกว่า ๑,๔๐๐ แห่ง จำแนกได้เป็นองค์กรเยาวชนในพื้นที่ ๓๐๐ แห่ง ศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก ๒๐๐ แห่ง ศูนย์พัฒนาครอบครัว ๓๐๐ แห่ง โรงเรียน ๖๒๔ โรง ๖. เกิ ด แกนนำที่ ไ ด้ รั บ การพั ฒ นาขี ด ความสามารถด้ า นการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพ จำนวน ๒๐,๐๐๐ คน ภายใน ๓ ปี โดยมีเป้าหมายในปี ๒๕๕๔ จำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ๗. เกิดงานวิชาการและข้อมูลความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่ ผลงานวิชาการด้าน การสร้างเสริมสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว ปีละไม่น้อยกว่า ๓๐ เรื่อง ๘. มีประชาชนที่ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ รวม ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ภายใน ๓ ปี โดยมีเป้าหมายในปี ๒๕๕๔ จำนวนไม่น้อยกว่า ๙๐๐,๐๐๐ คน ๙. เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรภาคีด้านเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว ไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ แห่ง ภายใน ๓ ปี โดยมีเป้าหมายในปี ๒๕๕๔ จำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐๐ แห่ง แนวทางการดำเนินงาน ๑. สนั บ สนุ น การนำองค์ ความรู้ ต้ น แบบ และนวั ต กรรมการเรี ย นรู้ ด้ า นการพั ฒ นาเด็ ก เยาวชน และครอบครัว ที่เป็นผลลัพธ์จากการสนับสนุนแผนงาน/โครงการ ทั้งในระดับชาติ ระดับ
ท้องถิ่น ระดับองค์กร และระดับบุคคล มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดการความรู้ เพื่อเป็นฐานวิชา การนำไปสู่การขยายผล และการพัฒนานโยบาย ๒. สนับสนุนการสร้าง และพัฒนาเครือข่ายแบบบูรณาการ ทั้งในระดับพื้นที่ และองค์กร รวมถึ ง ให้ ความสำคั ญ กั บ กระบวนการมี ส่ ว นร่ ว มของเด็ ก เยาวชน และครอบครั ว และองค์ กรที่ เกี่ยวข้อง อันเป็นเงื่อนไขที่สำคัญของความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ๓. มุ่งเน้นการส่งเสริม สนับสนุน และกระตุ้นให้กลไกการทำงานของหน่วยงานทั้งภาครัฐ และ เอกชนภายใต้กฎหมาย ข้อเสนอนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผน หรือมาตรการที่จะมีผลกระทบสูงต่อการ พัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว มีความคล่องตัวและเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ รวมถึงสนับสนุน กระบวนการพัฒนานโยบายเพื่อร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่
ภาคีหลัก กระทรวงศึ ก ษาธิ การ กระทรวงการพั ฒ นาสั ง คมและความมั่ น คงของมนุ ษ ย์ กระทรวง สาธารณสุ ข กระทรวงแรงงาน กระทรวงวั ฒ นธรรม กระทรวงยุ ติ ธ รรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรุงเทพมหานคร องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล เครือข่ายเด็ก เยาวชน เครือข่าย ครอบครัว กลุ่มผู้นำเด็ก และเยาวชน กลุ่มผู้นำชุมชน โครงสร้าง ประกอบด้วยกลุ่มแผนงาน ๕ กลุ่มแผนงาน ดังนี้ ๑. กลุ่มแผนงานสนับสนุนเครือข่ายและกิจกรรมสร้างสรรค์เด็กและเยาวชน ๒. กลุ่มแผนงานส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนตามวัย ๓. กลุ่มแผนงานส่งเสริมสุขภาวะครอบครัว ๔. กลุ่มแผนงานส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนกลุ่มเฉพาะ ๕. กลุ่มแผนงานพัฒนานโยบาย วิชาการ และนวัตกรรม การบริหารจัดการ ดูแลกำกับโดยคณะกรรมการบริการแผน คณะที่ ๔ โดยสำนักสนับสนุนการเรียนรู้และสุขภาวะ องค์กร (สำนัก ๔) ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ และหน่วยบริหารจัดการ
163
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
งบประมาณ กลุ่มแผนงานหลัก ๑. กลุ่มแผนงานสนับสนุนเครือข่ายและกิจกรรมสร้างสรรค์เด็ก และเยาวชน ๒. กลุ่มแผนงานส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนตามวัย ๓. กลุ่มแผนงานส่งเสริมสุขภาวะครอบครัว ๔. กลุ่มแผนงานส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนกลุ่มเฉพาะ ๕. กลุ่มแผนงานพัฒนานโยบาย วิชาการและนวัตกรรม รวม
งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๓๐ ๓๐ ๖๐ ๔๙ ๕๘ ๔๐ ๕๐ ๖๐ ๓๐ ๓๐ ๒๒๘ ๒๐๙ ๓๐ ๗๓ ๒๐ ๖๐ ๓๐ ๒๑๓
164
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
รายละเอียดแผนงาน
๑. กลุ่มแผนงานสนับสนุนเครือข่ายและกิจกรรมสร้างสรรค์เด็กและเยาวชน
เป้าประสงค์
เด็กและเยาวชนมีโอกาสในการเรียนรู้ ทั้งในระดับบุคคล และกลุ่ม เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมผ่าน พื้นที่สร้างสรรค์รูปแบบต่างๆ เช่น โรงเรียน ชุมชน อินเทอร์เน็ต เป็นต้น ทำให้เด็กเห็นคุณค่า ตนเอง รู้เท่าทันสังคม มีทักษะชีวิต และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อให้เด็กและเยาวชนเกิดการเรียนรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่เน้นกระบวนการให้เด็กและเยาวชนได้ปฏิบัติจริง ซึ่งส่งผลให้เด็กและเยาวชนเกิดทัศนคติที่ดีและ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ ๒. เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน มุ่งเน้นกระบวนการที่มี ส่วนร่วม โดยใช้หลักเด็กคิด เด็กทำ เด็กนำเสนอ สร้างเสริมสุขภาวะทุกมิติทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม ส่งผลให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงคุณค่า และศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งพัฒนา ทักษะชีวิต ๓. เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้นำและองค์กรเด็กและเยาวชน และหน่วยงาน/องค์กรที่บริหาร จัดการกิจกรรมสร้างสรรค์ ให้สามารถพัฒนาเป็นเครือข่ายการสร้างเสริมสุขภาพที่กว้างขวางมากขึ้น
แนวทางดำเนินงาน
165
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนงานสนับสนุนเครือข่ายและกิจกรรมสร้างสรรค์เด็กและเยาวชน มุ่งสนับสนุนการสร้าง ความเข้มแข็งให้ผู้นำและองค์กรเด็กและเยาวชน สร้างความเป็นผู้นำ โดยเปิดโอกาสให้เด็กและ เยาวชนทั้งในและนอกสถานศึกษามีบทบาทเป็นผู้เล่นหลัก มีโอกาสคิด ทำ และนำเสนอกิจกรรม สร้างสรรค์เชิงรุกในรูปแบบต่างๆ เช่น การพัฒนาจิตอาสา การสร้างภาวะผู้นำ การพัฒนาความคิด อย่างเป็นระบบ การสร้างค่านิยมประชาธิปไตย และประเด็นปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่มีผลต่อสุขภาวะเด็ก และเยาวชน
เป้าหมายและตัวชี้วัด
๑. เกิดการนำข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติระดับหน่วยงาน/องค์กร/ท้องถิ่น ที่ส่งผลต่อ การพัฒนาเด็กและเยาวชน อย่างน้อย ๑ เรื่อง เช่น การพัฒนาศักยภาพผู้นำสภาเด็กและเยาวชน ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ
๒. องค์กรเจ้าของเรื่องเห็นความสำคัญของกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนและรับ ไปดำเนินการต่ออย่างน้อยจำนวน ๑๐๐ แห่ง ตลอดจนมีแผนพัฒนาต่อเนื่อง ๓. เกิดกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่ ต่างๆ อย่างน้อย ๓๐๐ กลุ่ม ซึ่งเป็นแกนนำเด็กและเยาวชนอย่างน้อย ๓,๐๐๐ คน และขยายผลสู่ เด็กและเยาวชน จำนวนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ๔. มีประชาชนที่ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ คน
ภาคีหลัก
องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันทางศาสนา เครือ ข่ายเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้นำเด็กและเยาวชน เครือข่ายครอบครัว
166
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. กลุ่มแผนงานส่งเสริมสุขภาวะเด็ก และเยาวชนตามวัย
เป้าประสงค์
เด็กระดับปฐมวัย (แรกเกิด - ๕ ปี) มีพัฒนาการที่เหมาะสมตามช่วงวัย เด็ กวั ย เรี ย น (๖ - ๑๒ ปี) วัยรุ่น (๑๓ - ๑๗ ปี) และเยาวชน (๑๘ - ๒๕ ปี) ได้รับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้าน วิชาการและทักษะชีวิต จากครอบครัว สถาบันการศึกษา ชุมชน และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจน หน่วยงานที่รับผิดชอบ
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนแต่ละช่วงวัย รวมถึง การจัดการความรู้ ให้เกิดการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ในการขยายผล ๒. เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะแก่ครอบครัว ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง อย่างเหมาะสมตามบทบาทและหน้าที่ในการดูแล พัฒนาเด็กและเยาวชน ๓. เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ชุมชน และองค์กร พัฒนาเอกชน ในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในแต่ละช่วงวัย ๔. เพื่อนำผลที่ได้รับจากการดำเนินงานไปใช้ในการสนับสนุนกลไกการดำเนินงานของรัฐให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวทางดำเนินงาน
แผนงานส่งเสริมสุขภาวะเด็ก และเยาวชนตามวัย มุ่งสนับสนุนหน่วยงานวิชาการ หน่วยงาน เจ้าของเรื่อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้มีการประสานและเชื่อมโยง
ในการดำเนินงานร่วมกันเป็นเครือข่ายทั้งด้านวิชาการ การขับเคลื่อนทางสังคม และการพัฒนา นโยบายเพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย เหมาะสมกับ สภาพแวดล้อม และบริบทของเด็กวัยต่างๆ ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย (แรกเกิด-๕ ปี) วัยเรียน (๖-๑๒ ปี) วัยรุ่น (๑๓-๑๗ ปี) และเยาวชน (๑๘-๒๕ ปี)
เป้าหมายและตัวชี้วัด
๑. มีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน เช่น ข้อเสนอการนำเครื่องมือต้นทุน ชีวิตของเด็กและเยาวชนไปใช้ในระดับพื้นที่ วาระเด็กและเยาวชน ๒. เกิดองค์กรที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถหรือเกิดระบบและกลไกในการสร้างเสริม สุขภาวะเด็กและเยาวชน อย่างน้อย ๔๕๐ แห่ง โดยเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบ จำนวน อย่างน้อย ๔๐ แห่ง และสร้างเครือข่ายการพัฒนาขีดความสามารถด้านความรู้ ความเข้าใจเรื่อง พัฒนาการของเด็ก วิธีการเลี้ยงดูของครอบครัว ครู และผู้ดูแลเด็กไปสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่นได้ จำนวนไม่นอยกว่า ๒๐๐ แห่ง รวมทังเกิดตำบลน่าอยูสำหรับเด็กและเยาวชน ไม่นอยกว่า ๒๕๐ ตำบล ้ ้ ่ ้ ๓. เกิดแกนนำที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการทำงาน ด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว อย่างน้อย ๕,๑๐๐ คน โดยเป็นแกนนำจาก ๖๐ พื้นที่นำร่อง ที่ใช้ คู่ มื อ ต้ น ทุ น ชี วิ ต ของเด็ ก และเยาวชน เป็ น เครื่ อ งมื อ ในการสร้ า งเสริ ม คุ ณ ลั ก ษณะที่ ดี ข องเด็ ก และเยาวชน แกนนำจากการพัฒนาขีดความสามารถศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบและเครือข่าย และแกนนำจากการสร้างตำบลน่าอยู่สำหรับเด็กและเยาวชน ๔. เกิดองค์ความรู้ งานวิจย ผลงานวิชาการจากการสังเคราะห์ความรูหรือรูปแบบการดำเนินงาน ั ้ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนตามวัย อย่างน้อย ๓ เรื่อง เช่น ต้นทุนชีวิต ฐานการเรียนรู้และ ชุดการเรียนรู้สุขภาวะสำหรับเด็ก ๕. มีประชาชนที่ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ คน
ภาคีหลัก
167
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข สถานศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้นำเด็กและเยาวชน เครือข่ายครอบครัว
๓. กลุ่มแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะครอบครัว
เป้าประสงค์
ครอบครัวได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมให้มีความรู้ มีความสามารถในการดูแลสมาชิกให้มี สัมพันธภาพที่ดี รู้จักพึ่งตนเอง หลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงจากระบบทุนนิยมที่สร้างภาวะแปลกแยก และ แยกย้ายของสมาชิกครอบครัว ครอบครัวจึงจำเป็นต้องปรับตัวได้ในภาวะยากลำบาก อันนำไปสู่การ มีสุขภาวะที่ดีของครอบครัวและสังคมได้อย่างยั่งยืน
วัตถุประสงค์
168
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เพื่อให้เกิดความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของครอบครัวที่เอื้อต่อ สุขภาวะและสอดคล้องกับบริบทของครอบครัว ทั้งครอบครัวในสภาวะยากลำบากและครอบครัว ทั่วไป ซึ่งมีการทำงานผ่าน ๒ ช่องทาง คือ ผ่านพื้นที่ปฏิบัติการ ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และผ่านกระบวนการสื่อสารสาธารณะและองค์กรเครือข่ายครอบครัว ๒. เพื่อขยายเครือข่ายการเรียนรู้สู่ครอบครัวทุกกลุ่มตามพื้นที่ปฏิบัติการ เช่น พื้นที่เรียนรู้ใน ชุมชน โรงเรียน และสื่อ โดยใช้กิจกรรมที่เน้นการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของครอบครัว ๓. เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวในสภาวะยากลำบาก เช่น ครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัว ที่มีความรุนแรงในครอบครัว ครอบครัวที่มีผู้ป่วยซึมเศร้า เข้าถึงบริการสวัสดิการสังคมที่สอดคล้อง ต่ อ สภาพในแต่ ล ะครอบครั ว ทั้ ง ระบบสวั ส ดิ การในชุ ม ชน/สั ง คม ในองค์ กรพั ฒ นาเอกชนและ หน่วยงานของรัฐ รวมทั้งส่งเสริม ให้เกิดการรวมกลุ่มครอบครัวที่อยู่ ในสภาวะยากลำบากเป็ น กลุ่มเครือข่ายครอบครัวร่วมเรียนรู้และช่วยเหลือกันและกัน ๔. เพื่อรณรงค์เผยแพร่ให้ครอบครัวและสังคมเกิดความตระหนักและเกิดความเข้าใจเรื่องการ สร้างสุขภาวะครอบครัว ๕. เพื่อการพัฒนานโยบายด้านสุขภาวะของครอบครัว ทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น
แนวทางดำเนินงาน
แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะครอบครัว มุ่งสนับสนุนหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานเจ้าของเรื่อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาครอบครัวให้มีการประสานและเชื่อมโยงในการดำเนินงาน ร่วมกันเป็นเครือข่ายทั้งด้านวิชาการ การขับเคลื่อนทางสังคม การพัฒนาประสิทธิภาพของกลไก การพัฒนาครอบครัว และการพัฒนานโยบายเพื่อให้ครอบครัวมีความรู้ ความเข้าใจต่อบทบาท ของตนเอง และตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ดีของคนในครอบครัว
เป้าหมายและตัวชี้วัด
๑. มีข้อเสนอนโยบายระดับชาติ ด้านการส่งเสริมสุขภาวะของครอบครัวอย่างน้อย ๓ เรื่อง ได้แก่ ข้อเสนอเชิงนโยบายส่งเสริมสวัสดิการสังคมแก่ครอบครัวในสภาวะยากลำบาก ข้อเสนอเชิง
นโยบายการควบคุมอบายมุข และการส่งเสริมพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็กและครอบครัว และ ข้อเสนอเชิงนโยบายการส่งเสริมพื้นที่การเรียนรู้เพื่อสุขภาวะครอบครัวในชุมชน โดยองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๒. มีการนำนโยบายระดับชาติไปสูการปฏิบตอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสร้างความเข้มแข็ง ่ ัิ ให้ศูนย์พัฒนาครอบครัว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนและครอบครัวได้ เรียนรู้และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสถาบันครอบครัวที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน ๓. เกิดองค์กรที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถและเกิดระบบหรือกลไกในการสร้างเสริม สุขภาวะครอบครัว อย่างน้อย ๓๐๐ ศูนย์พัฒนาครอบครัว ๔. เกิดแกนนำที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการทำงาน ด้านครอบครัว อย่างน้อย ๖,๐๐๐ คน ๕. มีงานศึกษาวิจัยการส่งเสริมสุขภาวะครอบครัวไม่น้อยกว่า ๕ เรื่อง และถอดบทเรียน องค์ความรู้จากการทำงานส่งเสริมสุขภาวะครอบครัวในพื้นที่ต่างๆ อย่างน้อย ๑๐ เรื่อง ๖. มีคู่มือและเครื่องมือการทำงานส่งเสริมสุขภาวะครอบครัวในพื้นที่และครอบครัวในสภาวะ ยากลำบาก อย่างน้อย ๓ ชุด ๗. มีประชาชนที่ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ คน
ภาคีหลัก
169
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรเอกชน สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน เครือข่ายครอบครัว
๔. กลุ่มแผนงานส่งเสริมสุขภาวะเด็ก และเยาวชนกลุ่มเฉพาะ
เป้าประสงค์
เด็กและเยาวชนกลุ่มเฉพาะ ทั้งกลุ่มที่ด้อยโอกาส และกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษ ได้รับ โอกาสในการพัฒนาความรู้และทักษะตามศักยภาพ และได้รับการปกป้องและคุ้มครองตามสิทธิ ตลอดจนเข้าถึงบริการทางสังคมเพื่อนำไปสู่การมีสุขภาวะ โดยการสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา องค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานที่รับผิดชอบ เนื่องจากเด็ก มีความสำคัญอย่างยิงต่อเศรษฐกิจและสังคม เด็กทีถกทอดทิงหรือไม่ได้รบการดูแลทีดพอ จะส่งผลให้ ่ ู่ ้ ั ่ี เด็กด้อยประสิทธิภาพ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความจำเป็นกับระบบเศรษฐกิจและสังคมทุนนิยม
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มเฉพาะ เช่น เด็ก ที่มีความพิการแต่กำเนิด เด็กเรียนรู้ช้า เด็กเร่ร่อน และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ รวมถึงการ จัดการความรู้ให้เกิดการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ในการขยายผล ๒. เพื่อผลักดันให้ผู้เกี่ยวข้องกับเด็ก และเยาวชนกลุ่มเฉพาะ มีความรู้ ความเข้าใจในวิธีการ ดูแลที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนกลุ่มเฉพาะ ๓. เพื่อวิจัยและพัฒนาระบบการดูแลเด็กและเยาวชนกลุ่มเฉพาะที่มีประสิทธิภาพร่วมกับ หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ๔. เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และองค์กร พัฒนาเอกชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาเด็กและเยาวชนแต่ละกลุ่ม ๕. เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะที่นำไปสู่สุขภาวะของเด็กกลุ่มเฉพาะแต่ละกลุ่ม
แนวทางดำเนินงาน
170
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนงานส่งเสริมสุขภาวะเด็ก และเยาวชนกลุ่มเฉพาะ มุ่งสนับสนุนหน่วยงานที่รับผิดชอบ การดู แ ลเด็ ก หน่ ว ยงานวิ ช าการ และหน่ ว ยงานที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การพั ฒ นาเด็ ก และเยาวชน กลุ่มเฉพาะ ให้มีการพัฒนาระบบการดูแล การพัฒนาบุคลากร มีการประสานและเชื่อมโยงการ ดำเนินงานร่วมกันเป็นเครือข่ายทั้งด้านวิชาการ การขับเคลื่อนทางสังคม และการพัฒนานโยบาย เพื่อให้เด็กและเยาวชนกลุ่มเฉพาะ เช่น เด็กความสามารถพิเศษ เด็กที่มีความพิการแต่กำเนิด เด็ ก ในสถานสงเคราะห์ เด็ ก เร่ ร่ อ น เด็ ก ย้ า ยถิ่ น และกลุ่ ม ด้ อ ยโอกาสอื่ น ๆ ได้ รั บ การส่ ง เสริ ม สนับสนุนให้เกิดพัฒนาการเต็มตามศักยภาพของตนเอง
เป้าหมายและตัวชี้วัด
๑. มีการนำนโยบายระดับชาติไปสู่การพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ๒ เรื่อง ได้แก่ การปรับระบบและกลไกการทำงานของหน่วยงานด้านเด็กและเยาวชน ในกระบวนการ ยุติธรรม ๒. เกิดแกนนำคนทำงานที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ดูแลเด็กกลุ่มเฉพาะอย่างน้อย ๑๐๐ คน ที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถด้านการสร้างเสริมสุขภาพสำหรับเด็กกลุ่มเฉพาะ ๓. เกิดผลงานทางวิชาการ และฐานข้อมูลที่มีคุณภาพอย่างน้อย ๘ ชุด สำหรับพัฒนา ระบบการสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับเด็กกลุ่มเฉพาะ ๔. มีพื้นที่นำร่องในการทำงานที่มีรูปแบบการดำเนินงานที่บูรณาการ ประสานและเชื่อมโยง โดยความร่วมมือของหน่วยงานหลักระดับกรมอย่างน้อย ๓ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องเด็กใน กระบวนการยุติธรรม โดยส่งต่อข้อมูลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดกรองเด็กที่มีปัญหาในเรื่อง คดีความต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การบำบัดพื้นฟูเด็กที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจน
การติดตามประเมินผลเด็กและเยาวชนภายหลังการบำบัดฟื้นฟู ๕. เกิดองค์กรที่ได้รับการพัฒนาระบบภายในองค์กร และบุคลากรได้รับการพัฒนาเกี่ยวกับ การดูแลเด็กกลุ่มเฉพาะ เช่น การพัฒนาระบบอาสาสมัครที่สามารถดูแลเด็กกลุ่มเฉพาะอย่างมี ประสิทธิภาพ
ภาคีหลัก
กระทรวงยุ ติ ธ รรม กระทรวงศึ ก ษาธิ การ กระทรวงการพั ฒ นาสั ง คมและความมั่ น คง ของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข สถานศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้นำเด็กและเยาวชน เครือข่ายครอบครัว
๕. กลุ่มแผนงานพัฒนานโยบาย วิชาการ และนวัตกรรม
เป้าประสงค์
เด็ก เยาวชน และครอบครัวได้รับการพัฒนาและสร้างเสริมสุขภาวะในทุกมิติ ทั้งทางด้านกาย อารมณ์ พลังปัญญาและสังคม จากองค์ความรู้ ผลงานวิชาการ ผลการวิจัย นวัตกรรม และ กระบวนการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลายหลาย โดยมีฐานข้อมูลทางวิชาการ รายงานสภาวการณ์ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว
วัตถุประสงค์
171
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เพื่อสังเคราะห์ และประมวลความรู้จากแผนงาน/โครงการต่างๆ เช่นตัวอย่างความสำเร็จ ของพื้นที่ต้นแบบ เครื่องมือคัดกรอง เครื่องมือวัดการพัฒนาเด็กและเยาวชน รูปแบบ/วิธีการเก็บ ข้อมูลปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว ข้อมูลสถานการณ์และองค์ความรู้อื่นๆ มา ถอดเป็นบทเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดการความรู้ เพื่อนำไปสู่นวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ ที่ ดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมและสามารถขยายผลต่อเนื่อง ๒. เพื่อสนับสนุนการพัฒนากลไก ระบบการจัดการ และการบูรณาการงานด้านการดูแลเด็ก เยาวชน และครอบครัวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวทางดำเนินงาน
แผนงานพัฒนานโยบาย วิชาการ และนวัตกรรม มุ่งสนับสนุนการค้นหานวัตกรรมใหม่ จากทำงานแบบบูรณาการของแผนงาน/โครงการที่ สสส. สนับสนุน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และชุมชน เพื่อใช้เป็นฐานการขับเคลื่อน ปรับปรุงหรือ พัฒนากลไกการทำงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว จนสามารถนำไปสู่การเกิดนโยบายทั้งใน ระดับองค์กร ชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด และระดับชาติ เช่น นวัตกรรมการส่งเสริมให้เกิดสังคม
แห่งการเรียนรู้ การพัฒนาความฉลาดทางสุขภาวะ การพัฒนาเครือข่ายในระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียน การพัฒนาหลักสูตรและการบริหารจัดการกิจกรรมลูกเสือเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต
เป้าหมายและตัวชี้วัด
172
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เกิดสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ซึ่งเป็นกลไกในการ ผลักดัน พระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ๒. เกิดองค์กรที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถหรือสร้างระบบกลไกด้านการสร้างเสริม สุขภาวะเด็กและเยาวชน ไม่น้อยกว่า ๖๒๔ แห่ง โดยเป็นโรงเรียนที่ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมการ เรียนรู้ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ โรงเรียน โรงเรียนที่มีความฉลาดทางสุขภาวะเพิ่มขึ้น ๑๐๐ โรงเรียน และ โรงเรียนที่มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ไม่น้อยกว่า ๒๔ โรงเรียน ๓. เกิ ด แกนนำที่ ไ ด้ รั บ การพั ฒ นาขี ด ความสามารถและเครื อ ข่ า ยการทำงานเพื่ อ เพิ่ ม ความฉลาดทางสุขภาวะของเด็ก เยาวชน และครอบครัว จำนวน ๑,๐๐๐ คน ที่จะส่งผลให้เด็ก เยาวชนและครอบครัว มีความเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาวะในทางที่ดีขึ้น ๔. เกิดผลงานทางวิชาการ ผลการศึกษาวิจัย การพัฒนาหลักสูตร การถอดบทเรียน ในการ สร้างเสริมสุขภาวะของเด็ก เยาวชน ทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมถึงผลงานด้านครอบครัว อย่างน้อย ๒๐ เรื่อง ๕. มีประชาชนที่ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ คน
ภาคีหลัก
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรพัฒนา เอกชน องค์กรเอกชน สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน เครือข่ายครอบครัว
แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร
สถานการณ์สุขภาวะในองค์กร การดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพผ่านองค์กรเป็นรูปแบบหนึ่งของความสำเร็จในกระบวนการ สร้างเสริมสุขภาพ เนื่องจากองค์กรมีโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน มีหน่วยงานใน ความรับผิดชอบ และผู้รับประโยชน์จากการมีระบบที่ชัดเจน คือบุคลากรภายในองค์กร ดังนั้น หากสามารถพั ฒ นารู ป แบบการดำเนิ น งานสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพภายในองค์ กรให้ มี ป ระสิ ท ธิ ภาพ ย่อมทำให้บุคลากร ครอบครัวและผู้ที่เกี่ยวข้องมีสุขภาวะที่ดีขึ้น องค์กรเป้าหมายในแผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรประกอบด้วยสถานศึกษา องค์กรภาครัฐ และองค์กรภาคเอกชน สถานศึกษา เป็นองค์กรที่สำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพให้กับเด็กและเยาวชนในระบบ การศึกษา ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ พบว่า มีสถานศึกษาที่จัด การศึกษาทุกระดับและทุกสังกัดรวมกัน ประมาณ ๓๔,๐๐๐ แห่ง มีจำนวนนักเรียน/นักศึกษา ประมาณ ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ คน และมีครู อาจารย์ และคณาจารย์ รวมประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน จากรายงานสภาวะการศึกษาไทย ๒๕๔๙/๒๕๕๐ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า สถานศึกษาส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาด้านสุขภาวะทุกด้าน โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการ ที่สถาบันการศึกษายังให้ความสำคัญเฉพาะการเรียนการสอนที่เน้นวิชาการมากกว่าการสร้างเสริม สุขภาพ ขณะที่ โครงสร้างและระบบการศึกษาเอง ไม่ ได้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพเท่าที่ควร ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถในการบริหารจัดการและการพัฒนากลไก การดำเนินงานในสถานศึกษาด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ และบุคลากรอื่นในสถานศึกษา องค์กรภาครัฐ หมายถึง ส่วนราชการทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ทุกระดับ รวมถึงสถาบันทางทหารและตำรวจ ซึ่งในปัจจุบัน องค์กรภาครัฐส่วนใหญ่ยังไม่มีนโยบายด้านการ สร้างเสริมสุขภาพของบุคลากรในองค์กรที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่การดูแลคนในองค์กรภาครัฐ ส่ ว นใหญ่ เ ป็ น กิ จ กรรมเกี่ ย วกั บ สุ ข ภาพ เช่ น การตรวจสุ ข ภาพประจำปี การจั ด แข่ ง ขั น กี ฬ า การรณรงค์ ไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การจัดกิจกรรมออกกำลังกาย เป็นต้น
๘
173
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
174
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ สถานที่ในการจัดกิจกรรมมีจำกัด ขาดองค์ความรู้และการสนับสนุนด้าน งบประมาณ รวมถึงไม่มีผู้รับผิดชอบหลักในการจัดกิจกรรมที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ข้าราชการและลูกจ้างไม่มีความตระหนักเรื่อง ค่าใช้จายในการดูแลสุขภาพ เนืองจากองค์การภาครัฐมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรง ่ ่ ส่งผลให้ข้าราชการและลูกจ้างเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อคนต่อปีสูงที่สุด สูงกว่า ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมและผู้ถือบัตรทองในระบบหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า โดยในปี ๒๕๕๐ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อคนของข้าราชการและลูกจ้าง ๘,๔๐๘ บาท ต่อคน ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ๒,๒๓๑ บาท และผู้ถือบัตรทองในระบบหลักประกันสุขภาพ ทั่วหน้า ๑,๙๐๐ บาท นอกจากองค์กรภาครัฐตามความหมายข้างต้นแล้ว ยังหมายรวมถึงสถาบันทางศาสนาซึ่งมี บทบาทสำคัญต่อสุขภาวะของคนในชุมชนที่เกี่ยวข้อง มีความสำคัญต่อการหล่อหลอมความเป็น อั น หนึ่ ง อั น เดี ย วกั น ของสมาชิ ก ในสั ง คม ดั ง นั้ น การสนั บ สนุ น ให้ ส ถาบั น ศาสนามี ส่ ว นร่ ว มใน กระบวนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านกิจกรรมต่างๆ ทางศาสนา โดยร่วมกับชุมชน จะทำให้งานด้าน การสร้างเสริมสุขภาพมีความกว้างขวางและหลากหลายมากขึ้น องค์กรเอกชนหมายถึงองค์กรภาคธุรกิจต่างๆ ครอบคลุมสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม การค้าและบริการ จากรายงานสถานการณ์แรงงาน รายไตรมาส ๑ (มกราคม-มีนาคม) ปี ๒๕๕๓ ของกระทรวงแรงงาน พบว่าปัจจุบันมีจำนวนแรงงานภาคอุตสาหกรรมมากถึง ๒๕.๑๙ ล้านคน โดย เป็นผู้ประกันตนอยู่ในสถานประกอบการจำนวน ๓๙๑,๑๙๒ แห่ง (สถิติของสำนักงานกองทุนประกัน สังคม, กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) จากรายงานสุขภาพคนไทย ปี ๒๕๕๓ พบว่ากลุ่มอายุ ๑๕-๒๙ ปี สาเหตุของการเจ็บป่วย คือ อุบัติเหตุ โรคทางจิตเวช และเอดส์ กลุ่มอายุ ๓๐-๕๙ ปี พบว่าส่วนใหญ่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ส่วนแรงงานหญิง ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจมากที่สุด ปัญหาที่คุกคามสุขภาพแรงงานไทย ทั้งชายและหญิง ในทุกช่วงอายุ คือ โรคเอดส์ และเริ่มมีปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น จากผลสำรวจ เอแบคโพลล์ที่พบว่า ๑ ใน ๑๐ ของแรงงานเคยคิดฆ่าตัวตาย เนื่องมาจากคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี จากข้ อ มู ล ของสำนั ก งานสถิ ติ แ ห่ ง ชาติ พบว่ า ประชากรวั ย วั ย ทำงานของประเทศไทยมี หนี้สินถึงร้อยละ ๖๐.๙ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค เช่น ค่าสลากกินแบ่ง หวยใต้ดิน ค่าดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ ๑๒.๑ และมีหนี้นอกระบบมากถึงร้อยละ ๑๗.๖ ซึ่งหนี้สินต่างๆ ล้ ว นเป็ น ปั จ จั ย เสี่ ย งต่ อ ปั ญ หาสุ ข ภาพจิ ต มากขึ้ น นอกจากนี้ มี แ นวโน้ ม จะเป็ น โรคติ ด งาน (workaholic) มากขึ้น ประเด็นปัญหาเหล่านี้ผู้ประกอบการธุรกิจยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร โดยส่วนใหญ่องค์กร จะสนับสนุนกิจกรรมด้านส่งเสริมสุขภาพระดับบุคคลหรือกลุ่มผู้สนใจเฉพาะ แต่การส่งเสริมสุขภาพ
แบบองค์รวมทั้งระบบ ภายในสถานประกอบการ และระหว่างสถานประกอบการและชุมชนยังมีน้อย ทั้งนี้ จากบทเรียนการสนับสนุนแผนการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ทั้งในสถานศึกษา องค์กรภาครัฐ และองค์กรภาคเอกชน พบว่ามิติสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาสุขภาวะในองค์กร คือมิติการพัฒนาจิต และการพัฒนาปัญญา เช่นบทเรียนจากแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ภาคเอกชน (Happy ๘) พบว่า องค์กรที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการพัฒนาจิตและพัฒนาปัญญา บุคลากรจะมีความสุข และมีความพึงพอใจในการทำงานมากขึ้น และส่งผลดีผลผลิต ลูกค้าหรือ ผู้รับบริการด้วย หรือบทเรียนจากแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพพบว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง การยกระดับการพัฒนาจิต ในกลุ่มบุคลากรในสถานบริการสาธารณสุข มีผลดีต่อการปฏิบัติงานของ บุคลากร และส่งผลต่อเนื่องถึงผู้รับบริการ เช่นเดียวกัน
กระบวนการปรับปรุงแผนและผลที่ปรับเปลี่ยน คณะกรรมการบริ ห ารแผนคณะที่ ๔ ในฐานะที่ รั บ ผิ ด ชอบการดำเนิ น งานของแผน สร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ได้จัดการประชุมหารือระหว่างคณะกรรมการบริหารแผน ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานแผนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและ ครอบครัว ให้สอดคล้องกับนโยบายการปรับปรุงแผนหลัก ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๙-๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ โดยที่ประชุมได้สรุปแนวทางสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้ ๑. สาระสำคัญและโครงสร้างกลุ่มแผนงาน แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ตามแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ยังคงดำเนินงานตามสาระหลักเดิม ดังนี้ ๑.๑ เน้นการพัฒนาขีดความสามารถขององค์กรด้านการบริหารจัดการองค์กรเพื่อให้เกิด ระบบการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวม ๔ มิติภายในองค์กร ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของ บุคลากรในองค์กร ๑.๒ ให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ ระหว่างแผนงาน/โครงการและสนับสนุนการนำ นโยบายระดับองค์กรไปสู่การปฏิบัติ ๑.๓ ยกระดั บ การดำเนิ น งานแผนสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาวะในองค์ กร เพื่ อ ให้ อ งค์ กรสร้ า ง เสริมสุขภาพเป็นฐานในการพัฒนาสุขภาวะด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนในองค์กร ๑.๔ คงโครงสร้างกลุ่มแผนงาน และแนวทางการสนับสนุนทุนตามแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๓ - ๒๕๕๕ ๒. ปรับทิศทางการดำเนินงานภาพรวม เพื่อตอบสนองนโยบายการปรับปรุงแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ดังนี้ ๒.๑ ยกระดับกระบวนการเพื่อการพัฒนาจิตและพัฒนาปัญญาของบุคลากร ให้สอดคล้อง กับระบบหรือกลไกการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร โดยเฉพาะในสถานศึกษา และสถานบริการ สาธารณสุข
175
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒.๒ สนับสนุนการลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพซึ่งเป็น ปัจจัยสังคม ที่มีผลกระทบ สุขภาพ ในองค์กร และสนับสนุนการขับเคลื่อน “การร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่” โดยใช้การ ทำงานแบบบูรณาการโดยใช้องค์กรเป็นฐาน ๒.๓ สนับสนุนการถอดบทเรียน/องค์ความรู้ และการวิเคราะห์มาตรฐานคุณภาพองค์กร โดยนำผลสำเร็จหรือต้นแบบที่ดีไปแลกเปลี่ยนและจัดการความรู้ เพื่อการขยายผล ๒.๔ ปรับกลไกและวิธีการติดตาม ประเมินแผนงาน/โครงการ เพื่อพัฒนาคุ ณ ภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เกิดการบูรณาการระหว่างแผนงาน/โครงการให้ดีขึ้น รวมถึงสนับสนุน การพัฒนาศักยภาพภาคีทั้งในระดับบุคคล องค์กร และเครือข่าย ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการศึกษาดูงาน ทั้งในและต่างประเทศ
176
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
เป้าประสงค์ เพื่อให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ “คนไทยมีสุขภาวะที่ยั่งยืน” แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร มุ่งดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพผ่านช่องทางตามหน่วยภารกิจ ลักษณะต่างๆ เพื่อให้บุคลากรใน สถานศึกษา องค์กรภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน และองค์กรอื่น ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องมีคุณภาพชีวิตที่ ดีขึ้น จากการที่องค์กรมีขีดความสามารถในการวางระบบการบริหารจัดการและการพัฒนาระบบและ กลไกการดำเนินงานเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กร วัตถุประสงค์ ๑. สนับสนุนการพัฒนานโยบายที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรและผลักดันสู่การ ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ๒. สนับสนุนการพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการภายในองค์กรที่ส่งผลต่อสุขภาวะ ของบุคลากร ครอบครัวและผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์กร ๓. สนับสนุนกระบวนการเพื่อการพัฒนาจิตและพัฒนาปัญญาของบุคลากร ทั้งในสถานศึกษา องค์กรภาครัฐ และองค์กรภาคเอกชน ๔. ส่งเสริมการสร้างและขยายเครือข่ายสถานศึกษา องค์กรภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน สร้างเสริมสุขภาพ ๕. สนับสนุนให้องค์กรได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดการความรู้ เพื่อยกระดับการดำเนิน งานด้านการสร้างเสริมสุขภาพขององค์กร และให้มีการสื่อสารแนวคิดเรื่ององค์กรสร้างเสริมสุขภาพ ในวงกว้าง เป้าหมายและตัวชี้วัด ๑. องค์กรอย่างน้อย ๑,๐๐๐ องค์กรต่อปี มีการนำนโยบายสร้างเสริมสุขภาพไปสู่การปฏิบัติ ในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
๒. เกิดองค์กรได้รับการพัฒนาขีดความสามารถหรือสร้างระบบกลไกด้านการสร้างเสริม สุขภาวะในองค์กร ไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ แห่ง โดยมีเป้าหมายในปี ๒๕๕๔ ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษา ๑๕ แห่ง โรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๒๕๐ โรง หน่วยงาน ภาคเอกชน ๘๐๐ แห่ง สถานีตำรวจ ๑๓๐ แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบล ๑๕๐ แห่ง และวัด ๖๐๐ แห่ง ๓. มีนวัตกรรมขององค์กรต้นแบบที่มีการพัฒนาจิตและพัฒนาปัญญาไม่น้อยกว่า ๑๐๐ แห่ง ที่สามารถนำไปขยายผลได้ และมีผลงานวิชาการ ด้านการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ไม่น้อยกว่า ๑๐ เรื่อง ต่อปี ๔. เกิ ด แกนนำที่ ไ ด้ รั บ การพั ฒ นาขี ด ความสามารถด้ า นการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพ จำนวน ๑๒,๐๐๐ คน ภายใน ๓ ปี โดยมีเป้าหมายในปี ๒๕๕๔ จำนวนไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน ๕. ประชาชนที่ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ รวม ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนประเด็น โดยมีเป้าหมายในปี ๒๕๕๔ จำนวนไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน-ประเด็น ๖. สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ไม่น้อยกว่า ๒,๕๐๐ แห่ง โดยมีเป้าหมาย ในปี ๒๕๕๔ จำนวนไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง
แนวทางการดำเนินงาน ๑. สนั บ สนุ น ให้ อ งค์ กรมี การกำหนดนโยบายการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพภายในองค์ กรและ สนับสนุนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งกระตุ้นให้องค์กรสามารถบูรณาการงานด้านการ สร้างเสริมสุขภาพเข้ากับตัวชี้วัดหรือมาตรฐานเดิมขององค์กร ๒. สนับสนุนการพัฒนาทักษะการจัดการแก่องค์กรเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ ผ่านการ ฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่าย และการจัดการความรู้เพื่อยกระดับขีดความ สามารถในการพัฒนาสู่การเป็นองค์กรสร้างเสริมสุขภาพ รวมทั้งสนับสนุนองค์กรต้นแบบการ สร้างเสริมคุณภาพชีวิต ๓. สนับสนุนให้องค์กรทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชุมชนแบบเครือข่าย เพื่อให้ เกิ ด การบู ร ณาการการทำงานเพื่ อ การสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพ และขั บ เคลื่ อ นให้ เ กิ ด กระแสองค์ กร สร้างเสริมสุขภาพในวงกว้าง ภาคีหลัก กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง อุตสาหกรรม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคม หอการค้าไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสถานประกอบการภาคธุรกิจ
177
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
โครงสร้าง ประกอบด้วยกลุ่มแผนงาน ๓ กลุ่มแผนงาน ดังนี้ ๑. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา ๒. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาครัฐ ๓. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาคเอกชน งบประมาณ กลุ่มแผนงานหลัก ๑. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา ๒. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาครัฐ ๓. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาคเอกชน รวม
178
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๔๘ ๕๐ ๕๐ ๓๐ ๓๘ ๔๓ ๗๐ ๓๕ ๓๕ ๑๔๘ ๑๒๓ ๑๒๘
รายละเอียดแผนงาน
๑. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา
เป้าประสงค์
นักเรียน นิสิต/นักศึกษา อาจารย์/คณาจารย์ บุคลากร ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องมีคุณภาพชีวิต ที่ ดี ขึ้ น จากการที่ ส ถานศึ ก ษาได้ พั ฒ นาขี ด ความสามารถ ในการวางระบบการบริ ห ารจั ด การ และการพัฒนากลไกการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพโดยการมีสวนร่วมของทุกฝ่ายทีเ่ กียวข้อง ่ ่
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานและการบริหารจัดการ ภายในสถานศึกษาระดับ/ประเภท ต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาวะของนักเรียน นิสิต/นักศึกษา อาจารย์/คณาจารย์ บุคลากร ตลอดจน ผู้ที่เกี่ยวข้อง ๒. เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมทั้งภายในและรอบสถานศึกษาที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ของบุคลากรภายในสถานศึกษาและชุมชน ๓. เพื่อยกระดับคุณภาพการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพของสถานศึกษา โดยการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดการความรู้ระหว่างเครือข่ายสถานศึกษา และสามารถเป็นตัวอย่างและ แหล่งเรียนรู้แก่สถานศึกษาอื่นๆ ได้ ตลอดจนสื่อสารแนวคิด เทคนิคและวิธีการสร้างเสริมสุขภาพ ในสถานศึกษาให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ๔. เพื่อสนับสนุนให้สถานศึกษากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพใน สถานศึกษา และผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางดำเนินงาน
179
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา มุ่งเน้นสนับสนุนสถานศึกษาทุกระดับและ ประเภท ทังภาครัฐและเอกชน ให้มการพัฒนาเชิงระบบภายในสถานศึกษา ตามบริบทของสถานศึกษา ้ ี แต่ละระดับ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน นิสิต/นักศึกษา อาจารย์/คณาจารย์ บุคลากร ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนับสนุนให้สถานศึกษามีการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง และชุมชนในพื้นที่
เป้าหมายและตัวชี้วัด
๑. โรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งประเภทสามัญและอาชีวศึกษามีการดำเนินงานด้าน การสร้างเสริมสุขภาพและมีสภาพแวดล้อมทีเ่ อือต่อการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ใน ๒ ระดับ ้
180
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑.๑ โรงเรียนจำนวนอย่างน้อย ๑๐๐ โรง มีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านการ สร้างเสริมสุขภาพ ๑.๒ โรงเรียนจำนวนอย่างน้อย ๒๐๐ โรง ที่มีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านการ สร้างเสริมสุขภาพแล้ว นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดการความรู้ จนสามารถนำเทคนิค วิธีการ และนวัตกรรมใหม่ๆ ไปใช้ในการยกระดับการพัฒนาคุณภาพในสถานศึกษาของตนเอง ๒. สถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างน้อย ๑๕ แห่ง ที่มีการดำเนินงานและพัฒนา ระบบการบริหารจัดการด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบในการขยายผลได้ โดย นำเทคนิค วิธีการ และนวัตกรรมใหม่ๆ ไปใช้ในการยกระดับ การพัฒนาคุณภาพในสถาบันการศึกษา ของตนเองและเครือข่าย และขยายผลไปสู่ชุมชนรอบข้าง ๓. สถานศึกษาทุกระดับไม่น้อยกว่า ๓๐๐ แห่ง มีนโยบายและแผนการดำเนินงานด้านการ สร้างเสริมสุขภาพในระดับสถานศึกษาและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ๔. เกิดแกนนำที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถด้านการสร้างเสริมสุขภาพรวมประมาณ ๓,๐๐๐ คน ๕. มีนวัตกรรมของสถานศึกษาต้นแบบที่มีการพัฒนาจิตและพัฒนาปัญญาไม่น้อบกว่า ๖๐ แห่ง ที่สามารถนำไปขยายผลได้ และมีผลงานวิชาการ ด้านการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา ไม่น้อยกว่า ๓ เรื่อง ต่อปี ๖. มี ป ระชาชนที่ ไ ด้ รั บ การพั ฒ นาทั ก ษะด้ า นการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพผ่ า นการทำงาน สร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา จำนวนไม่น้อยกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน
ภาคีหลัก
กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกสังกัด โรงเรียนอาชีวศึกษา ของรัฐและเอกชน มหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชน สมาคมโรงเรียนอนุบาลเอกชน สมาคมโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน แห่งประเทศไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๒. กลุ่มแผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาครัฐ
เป้าประสงค์
บุคลากร ครอบครัว และผู้ที่เกี่ยวข้อง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการที่องค์กรภาครัฐได้พัฒนา ขีดความสามารถ ในการวางระบบการบริหารจัดการและการพัฒนากลไกการดำเนินงานด้านการ สร้างเสริมสุขภาพภายในองค์กร โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานและการบริหารจัดการภายในองค์กรภาครัฐที่ส่งผลต่อ สุขภาวะของบุคลากร ครอบครัวและผู้ที่เกี่ยวข้อง ๒. เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมทั้งภายในและรอบองค์กร ที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพของ บุคลากรภายในองค์กรและชุมชน ๓. เพื่อยกระดับคุณภาพการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพขององค์กรภาครัฐ โดยการ แลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ แ ละจั ด การความรู้ ร ะหว่ า งเครื อ ข่ า ยองค์ กร และสามารถเป็ น ตั ว อย่ า งและ แหล่งเรียนรู้แก่องค์กรภาครัฐอื่นๆ ได้ ตลอดจนสื่อสารแนวคิด เทคนิคและวิธีการสร้างเสริมสุขภาพ ในองค์กรภาครัฐให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ๔. เพื่อสนับสนุนให้องค์กรภาครัฐ กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพ ในองค์กร และผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางดำเนินงาน
แผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาครัฐ มุ่งเน้นสนับสนุนองค์กรภาครัฐ ซึ่งหมายถึง ส่วนราชการทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ทุกระดับ ให้มีการพัฒนาเชิงระบบภายใน องค์กร ตามบริบทของแต่ละองค์กร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากร ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนับสนุนให้องค์กรภาครัฐมีการทำงานแบบบูรณาการกับองค์กรอื่นและชุมชนในพื้นที่
เป้าหมายและตัวชี้วัด
181
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เกิดองค์กรสุขภาวะที่ ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถหรือสร้างระบบกลไกด้านการ สร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ไม่น้อยกว่า ๙๐๐ แห่ง โดยจำแนกดังนี้ l สถานีตำรวจ จำนวน ๑๓๐ แห่ง มีระบบการบริหารจัดการด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมีต้นแบบที่ดีด้านองค์กรสุขภาพได้ อย่างน้อย ๑๕ แห่ง l องค์ กรปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น ระดั บ ตำบล จำนวน ๑๕๐ แห่ ง ในภาคเหนื อ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีต้นแบบที่ดีอย่างน้อย ๑๕ แห่ง l หน่วยงานของรัฐ ส่วนกลาง ส่วนภูมภาค และส่วนท้องถินรวม ๑๖ องค์กร กองทัพไทย ิ ่ มี ห น่ ว ยต้ น แบบระดั บ กรมจำนวน ๑๕ หน่ ว ย ที่ ส ามารถเป็ น ตั ว อย่ า งและแหล่ ง ศึ ก ษาเรี ย นรู้ เพื่อขยายผลด้านการสร้างเสริมสุขภาพของบุคลากรในกองทัพไทย l วั ด อย่ า งน้ อ ย ๖๐๐ แห่ ง เป็ น ศู น ย์ ร วมจิ ต ใจของคนในชุ ม ชน มี ส่ ว นร่ ว มในการ สร้างสุขภาวะแก่คนในชุมชน ๒. เกิดแกนนำที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถด้านการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรรวม ๓,๖๐๐ คน โดยเป็นแกนนำจากตำรวจ ๓๙๐ คน จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบลรวม ๘๐๐ คน จากกองทัพไทย ๑๐๐ คน จากหน่วยงานภาคพลเรือน ๑๕๐ คน จากวัด ๒,๑๖๐ คน
๓. มีนวัตกรรมขององค์กรภาครัฐต้นแบบที่มีการพัฒนาจิตและพัฒนาปัญญาไม่น้อยกว่า ๒๐ แห่ง ที่สามารถนำไปขยายผลได้ และมีผลงานวิชาการ ด้านการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ภาครัฐ ไม่น้อยกว่า ๖ เรื่อง ต่อปี ๔. ประชาชนที่ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพผ่านการทำงานสร้างเสริม สุขภาวะองค์กรภาครัฐจำนวน ๔๙๙,๐๐๐ คน ผ่านโครงการสถานีตำรวจ ๔๕,๐๐๐ คน โครงการรัฐ สุขภาวะ ๑๘,๐๐๐ คน โครงการองค์กรบริหารส่วนตำบล ๑๖,๐๐๐ คน โครงการวัด ๔๒๐,๐๐๐ คน ๕. เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรภาครัฐจำนวน ๑,๐๓๖ แห่ง โดยมาจากโครงการกองทัพ ๒๐ แห่ง โครงการสถานีตำรวจ ๑๓๐ แห่ง โครงการรัฐสุขภาวะ ๑๖ แห่ง โครงการองค์การบริหารส่วนตำบล ๑๕๐ แห่ง และวัด ๗๒๐ แห่ง
ภาคีหลัก
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงกลาโหม กองทัพไทย สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจ
182
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓. กลุ่มแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาคเอกชน
เป้าประสงค์
บุ ค ลากรในองค์ กรภาคเอกชนได้ แ ก่ ผู้ บ ริ ห าร พนั ก งานทุ กระดั บ ในองค์ กร ครอบครั ว ผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนชุมชนรอบข้าง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ และการพัฒนากลไกการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อพัฒนาเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเครือข่ายทางยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันให้เกิด องค์กรภาคเอกชนสร้างเสริมสุขภาพ ๒. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้/เครื่องมือ ต้นแบบองค์กรสร้างเสริมสุขภาวะ เพื่อนำไปสู่การขยาย ผลองค์กรสร้างเสริมสุขภาวะ ๓. เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะโดยการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตในองค์กรภาคเอกชน
แนวทางดำเนินงาน
แผนงานการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรภาคเอกชน มุ่งเน้นให้องค์กรภาคเอกชนทุกประเภท ซึ่ ง หมายถึ ง สถานประกอบการภาคอุ ต สาหกรรม ภาคผลิ ต และภาคบริ การ มี น โยบาย และ การพัฒนาเชิงระบบภายในองค์กร ตามบริบทของแต่ละองค์กร และสนับสนุนการสังเคราะห์และ การพัฒนาองค์ความรู้ เครื่องมือวัดประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรสุขภาวะ รวมถึงสนับสนุน การพัฒนาเครือข่ายด้านต่างๆ เช่น เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายยุทธศาสตร์ เพื่อการสร้างเสริม สุขภาวะในองค์กรภาคเอกชน
เป้าหมายและตัวชี้วัด
๑. มีองค์กรภาคเอกชนทั้งที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ กลาง และเล็กที่มีการกำหนดนโยบาย และมีการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาพไม่น้อยกว่า ๘๐๐ แห่ง ๒. เกิ ด แกนนำที่ ไ ด้ รั บ การพั ฒ นาศั ก ยภาพด้ า นการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพในกลุ่ ม ของสถาน ประกอบการ ไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ คน ๓. มีเครื่องมือวัดสุขภาวะขององค์กรและคนทำงานในสถานประกอบการที่ชัดเจน ไม่น้อยกว่า ๔ ชุด และรูปแบบระบบช่วยเหลือให้คำแนะนำด้านสุขภาวะของคนทำงานในสถานประกอบการ อย่างเป็นรูปธรรม ๔. ประชาชนที่ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรภาคเอกชนรวม ๓๐๐,๐๐๐ คน ๕. เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ๘๐๐ แห่ง ๖. เกิดเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงขององค์กรภาคเอกชน เพื่อร่วมผลักดันนโยบายระดับชาติ ที่เกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะในที่ทำงาน ๗. เกิดเครือข่ายทางวิชาการเพื่อจัดทำข้อมุลผลกระทบระดับมหภาคเรื่องการสร้างเสริม สุขภาพในที่ทำงาน ๘. เกิดหลักสูตรการพัฒนาอบรมเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและมีหน่วยงานเพื่อขยายผล ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วประเทศ
ภาคีหลัก
183
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุ ข กระทรวงอุ ต สาหกรรม สภาอุ ต สาหกรรม แห่งประเทศไทย สมาคมหอการค้าไทย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ สมาคมการจัดการงาน บุคคลแห่งประเทศไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ สถานประกอบการภาคธุรกิจ
แผนส่งเสริมการออกกำลังกาย และกีฬาเพื่อสุขภาพ
สถานการณ์ แนวคิด และความสำคัญของแผน การมีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันที่ไม่เพียงพอ เป็น ๑ ใน ๔ สาเหตุสำคัญ ของการเจ็บป่วยและความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั่วโลก อันประกอบด้วย การสูบบุหรี่ การบริโภคอาหาร ที่ไม่เหมาะสม และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตจากโรคที่สามารถ ป้องกันได้จำนวนกว่า ๓ ล้านคนทั่วโลกในแต่ละปี นอกจากการจัดลำดับในมิติของโรคไม่ติดต่อแล้ว การมีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายที่ ไม่ เพียงพอ ยังถูกจัดเป็น ๑ ใน ๕ ของประเด็นที่ท้าทายโลกปัจจุบันมากที่สุด อันได้แก่ โรคอ้วน ปัญหาสุขภาพจิต ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ และภาวะโลกร้อน การมีกิจกรรมทางกายมีส่วนอย่างมากในการลดต้นทุนการให้บริการทางสุขภาพทั้งทางตรง และทางอ้อม ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศทั่วโลก มีการประเมิน มูลค่าความสูญเสียจากการทีประชากรของประเทศมีกจกรรมเคลือนไหวร่างกายและการออกกำลังกาย ่ ิ ่ ไม่เพียงพอ เช่น ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีประชากรถึงร้อยละ ๔๐ ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน คิดเป็นมูลค่า ความสูญเสีย ๘.๒ พันล้านปอนด์ เช่นเดียวกับประเทศออสเตรเลีย ทีประชากร ๑ ใน ๔ มีนำหนักเกิน ่ ้ และมีมูลค่าความสูญเสีย ๕๘.๒ พันล้านเหรียญ ส่วนประเทศไทยนั้น ประชากรที่มีน้ำหนักเกินกำลัง เพิ่มมากขึ้น อยู่ในสัดส่วน ๑ ใน ๔ คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียจากการรักษาผู้ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อที่ สืบเนื่องจากการออกกำลังกายไม่เพียงพอถึงปีละ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาท กฎบัตรโตรอนโตเพื่อกิจกรรมทางกาย ซึ่งได้รับการรับรองจาก ๓๖ ประเทศสมาชิก เมื่อ เดือนพฤษภาคม ปี ๒๐๑๐ เป็นข้อเสนอระดับโลกที่เรียกร้องให้ทุกประเทศ ทุกภูมิภาค ทุกชุมชน และทุกองค์กร ทุ่มเททรัพยากรและยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการสนับสนุนการมีสุขภาวะดีด้วยการ ส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับทุกคน โดยเน้นให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือขององค์กร ด้านสุขภาพ ขนส่งและคมนาคม สิ่งแวดล้อม กีฬาและนันทนาการ การศึกษา การพัฒนาและ ออกแบบผังเมือง วัฒนธรรม และมหาดไทย
๙
185
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
186
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ในฐานะที่ สสส. ได้ร่วมลงนามในกฎบัตรโตรอนโต และมีพันธกิจเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี อย่างยั่งยืนในสังคมไทย แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ จึงปรับยุทธศาสตร์ของ แผนให้มุ่งเน้นสนับสนุนการมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของประชากรทั้งประเทศ รวมทั้งประชากรกลุ่มเฉพาะที่มีปัญหาสุขภาพ และกลุ่มที่ขาดโอกาสเข้าถึงบริการทางสุขภาพ และการออกกำลังกาย แผนนี้ได้นำองค์ความรู้ด้านการส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันเป็นแนวคิดหลัก จึงให้ความสำคัญกับปัจจัยทางสภาพแวดล้อม สังคม และครอบครัว ที่มีผลต่อการมีกิจกรรม เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการจัดการให้มีพื้นที่สุขภาวะ (healthy space/ healthy park) ที่ชุมชนมีส่วนร่วม ใช้แนวทางการส่งเสริมตลอดช่วงชีวิต (life cycle approach) เพื่อให้สอดคล้อง กับพัฒนาการและความต้องการของทุกกลุ่มวัย ตลอดจนใช้การสื่อสารรณรงค์เพื่อทำให้การมี กิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันเป็นพฤติกรรมที่ทุกคนปฏิบัติได้ง่าย กลายเป็นส่วนหนึ่งของ วิถีชีวิตประชากรในประเทศ เพื่อสร้างสังคมไทยที่แข็งแรงและน่าอยู่สำหรับทุกคน นิยามคำสำคัญ : กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน (physical activity) : หมายถึง กิจกรรมทางกาย และการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่มีรูปแบบเฉพาะ รวมถึงการออกกำลังกาย กิจกรรมนันทนาการ และกีฬา กิจกรรมทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต พื้นที่สุขภาวะ (healthy space/ healthy park, built environment) : หมายถึง พื้นที่กายภาพ ที่เอื้ อต่อการมีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา และนั น ทนาการ เป็นพื้นที่ที่มีมิติของสิ่งแวดล้อม สุนทรียภาพ การเรียนรู้ ความสัมพันธ์ทางสังคม ตลอดจน อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความเป็นธรรมทางสังคม
กระบวนการปรับปรุงแผน และผลที่ปรับเปลี่ยน คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๕ ได้ทบทวนสถานการณ์ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และ แนวทางการดำเนินงานแผนร่วมกับภาคี และเห็นชอบให้ปรับยุทธศาสตร์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด และ โครงสร้างแผนบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางหลักและเป้าหมายของ สสส. และสถานการณ์ สุขภาพ โดยมีจุดเน้น ดังนี้ ๑. ปรับเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ของแผน เพื่อรองรับการดำเนินงานแบบบูรณาการ และยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาพที่เน้นกลุ่มเป้าหมายตามช่วงวัย ให้มีกิจกรรม เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (physical activity-PA) เป็นวิถีชีวิต ตลอดจนมีกิจกรรม ออกกำลังกาย และกีฬาเพือสุขภาพสำหรับกลุมเป้าหมายเฉพาะ เช่น กลุมผูออกกำลังกาย ่ ่ ่ ้ ประจำ กลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ฯลฯ ๒. ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การสร้างพื้นที่สุขภาวะ เพื่อรองรับการมีกิจกรรมเคลื่อนไหว ในชีวิตประจำวัน (PA) ของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย
๓. ให้ความสำคัญกับการใช้องค์ความรู้ งานวิจัย การพัฒนาเครื่องมือชี้วัด เพื่อให้สามารถ ประเมินผลในระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพ ของกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน ๔. สร้างโอกาสการเข้าถึงกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (PA) สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ที่ขาดโอกาส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสุขภาพ
เป้าประสงค์ แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ มีเป้าประสงค์ ให้ ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย มีกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (PA) การออกกำลังกาย และเล่นกีฬาเพื่อ สุขภาพเป็นวิถีชีวิต และมีพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน กิจกรรมการ ออกกำลังกาย และกีฬาเพื่อสุขภาพของประชาชนอย่างเพียงพอ วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อเพิ่มจำนวนผู้มีกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันที่เพียงพอ ในประชากรกลุ่ม เป้าหมายให้มากขึ้น ๒. เพื่อเพิ่มพื้นที่สุขภาวะ ที่รองรับกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของประชาชน ๓. เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชน ด้วยการส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิต ประจำวัน และการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ขาดโอกาส ๔. เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ทั้งในระดับพื้นที่ และองค์กร ได้ มี ม าตรการส่ ง เสริ ม กิ จ กรรมเคลื่ อ นไหวในชี วิ ต ประจำวั น และการออกกำลั ง กาย เพื่อสุขภาพ อย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนกำหนดเป้าหมายและ แนวทางในการดำเนินการ ๕. เพื่อพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ และนวัตกรรมที่ส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิต ประจำวัน และการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของแต่ละกลุ่มวัย ๖. เพื่อสนับสนุนและสร้างความร่วมมือกับองค์กรกีฬาภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมกีฬา และ สื่อมวลชน ให้ดำเนินกิจกรรมกีฬาในแนวทางของกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ที่ปลอด จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ๗. เพื่อบูรณาการ ให้เกิดนวัตกรรมการสร้างพื้นที่สุขภาวะแบบองค์รวมที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ รอบศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ เป้าหมายและตัวชี้วัด ๑. เพิมจำนวนผูออกกำลังกายทีเ่ ข้าร่วมกิจกรรมที่ สสส. สนับสนุน ปีละไม่ตำกว่า ๕ แสนคน ่ ้ ่ เพื่อส่งผลต่อการเพิ่มสัดส่วนผู้ออกกำลังกายทั้งประเทศ ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ ๒๙.๖ ในการ สำรวจปัจจุบันของสำนักงานสถิติแห่งชาติ
187
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. เพิ่มจำนวนผู้มีพฤติกรรมเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน และการออกกำลังกาย ประจำที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยจะวัดด้วยเครื่องมือที่แผนพัฒนาขึ้นตามมาตรฐานวิชาการ ๓. มีโครงการที่ส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ของประชากรกลุ่มเป้าหมาย ตามช่วงวัย ร้อยละ ๓๐ ของจำนวนโครงการทั้งหมด ๔. มี พื้ น ที่ สุ ข ภาวะเพื่ อ รองรั บ กิ จ กรรมเคลื่ อ นไหวในชี วิ ต ประจำวั น เพื่ อ ลดปั จ จั ย เสี่ ย ง ทางสุขภาพ ครบทั้ง ๗๕ จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ๕. มีงานวิจัยด้านกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน อย่างน้อย ๕ เรื่องที่ก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพ การลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ และนำไปสู่การสร้าง นวัตกรรม ๖. มีนวัตกรรมการออกกำลังกายอย่างน้อย ๕ กรณี ที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ๗. เพิ่มจำนวนองค์กรด้านกีฬาและสื่อมวลชนที่ร่วมเป็นพันธมิตรขับเคลื่อนการสร้างค่านิยม เรื่องกีฬาปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ผ่านกิจกรรมทุนอุปถัมภ์ อย่างน้อยจำนวน ๒ องค์กรต่อปี ๘. เกิดพืนทีสขภาวะต้นแบบในบริเวณรอบศูนย์เรียนรูสขภาวะ (ผ่านการทำงานแบบบูรณาการ) ้ ุ่ ุ้
188
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ยุทธศาสตร์ ๑. รณรงค์และขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม เพื่อให้มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ในชีวิตประจำวันเป็นวิถีชีวิต ในประชากรกลุ่มเป้าหมายตามช่วงวัย และกลุ่มที่ขาดโอกาส ทางสุขภาพ ๒. รณรงค์ ส่ ง เสริ ม กิ จ กรรมเคลื่ อ นไหวในชี วิ ต ประจำวั น และกิ จ กรรมออกกำลั ง กาย เพื่อเน้นผลดีของการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในกลุ่มเป้าหมาย ๓. เพิ่ ม โอกาสการเข้ า ถึ ง กิ จ กรรมเคลื่ อ นไหวในชี วิ ต ประจำวั น และการออกกำลั ง กาย เพื่อสุขภาพ ในกลุ่มที่ขาดโอกาสทางสุขภาพ ๔. ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ และปัจจัยแวดล้อมที่รองรับกิจกรรมเคลื่อนไหว ในชีวิตประจำวันของกลุ่มเป้าหมาย ๕. ส่ ง เสริ ม ความร่ ว มมื อ จากทุ ก ภาคส่ ว นเพื่ อ สร้ า งวิ ถี ชี วิ ต เชิ ง บวกที่ เ อื้ อ ต่ อ สุ ข ภาวะ (active living) ๖. วิจยและพัฒนาเพือสร้างองค์ความรู้ และเครืองมือชีวด เพือสนับสนุนยุทธศาสตร์ของแผน ั ่ ่ ้ั ่ ๗. สนับสนุนทุนอุปถัมภ์กิจกรรมกีฬา ให้เป็นกีฬาปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ๘. บูรณาการทุกแผนและเครือข่าย และหน่วยงานภายนอก ให้เกิดนวัตกรรมการสร้างพื้นที่ สุขภาวะแบบองค์รวมที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่รอบศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ
กรอบแนวคิดยุทธศาสตร์ของแผน
ยุทธศาสตร์ ความรู้และนวัตกรรม
คล
กลไกขับเคลื่อน
l
ประชาชน ทุกกลุ่มวัย มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกายและ เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ เป็นวิถีชีวิต
ละพ ฤ
l
รณรงค์ ขับเคลื่อนสังคม
เครือข่ายและพันธมิตร
กลไก และนโยบาย
l
กลุ่มแผนงานส่งเสริม กิจกรรมเคลื่อนไหว ในชีวิตประจำวันและ การออกกำลังกาย (PA & PE) กลุ่มแผนงานส่งเสริมพื้นที่และ ปัจจัยแวดล้อมสุขภาวะ ที่เอื้อต่อกิจกรรมเคลื่อนไหว ในชีวิตประจำวัน (healthy environment) กลุ่มแผนงานทุนอุปถัมภ์กีฬา (sport sponsorship)
189
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
พื้นท
ติกร รมส ่วนบ ุค
ี่ปัจจ ด ัยแว ล้อม าวะ สุขภ
ทัศน
ภาคีหลัก ๑. หน่วยงานภาครัฐระดับชาติและท้องถิ่น ที่มีนโยบายส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิต ประจำวัน การออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬา แห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร ฯลฯ ๒. องค์กรกีฬาภาครัฐ และเอกชนที่ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬา เพื่อสุขภาพ อาทิ สมาคมกีฬาระดับชาติและระดับจังหวัด หน่วยงานกีฬาภาครัฐ สมาพันธ์และ ชมรมกีฬาเพื่อสุขภาพ สมาคมสื่อมวลชนกีฬา ฯลฯ ๓. สถาบันวิชาการ หน่วยงานวิจัย และภาคประชาสังคม ที่ส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหว ในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ อาทิ สถาบันการพลศึกษา สถาบันวิชาการ ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เครือข่ายการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ สื่อมวลชนด้านสุขภาพและกีฬา กลุ่มวิชาชีพทางการแพทย์ กลุ่มวิชาชีพด้านการออกแบบและพัฒนาผังเมือง ฯลฯ ๔. เครือข่ายสากลด้านกิจกรรมเคลื่อนไหวทางกายในชีวิตประจำวัน เช่น International Society for Physical Activity and Health - ISPAH, Global Advocacy for Physical Activity GAPA ฯลฯ
คติแ
โครงสร้าง เพื่อตอบสนองเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และยุทธศาสตร์ของแผนส่งเสริมการออกกำลังกาย และกีฬาเพื่อสุขภาพ ลักษณะการดำเนินงาน จึงประกอบด้วย ๓ กลุ่มแผนงาน ได้แก่ ๑. กลุ่มแผนงานส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันและการออกกำลังกาย ๒. กลุ่มแผนงานส่งเสริมพื้นที่และปัจจัยแวดล้อมสุขภาวะที่เอื้อต่อกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิต ประจำวันและการออกกำลังกาย ๓. กลุ่มแผนงานทุนอุปถัมภ์กีฬา การบริหารจัดการ กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๕ โดยสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะ เพื่อสังคม (สำนัก ๕) ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ และหน่วยบริหารจัดการ งบประมาณ กลุ่มแผนงานหลัก ๑. กลุ่มแผนงานส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันและ การออกกำลังกาย ๒. กลุ่มแผนงานส่งเสริมพื้นที่และปัจจัยแวดล้อมสุขภาวะที่เอื้อ ต่อกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันและการออกกำลังกาย ๓. กลุ่มแผนงานทุนอุปถัมภ์กีฬา ๔. การประเมินผลแผน รวม
งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๘๔ ๘๐ ๘๕
190
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔๕ ๔๖ ๔๒ ๖๑ ๖๐ ๖๘ ๒ ๒ ๒ ๑๙๒ ๑๘๘ ๑๙๗
รายละเอียดแผนงาน
๑. กลุ่มแผนงานส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันและ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย
๑) ประชาชนกลุมเป้าหมายทีเ่ ข้าร่วมกิจกรรมของ สสส. มีกจกรรมเคลือนไหวในชีวตประจำวัน ่ ิ ่ ิ และการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นวิถีชีวิต นำไปสู่การมีสุขภาพดีทั้ง ๔ มิติ โดยมีการวัดผลลัพธ์ ด้วยเครื่องมือวัดผลที่ได้มาตรฐานทางวิชาการ ๒) ร้ อ ยละ ๖๐ ของประชาชนกลุ่ ม เป้ า หมาย ได้ เ ข้ า ถึ ง ข้ อ มู ล ความรู้ แ ละนวั ต กรรมที่ มี ประโยชน์ต่อการเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมให้มีวิถีชีวิตทางบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะ ๓) มีหน่วยงานองค์กรทั้งระดับชาติ และท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า ๒๐ องค์กรที่ร่วมกิจกรรมกับ สสส. รับเอามาตรการส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน และกิจกรรมการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ เป็นนโยบายของพื้นที่และองค์กร ๔) มี ง านวิ ช าการด้ า นกิ จ กรรมเคลื่ อ นไหวในชี วิ ต ประจำวั น และด้ า นการออกกำลั ง กาย ที่ เ ผยแพร่ สู่ ส าธารณะ ไม่ น้ อ ยกว่ า ๑๐ เรื่ อ ง และมี เ ครื่ อ งมื อ สำรวจและประเมิ น ผลลั พ ธ์ จากการออกกำลังกายที่นำมาใช้ประโยชน์สำหรับแผน ๑ ชุด ๕) เกิดพื้นที่สุขภาวะต้นแบบ ที่เกิดจากการบูรณาการงานของ สสส. ในพื้นที่รอบศูนย์เรียนรู้ สุขภาวะ
วัตถุประสงค์
191
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักและความสำคัญของการมีกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิต ประจำวัน และการออกกำลังกายอย่างพอเพียง ในกลุ่มเป้าหมาย ผ่านกิจกรรมและการสื่อสาร รณรงค์อย่างกว้างขวาง ๒. เพื่อสนับสนุนกลุ่ม หน่วยงาน องค์กร ชุมชนและท้องถิ่น ให้เป็นภาคีร่วมขับเคลื่อน จัดกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพสำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากศักยภาพ และกำหนดเป้าหมายโดยภาคีเครือข่าย ๓. เพื่ อ ส่ ง เสริ ม และเผยแพร่ อ งค์ ความรู้ แ ละนวั ต กรรมด้ า นกิ จ กรรมเคลื่ อ นไหวในชี วิ ต ประจำวัน และการออกกำลังกาย ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพ และลดปัจจัยเสี่ยง ทางสุขภาพ
๔. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ และเครื่องมือสำรวจและประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพ ที่นำมาใช้ ประโยชน์ต่อการดำเนินยุทธศาสตร์ของแผน ๕. เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การดำเนินงานและเชื่อมโยงกับเครือข่ายในระดับสากล
ยุทธศาสตร์
๑. รณรงค์สร้างกระแสสังคม ผ่านการส่งเสริมกิจกรรมการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน และ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ที่เป็นที่นิยมและสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายตามช่วงวัย ๒. สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม ผ่านงานวิจัย งานสำรวจ การทดลองปฏิบัติ และถอดบทเรียน ตลอดจนการเผยแพร่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย ในประเด็นหลักที่จะ ขับเคลื่อน ๓. เชื่อมประสาน และขยายภาคี-พันธมิตรร่วมดำเนินงานเพื่อส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวใน ชีวิตประจำวัน และการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ๔. เชื่อมประสานกับเครือข่ายระดับสากล เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์และผลลัพธ์ของแผน
แผนงานและโครงการ
192
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ประกอบด้วยแผนงานและโครงการหลัก ได้แก่ แผนงานรณรงค์ตามชนิดกิจกรรม แผนงาน รณรงค์ตามกลุ่มเป้าหมาย แผนงานพัฒนาองค์ความรู้ แผนงานนวัตกรรม และโครงการพิเศษต่างๆ ที่มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ชัดเจน
๒. กลุ่มแผนงานส่งเสริมพื้นที่และปัจจัยแวดล้อมสุขภาวะที่เอื้อต่อกิจกรรม เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันและการออกกำลังกาย
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย
๑) องค์กรภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรท้องถิ่น และองค์กรชุมชน ในพื้นที่ เป้าหมายทั้ง ๗๕ จังหวัดและกรุงเทพมหานคร มีนโยบาย มาตรการ และกลไกการดำเนินงาน เพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดพื้นที่สุขภาวะ และปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อกิจกรรมเคลื่อนไหว ในชีวิตประจำวัน และการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ สำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย และกลุ่มที่ ขาดโอกาสทางสุขภาพ ๒) มีพื้นที่ต้นแบบของการจัดการให้เกิดพื้นที่สุขภาวะเพื่อส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิต ประจำวัน และการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ไม่น้อยกว่า ๒๐ แห่งทั่วประเทศ
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสนับสนุนให้องค์กรภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรชุมชน ในพื้นที่เขตเมือง กึ่งเมือง และชนบท เป็นกลไกดำเนินงานเพื่อส่งเสริมกิจกรรม การเคลื่อนไหวในชีวิตประชำวัน และการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ สำหรับประชาชนในพื้นที่ ๒. เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชน ได้กำหนดเป้าหมายและแนวทางการส่งเสริม กิจกรรมการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน และพื้นที่สาธารณะด้วยตนเอง ๓. เพื่อพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในพื้นที่เป้าหมาย และระดมทรัพยากร ในพืนที่ เพือการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมการเคลือนไหวในชีวตประจำวัน และการออกกำลังกาย ้ ่ ่ ิ เพื่อสุขภาพ สำหรับประชาชนในพื้นที่ ๔. เพื่อพัฒนาต้นแบบของพื้นที่สุขภาวะ ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน และการออกกำลังกายของประชาชน
ยุทธศาสตร์
๑. ผลั ก ดั น องค์ กรภาครั ฐ ภาคเอกชน สถาบั น การศึ ก ษา องค์ กรปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น และองค์ กรชุ ม ชน ให้มี การกำหนดนโยบายและดำเนิ นงานส่ ง เสริ มและสนั บ สนุ น กิจ กรรมการ เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน และการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ๒. ระดมความร่วมมือและทรัพยากรในพื้นที่ เพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบที่เอื้อต่อการมีกิจกรรม เคลื่อนไหวทางกายในชีวิตประจำวัน และการออกกำลังกายของประชาชน ทั้งในพื้นที่รอบศูนย์ เรียนรู้สุขภาวะ และพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ๓. ผลักดันให้มีมาตรการส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน และการออกกำลังกาย สำหรับกลุ่มขาดโอกาส เพื่อลดช่องว่างของความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ
แผนงานและโครงการ
193
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนงานและโครงการหลักประกอบด้วย แผนงานส่งเสริมส่งเสริมมาตรการการออกกำลังกาย ในชุมชนและท้องถิ่น แผนงานส่งเสริมมาตรการการออกกำลังกายในองค์กรและสถานประกอบการ และโครงการพิเศษต่างๆ ที่มีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายและผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชนใน พื้นที่อย่างชัดเจน
๓. กลุ่มแผนงานทุนอุปถัมภ์กีฬา
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย
๑) กิจกรรมกีฬาที่สนับสนุนโดย สสส. ปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ตามกฎหมาย ๑๐๐% ทั้งในพื้นที่การแข่งขัน และชุมชนแวดล้อมสนามกีฬา ๒) ร้อยละ ๗๐ ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมกีฬา ได้แก่ สมาคมกีฬา คณะกรรมการ จัดการแข่งขันระดับชาติและท้องถิ่น สื่อมวลชนสายกีฬา มีทัศนคติที่ดี และสนับสนุนแนวทางของ กีฬาที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ โดยมีผลการประเมินในทุกกิจกรรม ๓) กิจกรรมกีฬามีภาพลักษณ์ที่สร้างสรรค์ต่อเยาวชน โดยประเมินจากผลสำรวจการรับรู้ และทัศนคติของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ๔) เมืองที่ ได้รับการสนับสนุนให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ มีนโยบายและ มาตรการส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สุขภาวะ
วัตถุประสงค์
194
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เพื่อสนับสนุนกิจกรรมกีฬาให้เป็นกีฬาปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ และสนับสนุน พื้นที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ตามกฎหมาย โดยใช้กลไกทุนอุปถัมภ์กีฬาและการสื่อสาร รณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักในกลุ่มเป้าหมาย ๒. เพื่อสนับสนุนกิจกรรมกีฬาให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างกระแสสังคมให้คนออกกำลังกาย และเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ ๓. เพื่อเพิ่มจำนวนองค์กรพันธมิตรในการขับเคลื่อนกิจกรรมการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ และกีฬาที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ อย่างต่อเนื่อง ๔. เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบของเมืองสุขภาวะ (healthy city) ในเมืองที่เป็นเจ้าภาพจัดการ แข่งขันกีฬาระดับชาติ
ยุทธศาสตร์
๑. กิจกรรมสนับสนุน ๑) สนับสนุนทุนอุปถัมภ์กีฬาเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ และมาตรการกีฬาปลอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ๒) พัฒนาศักยภาพในการจัดการประเด็นสุขภาพของเครือข่ายทุนอุปถัมภ์กีฬา ๓) สนั บ สนุ น การรณรงค์ เ พื่ อ เผยแพร่ ป ระเด็ น สร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพผ่ า นกิ จ กรรมกี ฬ า ของผู้รับทุน
๒. กิจกรรมเชิงรุก ๑) แสวงหาองค์กรพันธมิตรเพื่อร่วมสนับสนุนแนวทางการทำให้กิจกรรมกีฬาปลอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ๒) พัฒนาและผลักดันกิจกรรมกีฬาเพื่อสุขภาพให้เป็นนโยบายขององค์กรเป้าหมาย ๓) พั ฒ นาความร่ ว มมื อ เพื่ อ สร้ า งพื้ น ที่ ต้ น แบบของเมื อ งสุ ข ภาวะผ่ า นกลไกของ ทุนอุปถัมภ์กิจกรรมกีฬา
แผนงานและโครงการ
ประกอบด้วยโครงการหลัก อาทิ โครงการทุนอุปถัมภ์กีฬาแห่งชาติ โครงการทุนอุปถัมภ์กีฬา ระดับภูมิภาค โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเมืองสุขภาวะ โครงการสนับสนุนกิจกรรมกีฬาตามนโยบาย และทิศทางของ สสส. ฯลฯ
195
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม
สถานการณ์ แนวคิด และความสำคัญของแผน โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา คือ ทำอย่างไรประเทศไทยจะน่าอยู่ และมีความเป็นธรรมสำหรับทุกคน ซึ่งการขับเคลื่อนไปสู่ประเทศที่น่าอยู่นั้น จำเป็นต้องอาศัยการมี ส่วนร่วม และพลังเชิงสร้างสรรค์ของประชาชนทุกคน การระดมความร่วมมือของคนทั้งประเทศ เพื่อไปสู่เป้าหมายเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน นั้นต้องอาศัยพลังแห่งจินตนาการ การสร้างจิตสำนึกใหม่ และการแสวงหาคำตอบร่วมกัน ซึ่งจำเป็น อย่างยิงทีสงคมจะต้องมีโอกาสเข้าถึงความรู้ ความจริง และข้อมูลข่าวสารทีเ่ พียงพอต่อการดำรงชีวต ่ ่ั ิ อย่างเป็นสุขและมันคง ปราศจากความเสียงเพราะความไม่รู้ และทีสำคัญคือเกิดคุณค่าและพลังเชิงบวก ่ ่ ่ จากการเข้าถึงสื่อที่สร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิด ระบบการสื่อสารที่ทั่วถึงและสร้างสรรค์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งของการระดมพลังสังคม เพื่อการร่วมสร้างประเทศไทย บนฐานของปัญญา ความรู้ และความสมานฉันท์ แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม มุ่งหวังจะเป็นกลไกหนึ่งที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดระบบการ สือสารทีดอย่างครบวงจร โดยมุงเน้นการสร้างความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายทีเ่ กียวข้อง ทังในด้าน ่ ่ี ่ ่ ้ ของการสร้างเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพและทรงพลังต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม การสร้างช่องทาง สื่อสารที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม การสร้างผู้ผลิตสื่อและสารที่มีทักษะและจรรยาบรรณ การสร้างผู้รับสื่อ และสารที่มีภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทัน ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้และนโยบายเพื่อสนับสนุนระบบสื่อ สร้างสรรค์ การใช้เครื่องมือสื่อสารการตลาดเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม และการขับเคลื่อนกระบวนการสื่อ สร้างสรรค์ ที่เครือข่ายสุขภาวะมีบทบาทในระยะ ๘ ปีที่ผ่านมา ทำให้ สสส. และเครือข่ าย มีบทเรียนและความรู้ในการส่งเสริมพลังด้านบวกของสื่อ และการบ่มเพาะความตื่นรู้ของผู้บริโภคสื่อ โดยเฉพาะผลต่ อ การสร้ า งค่ า นิ ย มใหม่ ใ ห้ กั บ สั ง คมไทย ในเรื่ อ งของความตระหนั ก และการมี พฤติกรรมเชิงบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะ อาทิ การไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ การออกกำลัง กายประจำ การบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการ และการร่วมสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง
๑๐
197
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การดำเนินงานเหล่านี้ ยังจำเป็นต้องอาศัยพลังขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และเพื่อทำให้ค่านิยม สุขภาวะเป็นวัฒนธรรมหลักของสังคม สสส. มีความเชื่อมั่นว่า การกำหนดยุทธศาสตร์และการลงมือ ปฏิบตอย่างมีสวนร่วมเพือให้เกิดระบบการสือสารทีดี จะเป็นหนึงในรากฐานสำคัญของการสร้างคนไทย ัิ ่ ่ ่ ่ ่ ที่มีคุณภาพ มีสุขภาวะที่ยั่งยืน อันจะก้าวกระโดดไปสู่สังคมแห่งปัญญา และสังคมที่น่าอยู่ได้สำเร็จ
198
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระบวนการปรับปรุงแผน และผลที่ปรับเปลี่ยน คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๕ ได้ทบทวนสถานการณ์ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และ แนวทางการดำเนินงานแผนร่วมกับภาคี และเห็นชอบให้คงเป้าประสงค์ และโครงสร้างแผนตามที่ทำ อยู่ในปีที่ผ่านมา โดยให้ปรับเป้าหมาย ตัวชี้วัด และยุทธศาสตร์บางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทาง การปรับแผนหลักของ สสส. และสถานการณ์สื่อ โดยมีจุดเน้น ดังนี้ ๑. ปรั บ ยุ ท ธศาสตร์ ข องการสื่ อ สารการตลาดเพื่ อ สั ง คม และกระบวนการสื่ อ สร้ า งสรรค์ ให้สนับสนุนประเด็นหลัก คือ การร่วมสร้างสังคมให้น่าอยู่ และการสร้างความตระหนัก เรื่องความเป็นธรรมทางสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้กลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับ ความเป็นธรรม ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง ๒. ใช้กระบวนการสื่อสร้างสรรค์ และการรู้เท่าทันสื่อ สนับสนุนการเรียนรู้ และการสร้าง สังคมแห่งปัญญา ๓. ให้ความสำคัญกับการบูรณาการแผนทั้งภายในแผนและระหว่างแผนต่างๆ ของ สสส. เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการขับเคลื่อนวิถีชีวิตทางบวก ที่เอื้อต่อสุขภาวะ เป้าประสงค์ แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม ได้กำหนดเป้าประสงค์ของแผนที่เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ หลักของ สสส. ไว้ดังนี้ “ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสุขภาพอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เกิดการรับรู้ มีทัศนคติ ค่านิยม ที่นำไปสู่พฤติกรรมสุขภาวะที่เหมาะสม และทุกภาคส่วนร่วมพัฒนา สื่อสร้างสรรค์ เพื่อสังคมสุขภาวะ” วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อสร้างการรับรู้ เปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความเชื่อ จิตสำนึก คุณค่า และกระบวนทัศน์ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาวะทั้งกาย ใจ สังคม และปัญญา ของกลุ่ม เป้าหมายต่างๆ และของสังคม ด้วยการสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม และกระบวนการสื่อ สร้างสรรค์ ๒. เพื่อส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายวิชาชีพสื่อ เครือข่ายนักสื่อสาร สุขภาพ เครือข่ายประชาสังคม และพันธมิตรภาคธุรกิจ ให้เกิดการขับเคลื่อนสร้างสังคม ที่น่าอยู่
๓. เพื่อสนับสนุนให้เกิดนโยบายและกลไกที่นำไปสู่การพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ ๔. เพื่อใช้กระบวนการสื่อสารสร้างอัตลักษณ์และภาพลักษณ์ขององค์กรและภาคีเครือข่าย ให้เป็นองค์กรนวัตกรรมสุขภาวะองค์รวม
เป้าหมาย และตัวชี้วัด ๑. ร้อยละ ๗๐ ของประชาชนกลุ่มเป้าหมายตามแผนงาน ได้รับรู้ และเข้าใจในประเด็น สุขภาวะที่สื่อสาร (โดยประเมินผลเฉลี่ยทั้งปี) ๒. ร้อยละ ๓๐ ของกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทัศนคติ ค่านิยม ที่นำไปสู่การมีพฤติกรรม และมีวิถีชีวิตทางบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะ (โดยประเมินผลแบบ ติดตามทั้งก่อนและหลังการรับรู้สื่อ และประเมินผลเฉลี่ยทั้งปีในทุกกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์) ๓. เพิ่มสัดส่วนและช่องทางสื่อสร้างสรรค์เพื่อกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน ๔. มีต้นแบบของนวัตกรรมการสื่อสารของผู้ที่ ไม่ ได้รับความเป็นธรรมทางสุขภาพ เพื่อ ส่งเสริมให้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสุขภาพ รู้เท่าทันสื่อ และมีช่องทางสื่อสารด้วย อัตลักษณ์ของกลุ่ม ๕. เครือข่ายสื่อที่เข้าร่วมขับเคลื่อนสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ มีบทบาทให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางสังคม ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ๖. มีนโยบาย และกลไกการพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ที่มีองค์กรเจ้าของ เรื่องรับไปดำเนินการต่อ จำนวน ๓ เรื่อง ๗. กลุ่มเป้าหมายยอมรับในอัตลักษณ์และภาพลักษณ์ขององค์กรและภาคีเครือข่าย ยุทธศาสตร์ ๑. ใช้การสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม และกระบวนการสื่อสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนสังคม น่าอยู่ ๒. ใช้กลไกบูรณาการทั้งภายในองค์กร ภาคีเครือข่าย หน่วยงานภายนอก ผ่านการสื่อสาร การตลาดเพื่อสังคม เพื่อสร้างเสริมวิถีชีวิตทางบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะของคนในสังคม ๓. สร้างความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนกับองค์กรวิชาชีพสื่อ องค์กรธุรกิจ องค์กรในท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม โดยกำหนดประเด็นและเป้าหมายร่วม ที่นำไปสู่สังคมน่าอยู่และเป็นธรรม ๔. สนับสนุนการพัฒนานโยบายและกลไกสื่อสร้างสรรค์ ๕. ร่วมกับฝ่ายภาพลักษณ์องค์กรใช้กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างอัตลักษณ์และภาพลักษณ์ ขององค์กรและภาคีเครือข่าย
199
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กลุ่มเป้าหมาย
ประชาชนทั่วไป (๑๕-๖๐ ปี) เด็ก เยาวชน ครอบครัว และผู้สูงอายุ กลุ่มที่ได้รับความ ไม่เป็นธรรม พันธมิตรหุ้นส่วน กลุ่มต่างๆ
เป้าหมาย
พื่อการข ับเคลื่อน สังคม
กลไก
พัฒนาก
กลุ่มแผนงานสื่อสาร รณรงค์ (สร้างสื่อ) กลุ่มแผนงานสื่อ สร้างสรรค์เพื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สร้างสาร & ผู้รับสาร) กลุ่มแผนงาน พัฒนากลไก และระบบ สื่อสุขภาวะ (สร้างนโยบาย & ผู้ส่งสาร)
เกิดการรับรู้ เรียนรู้ มีทัศนคติ ค่านิยม ยอมรับในพฤติกรรม ที่นำไปสู่สุขภาวะ มีส่วนร่วมใน กระบวนการ สร้างสรรค์สื่อ
น ลไกและ รรค์ ื่อสร้างส โยบายส
มร่วมม ือเ สร้างคว า
สื่อสารการตลาด เพื่อสังคม และกระบวนการ สื่อสร้างสรรค์
บูรณาการเพื่อสร้างเสริม วิถีชีวิตสุขภาวะ
200
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
หมายเหตุ (*) กลุ่มที่ได้รับความไม่เป็นธรรม หมายถึง กลุ่มเป้าหมายของแผน ที่ขาดโอกาสหรือมีอุปสรรคใน การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และสื่อสุขภาพ ได้แก่ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ยากไร้ กลุ่มผู้พิการ กลุ่ม ชาติพันธุ์และคนไร้รัฐ ฯลฯ โดยแผนจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายนี้ ให้สอดคล้องกับนโยบายและทิศทางของ สสส. ในแต่ละปี
ภาคีหลัก ภาคีหลักประกอบด้วย ๑. ภาคีด้านการขับเคลื่อนรณรงค์ อาทิ เครือข่ายสื่อเพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่าย เฝ้าระวังสื่อ เครือข่ายวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัว เครือข่ายส่งเสริมการอ่าน เครือข่ายนักสื่อสาร สุขภาวะ เครือข่ายสื่อศิลปวัฒนธรรมเพื่อสุขภาวะ เครือข่ายสื่อพื้นบ้านเพื่อสุขภาวะ และเครือข่าย เชิงประเด็นอื่นๆ ๒. ภาคีด้านนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสื่อสร้างสรรค์ อาทิ คณะกรรมการสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์แห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต คณะกรรมการปฏิรูปสื่อ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลนโยบายด้านสื่อและส่งเสริมสื่อ สร้างสรรค์ ฯลฯ
๓. ภาคีพันธมิตรด้านสื่อ อาทิ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ ไทย สภาการหนังสือพิมพ์ แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สถาบันอิศรา มูลนิธพฒนาสือมวลชนแห่งประเทศไทย ิ ั ่ สมาพันธ์สมาคมผูประกอบวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สมาคมเคเบิลทีวแห่งประเทศไทย ้ ี สมาคมโฆษณาธุรกิจ เครือข่ายสือพลังบวก พันธมิตรสือต้นทุนชีวตเด็ก สถานีโทรทัศน์ วิทยุ สือสิงพิมพ์ ่ ่ ิ ่ ่ สื่อเครือข่ายสังคม และสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ๔. ภาคีด้านวิชาการ อาทิ สถาบันวิชาการด้านนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนทั่วประเทศ สถาบันวิจัยด้านระบบสุขภาพ สถาบันวิจัยด้านสังคม ด้านเด็กเยาวชนและ ครอบครัว ฯลฯ ๕. ภาคีดานสือภาคประชาชน อาทิ สมาพันธ์วทยุชมชน สภาองค์กรวิทยุชมชน สถาบันพัฒนา ้ ่ ิ ุ ุ สื่อภาคประชาชน มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เครือข่ายสื่อภาคประชาชนในภูมิภาคต่างๆ ฯลฯ
โครงสร้าง เพื่อตอบสนองเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ในแผน และเพื่อให้เกิด การบูรณาการหลักการสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม และกระบวนการสื่อสร้างสรรค์อย่างได้ประสิทธิผล ลักษณะการดำเนินงานของแผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม จึงประกอบด้วยกลุ่มแผนงาน ๓ กลุ่ม ดังนี้ ๑. กลุ่มแผนงานสื่อสารรณรงค์ ๒. กลุ่มแผนงานสื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว ๓. กลุ่มแผนงานพัฒนากลไกและระบบสื่อสุขภาวะ การบริหารจัดการ กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๕ โดยสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะ เพื่อสังคม (สำนัก ๕) ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ และหน่วยบริหารจัดการ งบประมาณ กลุ่มแผนงานหลัก ๑. กลุ่มแผนงานสื่อสารรณรงค์ ๒. กลุ่มแผนงานสื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว ๓. กลุ่มแผนงานพัฒนากลไกและระบบสื่อสุขภาวะ ๔. โครงการทีวีสุขภาวะ ๕. การประเมินผลแผน รวม
งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๓๐๐ ๓๐๗ ๓๑๐ ๑๐๓ ๑๐๒ ๙๘ ๔๘ ๔๖ ๔๕ ๒๕ ๒๗ ๓๐ ๒ ๒ ๒ ๔๗๘ ๔๘๔ ๔๘๕
201
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
รายละเอียดแผนงาน
๑. กลุ่มแผนงานสื่อสารรณรงค์
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย
202
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. ร้อยละ ๗๐ ของกลุ่มเป้าหมายของการสื่อสารรณรงค์แต่ละโครงการ ได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสาร อันนำไปสู่การมีความเข้าใจ ทัศนคติ ค่านิยม ยอมรับในการมีพฤติกรรมเชิงบวกที่เอื้อต่อ สุขภาวะ ผ่านกลไกของสื่อมวลชน สื่อเครือข่ายสังคม สื่อศิลปวัฒนธรรม สื่อประเพณี สื่อชุมชน สื่อกิจกรรม และสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่ม ๒. มี สื่ อ ต้ น แบบที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภาพต่ อ การสื่ อ สารรณรงค์ เ พื่ อวิ ถี ชี วิ ต เชิ ง บวกที่ เ อื้ อ ต่ อ สุขภาวะ ไม่น้อยกว่า ๒๐ กรณี โดยมีการประเมินประสิทธิผลด้วยมาตรฐานทางวิชาการ ๓. เครือข่ายความร่วมมือของสื่อมวลชน สื่อประเภทต่างๆ และภาคีภาคเอกชน ที่มี บทบาทขับเคลื่อนร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมตาม ยุทธศาสตร์ของโครงการร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่
แนวทางการดำเนินงาน
ใช้หลักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคมดำเนินงาน ประกอบด้วย การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การออกแบบและวางแผนการผลิตสื่อและกิจกรรม และการเผยแพร่สื่อผ่านช่องทางต่างๆ และ การประเมินผล รวมทั้งการใช้กลไกของทุนอุปถัมภ์ สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม และกิ จ กรรมสร้ า งสรรค์ ที่ ส ามารถสื่ อ สารรณรงค์ ป ระเด็ น สุ ข ภาวะในกลุ่ ม เป้ า หมายได้ รวมทั้ ง การสร้างความร่วมมือกับกลุ่ม/องค์กรสื่อทุกประเภทและพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการ สร้างสรรค์สื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๑.๑ แผนงานรณรงค์สื่อสารการตลาดเพื่อสังคม
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ ความเชื่อ จิตสำนึก คุณค่า และกระบวนทัศน์ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะแก่กลุ่มเป้าหมาย และสังคม ๒. เพื่ อ พั ฒ นาต้ น แบบสื่ อ รณรงค์ และรายการสื่ อ สร้ า งสรรค์ ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ผ ลต่ อ การสื่อสารสาธารณะ และการสื่อสารที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ๓. เพื่อพัฒนาการสื่อสารสาธารณะที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสังคมไปสู่การร่วมสร้าง ประเทศไทยให้น่าอยู่ ๔. เพื่อสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรสื่อและพันธมิตรภาคเอกชน ในการสร้างสรรค์สื่อ รณรงค์ และเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์
๑. พัฒนาคุณภาพแผนงานรณรงค์สื่อสารการตลาดเพื่อสังคมให้เหมาะสม สอดคล้อง รองรับการขับเคลื่อนประเด็นสร้างเสริมสุขภาวะของภาคีเครือข่าย และวาระการขับเคลื่อนสังคมสู่ การร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ๒. สร้างเสริมความเข้มแข็งในการพัฒนาประเด็นสร้างเสริมสุขภาพ ผ่านช่องทางการ สื่อสาร ทั้งสื่อส่วนกลาง สื่อท้องถิ่น และสื่อเครือข่ายสังคม ๓. ร่วมมือกับพันธมิตรสื่อและภาคเอกชน ให้เกิดการขยายประสิทธิผลของการสื่อสาร รณรงค์ได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
๑.๒ แผนงานทุนอุปถัมภ์เพื่อสื่อศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสร้างทัศนคติ จิตสำนึก คุณค่า กระบวนทัศน์ และการยอมรับในพฤติกรรม เชิงบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะของกลุ่มเยาวชนและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ด้วยสื่อศิลปวัฒนธรรมและ กิจกรรมสร้างสรรค์ ๒. เพื่อส่งเสริมการพัฒนาต้นแบบสื่อสุขภาวะทางจิตและปัญญา โดยใช้ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ๓. เพื่อสนับสนุนกระบวนการใช้สื่อศิลปวัฒนธรรม และระดมความร่วมมือเครือข่าย ศิลปินในการร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ๔. เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสื่อศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อ การสร้างเสริมสุขภาวะ ๕. เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้เป็นผู้ผลิตและส่งสารด้าน สุขภาวะด้วยตนเองในการเป็นเครือข่ายสื่อศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์ ยุทธศาสตร์ ๑. ใช้ ก ลไกเชิ ง รุ ก ของการให้ ทุ น อุ ป ถั ม ภ์ พั ฒ นาสื่ อ ศิ ล ปวั ฒ นธรรมและกิ จ กรรม สร้างสรรค์ที่มีประสิทธิผลในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตและปัญญา และวาระร่วมสร้างประเทศไทย ๒. พัฒนาเครือข่ายสื่อศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์ และเชื่อมโยงเครือข่าย กับภาคีสร้างเสริมสุขภาวะเชิงประเด็นอื่นๆ ๓. สร้างความร่วมมือและพัฒนาพันธมิตรหุ้นส่วนที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์
203
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. กลุ่มแผนงานสื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย
๑. ร้อยละ ๗๐ ของเด็ก เยาวชน และครอบครัว และกลุ่มที่ ไม่ ได้รับความเป็ น ธรรม ทางสังคม ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของกลุ่มแผนงาน ได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และสื่อสร้างสรรค์ ที่มีผล ต่อการสร้างทัศนคติ จิตสำนึก คุณค่า กระบวนทัศน์ และพฤติกรรมเชิงบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะ นำไป สู่วัฒนธรรมและสังคมแห่งการเรียนรู้ ๒. ร้อยละ ๗๐ ของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก เยาวชน และครอบครัว มีทักษะรู้เท่าทันสื่อ และเฝ้าระวังสื่อ ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวในกลุ่มผู้บริโภคสื่อ ๓. เกิดกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ภาคท้องถิน และภาควิชาการ ่ ในการขับเคลื่อนกระบวนการสื่อสร้างสรรค์ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมให้น่าอยู่ ๔. เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมสื่อสร้างสรรค์ และสื่อเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว ประมาณ ๓ เรื่อง อันเป็นผลจากการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา นโยบายสื่อสร้างสรรค์ของภาคีเครือข่าย
204
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แนวทางการดำเนินงาน
สนับสนุนภาคีหลัก เช่น สำนักงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) สำนักงานสร้างเสริม วัฒนธรรมการอ่าน เป็นศูนย์ประสานงาน และขยายเครือข่ายยุทธศาสตร์และความร่วมมือ เพื่อให้ เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมทั้งด้านเนื้อหา ผู้บริโภคสื่อ ผู้ผลิตสื่อ และนโยบายสื่อ ที่เหมาะสมกับกลุ่มเด็กเยาวชนและครอบครัว และกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความ ไม่เป็นธรรมทางสังคม ๒.๑ แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสื่อเพื่อการเรียนรู้และสร้างปัญญา ที่สอดคล้องกับความ ต้องการของเด็กเยาวชนและครอบครัว ตลอดจนขยายช่องทางให้สื่อดีได้แพร่หลายเข้าถึงเด็ก เยาวชนและครอบครัวอย่างทั่วถึง ๒. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้เด็กและเยาวชน มีทักษะรู้เท่าทันสื่อ และใช้สื่อเพื่อพัฒนาตนเอง ครอบครัว และสังคม ๓. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบ กลไก นโยบาย ที่นำไปสู่การพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ ๔. เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาศักยภาพ ให้แก่เครือข่ายสื่อเพื่อเด็กเยาวชนและ ครอบครัว ให้เกิดการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
ยุทธศาสตร์
๑. สนับสนุนการพัฒนาสื่อและช่องทางสื่อเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัวที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิผลต่อการเรียนรู้และสร้างค่านิยมเชิงบวกที่เอื้อต่อสุขภาวะของกลุ่มเป้าหมาย ๒. ส่ งเสริม การมี ส่ว นร่ว มจากทุก ภาคส่ วน พั ฒนาภาคีเ ครื อ ข่ ายในระดับ ต่ างๆ ให้ ครอบคลุมทั่วประเทศ ในการสร้างสรรค์สื่อ เฝ้าระวังสื่อ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และปัญญา ๓. สนับสนุนกระบวนการสร้างนโยบายสาธารณะ การพัฒนามาตรฐาน และกลไก การจัดการความรู้ เพื่อให้มีการพัฒนาระบบสื่อที่มีคุณภาพเหมาะสมต่อการสร้างเสริมสุขภาวะ ของเด็ก เยาวชนและครอบครัว ๒.๒ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดวัฒนธรรมและสังคมแห่งการอ่าน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญ ของสังคมสุขภาวะ โดยเน้นที่กลุ่มเด็กเยาวชนและครอบครัว และผู้ที่ ได้รับความไม่เป็นธรรม ทางสังคม ๒. เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็ง และพัฒนาศักยภาพเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน ๓. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบ กลไก นโยบาย ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ที่นำไปสู่ การสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน
ยุทธศาสตร์
205
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. ส่งเสริมการผลิตและการพัฒนาหนังสือและสื่อการอ่าน ที่มีคุณภาพราคาเหมาะสม และช่องทางการเผยแพร่เพื่อให้เข้าถึงเด็ก เยาวชนและครอบครัว อย่างทั่วถึง ๒. รณรงค์สร้างกระแสสังคม เพื่อนำไปสู่สังคมและวัฒนธรรมแห่งการอ่าน ๓. ระดมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ในการพัฒนากลไกส่งเสริมการอ่านที่ยั่งยืน ๔. เชื่อมประสานกลไกและพัฒนาภาคีเครือข่ายในระดับต่างๆ เพื่อผลักดันกระบวนการ สร้างนโยบายสาธารณะที่สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน
๓. กลุ่มแผนงานพัฒนากลไกและระบบสื่อสุขภาวะ
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย
๑. ร้อยละ ๖๕ ของนักสื่อสารสุขภาวะทุกระดับ สื่อมวลชนทุกประเภท สื่อชุมชน สื่อภาค ประชาชน และนักวิชาการด้านการสื่อสาร มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสื่อสารสุขภาวะ มีบทบาท และศักยภาพในการพัฒนาระบบการสื่อสารของประเทศและชุมชน ให้เป็นการสื่อสารที่เอื้อต่อการ สร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน และสนับสนุนการขับเคลื่อนการร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่
๒. มีต้นแบบของการสื่อสารสุขภาวะเพื่อกลุ่มที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่น้อยกว่า ๕ กรณี ที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
แนวทางการดำเนินงาน
สนับสนุนภาคีหลักที่มีบทบาทด้านการพัฒนาคุณภาพ องค์ความรู้ และปฏิรูประบบสื่อ ให้เป็น กลไกประสาน และดำเนิ น งานพั ฒ นาระบบการสื่ อ สารของประเทศและชุ ม ชนให้ มี สุ ข ภาวะ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพื่อร่วมสร้างสังคมให้น่าอยู่ ตลอดจนดำเนินการพัฒนา ให้เกิดนักสื่อสารสุขภาวะ ที่กระจายอยู่ ในกลุ่มและองค์กรวิชาชีพสื่อทั้งในระดับชาติ และระดับ ท้องถิ่นทั่วประเทศ ๓.๑ แผนงานส่งเสริมระบบการสื่อสารเพื่อสุขภาวะ
วัตถุประสงค์
206
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เพื่อสนับสนุนให้กลไกวิชาชีพสื่อ สามารถพัฒนาระบบการสื่อสารที่ดี พัฒนาคุณภาพ สื่อ และจริยธรรมสื่อ อันจะมีผลให้เกิดสุขภาวะที่ดีของสังคม ๒. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาวะ และทักษะการสื่อข่าวที่เอื้อต่อสังคมสุขภาวะ แก่ นักวิชาชีพและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น ๓. เพื่อเชื่อมโยงองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน ภาควิชาการด้านสื่อสารมวลชน และ เครือข่ายสุขภาวะ ให้ส่งเสริมการขับเคลื่อนการร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่
ยุทธศาสตร์
๑. พัฒนาระบบการสื่อสารสุขภาวะในองค์กรวิชาชีพสื่อ ที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม จากภาคีเครือข่ายด้านสื่อและด้านสุขภาวะ ๒. พั ฒ นาศั ก ยภาพของนั กวิ ช าชี พ และนั กวิ ช าการด้ า นสื่ อ สารมวลชนเพื่ อ ส่ ง เสริ ม การสื่อสารสุขภาวะให้แพร่หลาย ผ่านโครงการวิจัย สัมมนา ฝึกอบรม หลักสูตรระยะสั้น และการทำ กรณีศึกษาข่าวเชิงลึก ฯลฯ ๓. จั ด ระบบสนั บ สนุ น การสื่ อ สารเพื่ อ สุ ข ภาวะ เช่ น ศู น ย์ ข้ อ มู ล ศู น ย์ น โยบายสื่ อ สำนักข่าว เว็บไซต์ ฯลฯ ๓.๒ แผนงานพัฒนาการสื่อสารสุขภาวะเพื่อชุมชนและสังคมที่เป็นธรรม
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสนับสนุนให้เกิดนักสื่อสารสุขภาวะที่มีศักยภาพ และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย นักสื่อสารสุขภาวะในระดับท้องถิ่น ชุมชน และองค์กร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายสังคม ที่เป็นธรรมและสังคมที่มีสุขภาวะ ๒. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการสื่อสารสุขภาวะสำหรับชุมชนและสังคมที่เป็นธรรม ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในแวดวงวิชาชีพสื่อ และวิชาชีพสุขภาพได้อย่างกว้างขวาง
๓. เพื่อสนับสนุนกระบวนการลดความไม่เป็นธรรมในสังคม และการขับเคลื่อนร่วมสร้าง ประเทศไทยให้น่าอยู่ ผ่านกลไกการสื่อสารสุขภาวะของชุมชน
ยุทธศาสตร์
๑. ค้นหาและสนับสนุนให้เกิดนักสื่อสารสุขภาวะในชุมชนและองค์กร และพัฒนาเป็น เครือข่ายที่เข้มแข็ง ๒. พัฒนาองค์ความรู้ด้านการสื่อสารสุขภาวะเพื่อชุมชนและสังคมที่เป็นธรรม ๓. สนับสนุนเครือข่ายนักสื่อสารสุขภาวะ ในการร่วมขับเคลื่อนไปสู่สังคมที่เป็นธรรม
๔. โครงการทีวีสุขภาวะ
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อพัฒนาช่องทางใหม่สำหรับการสื่อสารสาธารณะที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ การร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ๒. เพือสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรช่องทางสือเคเบิลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต ่ ่ ้ ทีวี ในการพัฒนาสื่อ ทั้งในด้านเนื้อหา รูปแบบรายการ ช่วงรายการ และช่องรายการ ที่สร้างสรรค์ และมีเนื้อหาในการสร้างเสริมสุขภาวะ ๓. เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของภาคีเครือข่ายสุขภาวะ ในการดำเนินงานช่องทางสื่อโทรทัศน์ อันนำไปสู่การพัฒนาช่องทางสื่อโทรทัศน์สุขภาวะเต็มรูปแบบในอนาคต
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย
207
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. มี ช่ อ งทางสื่ อ โทรทั ศ น์ ต้ น แบบที่ มี รู ป แบบช่ อ ง ช่ ว งรายการ และรู ป แบบรายการ ที่สร้างสรรค์ มีเนื้อหาสนับสนุนการสร้างสุขภาวะและร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ และเกิดจาก ความร่วมมือกับภาคีพันธมิตรด้านสื่อ ไม่น้อยกว่า ๒ ช่องทาง ๒. ร้อยละ ๔๐ ของกลุ่มเป้าหมายเกิดการรับรู้ และเข้าใจประเด็นสุขภาวะที่มีการสื่อสารผ่าน ช่องทางสื่อโทรทัศน์ และช่องทางสื่อสารอื่นๆ ของโครงการฯ ๓. เกิดกิจกรรมเพือส่งเสริมศักยภาพภาคีเครือข่าย ในการพัฒนาช่องทางสือโทรทัศน์ ไม่นอยกว่า ่ ่ ้ ๓ กิจกรรมต่อปี
ยุทธศาสตร์
๑. แสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรช่องทางสื่อเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม และอินเทอร์เน็ตทีวี ในการพัฒนาคุณภาพช่องหรือช่วงรายการ รวมทั้งรูปแบบรายการให้เหมาะสมสอดคล้องรองรับ การขับเคลื่อนประเด็นสร้างเสริมสุขภาวะของภาคีเครือข่าย และวาระการขับเคลื่อนสังคมสู่การร่วม สร้างประเทศไทยให้น่าอยู่
๒. เน้นบทบาทด้านให้บริการเนื้อหารายการ (content provider) ทั้งในส่วนการพัฒนาผัง ช่วงรายการ และการสนับสนุนการเผยแพร่รายการสุขภาวะของภาคีเครือข่าย ๓. เสริมสร้างศักยภาพภาคีเครือข่ายในการพัฒนาช่องทางสื่อโทรทัศน์ และการผลิตสื่อ สร้างสรรค์ ๔. พัฒนาระบบคุณภาพด้วยองค์ความรู้ และการวิจัยพัฒนา เพื่อยกระดับคุณภาพช่องหรือ รูปแบบรายการ และพัฒนาสู่การเป็นกิจการเพื่อสังคม
208
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนสนับสนุน
โครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม
สถานการณ์ ๑. การสนับสนุนภาคีรายย่อยดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาพในปี ๒๕๕๓ ๑.๑ ภาพรวมและแนวโน้มการสนับสนุนภาคีรายย่อย สนับสนุนทุนในประเด็นที่ตอบสนอง นโยบายแผนหลัก ปี ๒๕๕๓ โดยให้ความสำคัญและครอบคลุมกับสุขภาวะ ๔ มิติ ประเด็นที่เป็น วิกฤตทางสังคม วิกฤตเศรษฐกิจ การร่วมสร้างประเทศไทยให้นาอยูทสด สุขภาวะทางเพศ และผูสงอายุ ่ ่ ี่ ุ ู้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเสนอโครงการปีละ ๓ รอบ ซึ่งเป็นความต้องการของพื้นที่ และเปิดโอกาส ให้ผู้สนใจเสนอโครงการที่กำหนดประเด็นเฉพาะที่เป็นชุดโครงการใหม่จำนวน ๘ ชุดโครงการ และ ชุดโครงการต่อเนื่องจำนวน ๑๒ ชุดโครงการ ผลการดำเนินงาน ๙ เดือน ณ วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ สนับสนุนโครงการรวม ๙๐๙ โครงการ เกินเป้าหมายร้อยละ ๑๓.๖ เป็นผู้รับทุนรายใหม่ ๖๖๑ ราย คิดเป็นร้อยละ ๗๒.๗ ของภาคีที่ได้รับทุน การกระจายทุนในพื้นที่ดำเนินงานทัดเทียมกัน มากขึน คือ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือสัดส่วนเท่ากันร้อยละ ๒๖ กรุงเทพและปริมณฑล ้ ร้อยละ ๑๕ ภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก ร้อยละ ๑๖ และภาคใต้ร้อยละ ๑๗ ๑.๒ การสนับสนุนโครงการสร้างเสริมสุขภาพ ทำให้เกิดผล ดังนี้ ๑) เยาวชนกว่ า ๑๐๐,๐๐๐ คน ทั่ ว ประเทศ ได้ รั บ การส่ ง เสริ ม ทั ก ษะ วิ ธี คิ ด ผ่านกระบวนการเรียนรู้ กิจกรรมสร้างสรรค์ และการสร้างจิตอาสาด้านสร้างเสริม สุขภาพด้วยตนเอง ได้แก่ การสำรวจแผนที่สุขภาพเพื่อเพิ่มพื้นที่ดี ลดพื้นที่ เสียงรอบโรงเรียน กิจกรรมอาสาสมัคร การทำโครงงานวิทยาศาสตร์เพือสุขภาพ ่ ่ ค่ า ยอาสาพั ฒ นาในชุ ม ชนที่ เ น้ น การแลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ กั บ ชุ ม ชนที่ เ ข้ ม แข็ ง การรณรงค์ลดความเสี่ยงจากไข้หวัด ๒๐๐๙ ๒) เกิดการพัฒนาศักยภาพและทักษะด้านสร้างเสริมสุขภาพของชุมชนอย่างต่อเนือง ่ ได้แก่ การขยายผลพึ่งตนเองของชุมชนโดยใช้หลักปรัชญาพอเพียงเป็นรากฐาน การสร้ า งสุ ข ภาพที่ ยั่ ง ยื น จำนวน ๑๐๕ ชุ ม ชน การจั ด การด้ า นพลั ง งาน
๑๑
209
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
210
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ทางเลือกในชุมชน จำนวนชุมชนที่เข้าร่วม ๒๒ แห่ง อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ กว่า ๕,๐๐๐ คน ได้รับการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อทำ หน้ า ที่ ดู แ ลผู้ สู ง อายุ ใ นชุ ม ชนของตนเองหรื อ พื้ น ที่ ใ กล้ เ คี ย ง นอกจากนี้ ได้ สนั บ สนุ น การสร้ า งสั ง คมสุ ข ภาพในชุ ม ชนเมื อ งผ่ า นกระบวนการรวมกลุ่ ม ปลู ก ผั ก สวนครั ว /ผั ก พื้ น เมื อ งปลอดสารพิ ษ ในพื้ น ที่ ส าธารณะที่ ใ ช้ ป ระโยชน์ ร่วมกัน เป้าหมายสนับสนุน ๕๐ แห่ง ๓) การเสริมสร้างสุขภาวะทางปัญญา ขยายผลการทำงานที่เป็นรูปธรรม โดยมุ่ง เปลี่ยนแปลงทัศนคติ ๔ ประการในกลุ่มเป้าหมาย คือ คิดถึงผู้อื่นมากกว่า ตนเอง ไม่พึ่งพิงความสุขทางวัตถุอย่างเดียว และเชื่อมั่นในความเพียรพยายาม ของตน ไม่หวังลาภลอย คอยโชค และรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล จำนวน ๕๖ โครงการ ส่ ง เสริ ม ให้ เ กิ ด พื้ น ที่ รู ป ธรรมในการทำงานอาสาสมั ค รที่ ส่ ง ผลต่ อ สุขภาวะของเด็กเยาวชนและชุมชน เป้าหมาย ๕๐ โครงการ จัดกระบวนการ สื่อสารด้านสุขภาวะทางปัญญาสำหรับเยาวชนโดยใช้ศิลปะการละครและดนตรี รวม ๓๘ โครงการ นอกจากนี้ โรงพยาบาล ๖๐ แห่งนำแนวคิด humanized health care และ outcome mapping มาใช้ ใ นการพั ฒ นาคุ ณ ภาพและ สร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพ พั ฒ นาให้ โ รงพยาบาลเป็ น องค์ กรเพื่ อ การเรี ย นรู้ แ ละ สร้างเสริมสุขภาพ ขยายสูการเยียวยา (healing environment) สร้างกระบวนการ ่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่จริง จากการถอดบทเรียน พบว่า โรงพยาบาลสามารถ ผสมผสานมิ ติ จิ ต ใจ สั ง คม และปั ญ ญา มี ความเอื้ อ อาทรในกระบวนการ ดูแลรักษา คนทำงานมีความสุขขึ้น ผู้ป่วย และผู้รับบริการมีความความสุข และพึงพอใจจากการให้บริการ ๔) การพัฒนานวัตกรรมหรือองค์ความรู้ ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างมี ส่วนร่วมระหว่างนักวิจย ชุมชน และหน่วยงานทีเ่ กียวข้องในท้องถิน (participation/ ั ่ ่ action research) เพื่อร่วมกันเรียนรู้ในการดำเนินกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ โดยใช้พื้นฐานองค์ความรู้สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อ การมีสุขภาวะของชุมชน จำนวน ๓๑ โครงการ การสร้างรูปธรรมมหาวิทยาลัย สร้างเสริมสุขภาพโดยร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ๒. การพัฒนาศักยภาพ ในปี ๒๕๕๓ ได้พัฒนาศักยภาพที่เข้มข้นเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม ผู้สนใจเสนอโครงการรายใหม่และรายเดิม โดยเฉพาะประเด็น “ร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่” จำนวน ๖๕๐ คนกลุ่มนักวิจัย นักวิชาการ กลุ่มผู้มีศักยภาพในชุมชน กลุ่มผู้ติดตามในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ประสานงาน และกรรมการ ผ่านกระบวนการต่างๆ ทั้งการฝึกอบรม การเยี่ยมชมโครงการ ในพื้นที่ ตลอดจนจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กว่า ๓,๕๐๐ คน และ พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่
องค์ การบริ ห ารส่ ว นตำบล (อบต.) ในการบริ ห ารโครงการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพ ๓๙ อบต. ใน ๑๑ จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พัฒนาผู้เสนอโครงการในพื้นที่ที่ได้รับทุนน้อยโดยมีกลไก ครบ ๔ ภาค สามารถสนับสนุนได้รวม ๙๗ โครงการ เป็นต้น ๓. การสนับสนุน ติดตามกำกับ และประเมินผลโครงการ จัดกลไกติดตามกำกับระดับภาคให้ สามารถสนับสนุนและติดตามกำกับได้ตามเป้าหมาย กล่าวคือ จำนวนโครงการบรรลุผลตาม วัตถุประสงค์ร้อยละ ๙๐ โครงการที่มีความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการและการเงินไม่เกินร้อยละ ๑ นอกจากนี้ ทุกโครงการสามารถประเมินผลได้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการสนับสนุนในพื้นที่ มีกลไก การสนับสนุนติดตาม ประเมินผล และสังเคราะห์ความรู้ในแต่ละชุดโครงการ และจัดประเมินผลชุด โครงการ ๖ ชุด เพื่อนำผลการประเมินมาปรับปรุงการจัดการและการสนับสนุนทุนต่อไป ๔. การสื่อสารสู่สาธารณะ กระตุ้นชุมชนให้ตระหนักถึงสุขภาพ ร่วมคิดร่วมทำ แก้ไขปัญหา เพื่อสุขภาพของตนเองและส่วนรวม พร้อมทั้ง สื่อสารให้สาธารณะรับรู้ตัวอย่างรูปธรรมที่สร้างสรรค์ เป็นแบบอย่างทีดี จากการสังเคราะห์ความรูกว่า ๑๔๐ โครงการ เผยแพร่ผานสือต่างๆ ทังสือสิงพิมพ์ ่ ้ ่ ่ ้ ่ ่ วิทยุ โทรทัศน์ จดหมายข่าว website สสส. การจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในพื้นที่สำหรับสื่อมวลชน ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ หมู่บ้านสร้างเสริมสุขภาพตามปรัชญาพอเพียง นวัตกรรมชาวบ้าน พลังงาน ทางเลือก การอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน การใช้งานวิจัยแก้ปัญหาสุขภาพในชุมชน เป็นต้น ๕. การประเมินผลการดำเนินงานชุดโครงการ ๓ ปี (๒๕๕๑-๒๕๕๓)๓๑ พบว่า ๑) การสนับสนุนทุนลักษณะชุดโครงการมีผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และ สามารถตอบตั ว ชี้ วั ด ในด้ า นการขยายแนวร่ ว มภาคี ร ายย่ อ ย ครอบคลุ ม สุ ข ภาวะ ทั้ง ๔ มิติ เกิดการพัฒนาทักษะ การเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพและสังคม ที่เอือกับสุขภาพในชุมชน การจัดการดูแลฟืนฟูสงแวดล้อมในท้องถิน เกิดการขยายผล ้ ้ ิ่ ่ และการพึ่งตนเอง เกิดศูนย์เรียนรู้ในชุมชน ๒) ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จ ได้แก่ ผู้รับทุนมีถิ่นฐานในชุมชน ความรู้ความเข้าใจ กลุ่มเป้าหมายคิดค้นกิจกรรมด้วยตนเอง รู้สึกเป็นเจ้าของ เห็นคุณค่าในการนำไปใช้ ประโยชน์ได้จริง ประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนรับรู้และร่วมมือ มีทีมติดตามสนับสนุน
211
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แนวคิดและความสำคัญของแผน จากสถานการณ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่าแผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม มี ส่วนสำคัญที่ทำให้ทุน สสส. กระตุ้นให้ชุมชนทุกพื้นที่ทุกระดับได้ริเริ่มทำโครงการสร้างเสริมสุขภาพ
๓๑
รายงานการประเมินผล การสนับสนุนทุนในลักษณะชุดโครงการ แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๓ โดย รศ.นิโลบล นิ่มกิ่งรัตน์ และคณะ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ชุมชนได้รับการพัฒนาวิธีคิด เพิ่มขีดความสามารถและทักษะด้านสร้างเสริมสุขภาพ มีการจัด สภาพแวดล้ อ มที่ เ อื้ อ ต่ อ สุ ข ภาพ อี ก ทั้ ง สสส. สามารถขยายแนวร่ ว มภาคี ร ายใหม่ ไ ด้ เ พิ่ ม ขึ้ น อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ได้ปรับแนวทางการดำเนินงานบางประการ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อ นโยบายการปรับปรุงแผนหลัก ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ ของ คณะกรรมการกองทุน สสส. การมุ่งเน้น วัตถุประสงค์ของแผนในด้านการขยายโอกาสให้ภาคีรายใหม่ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่สังคม สุขภาวะ การขยายผลใช้ประโยชน์จากรูปธรรมตัวอย่าง องค์ความรู้ หรือนวัตกรรมโครงการให้ กว้างขวาง การประสานและสนับสนุนภาคี การทำงานบูรณาการในชุดโครงการต่างๆ และกับแผน เชิงรุกของ สสส. ทั้งนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง๓๒ กฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter)๓๓ และกฎบัตรกรุงเทพ (Bangkok Charter)๓๔ มาประยุกต์ ใช้เป็นแนวทางสนับสนุน โครงการ ออกแบบกิจกรรมและแนวทางดำเนินงาน รวมทั้งหาแนวทางสนับสนุนทุนแนวใหม่ การ สนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม การยกระดับบทบาทภาคีเครือข่าย และกลไกการบริหาร จัดการ ที่ตอบสนองหลักการข้างต้น
212
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระบวนการปรับปรุงแผนและผลที่ปรับเปลี่ยน คณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๖ ได้สัมมนาร่วมกับ ผู้ประสานงานติดตามสนับสนุน โครงการระดับภาค นักวิจัยสังเคราะห์ความรู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ และฝ่ายเลขานุการ สสส. เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ถึงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ และจัดประชุมคณะกรรมการบริหารแผน ครั้งที่ ๗/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ โดยมีมติเห็นชอบในการปรับปรุงแผน ดังนี้ ๑. สาระสำคัญของแผน คงสาระสำคัญส่วนใหญ่ของแผน ในหลักการสำคัญ และการนำหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักวิทยาการตามกฎบัตรออตตาวาและกฎบัตรกรุงเทพ เป็นหลักใน การสนับสนุนทุน เพิ่มการขยายโอกาสและทดลองสนับสนุนการดำเนินงานในรูปแบบใหม่ที่มิใช่เพียง การสนับสนุนให้เกิดโครงการเท่านั้น แต่สนับสนุนเพื่อให้ภาคีรายใหม่มีส่วนในการขับเคลื่อนงานด้าน
๓๒
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ทางสายกลางในการดำรงชีวิต อันจะนำไปสู่สุขภาวะ (อยู่เย็นเป็นสุข) ทั้งด้านการผลิต และบริโภค อย่างพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และมีคุณธรรม คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่นและ สิ่งแวดล้อม ๓๓ กฎบัตรออตตาวา ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ทั้ง ๕ ประการ คือ (๑) การสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อ สุขภาพโดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น (๒) การสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน (๓) การ เสริมสร้างชุมชนสุขภาพดี (๔) การพัฒนาทักษะส่วนบุคคลที่จำเป็นเพื่อการมีสุขภาพดี (๕) ปรับเปลี่ยนระบบบริการ สุขภาพ ที่เน้นการร่วมคิดร่วมทำของชุมชน องค์กรท้องถิ่น และหน่วยบริการสุขภาพในระดับชุมชน ๓๔ กฎบัตรกรุงเทพ ข้อกำหนดสำคัญ ได้แก่ กำหนดให้การส่งเสริมสุขภาพ เป็น (๑) วาระสำคัญของโลกาภิวัตน์ (๒) ความรับผิดชอบของทุกรัฐบาล (๓) หัวใจของงานชุมชนและประชาสังคม (๔) เกณฑ์พื้นฐานของการบริหารกิจการที่
สร้างเสริมสุขภาพกับ สสส. มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการหาโอกาสให้กับภาคีในการเชื่อมโยงทุนอื่นที่ เกี่ยวข้องในลักษณะ matching fund การพัฒนาริเริ่ม โดยพัฒนาองค์ความรู้ ทดลองรูปแบบ ในประเด็นสุขภาพใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับแนวนโยบายหลักของ สสส. สถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็น ภัยคุกคามต่อสุขภาพ การพัฒนาระบบการติดตามสนับสนุนและประเมินผลให้เพิ่มขีดความสามารถ และยกระดับคุณภาพการดำเนินงานของภาคีในแต่ละกลุ่มให้สอดคล้องกับศักยภาพและบทบาทต่างๆ และยังคงนำข้อเสนอแนะของการประเมินผลแผน ๓ ปี (ปี ๒๕๔๘-๒๕๕๐) สำหรับพัฒนาระบบ สนับสนุนโครงการ การค้นหาโครงการนวัตกรรม การพัฒนาหลักสูตรสำหรับการพัฒนาศักยภาพ ภาคีและบุคลากร และ การสื่อสารสาธารณะ มาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ๒. ปรับทิศทางการสนับสนุนทุน แผนงาน แนวทางดำเนินงาน และเป้าหมายตัวชี้วัด ดังนี้ ๒.๑ ปรับทิศทางการสนับสนุนทุนทีตอบสนองต่อนโยบายแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ ่ ดังนี้ ๑) ยกระดับความสำคัญเพิ่มขึ้นสำหรับประเด็นสุขภาวะทางจิตและปัญญา อาหาร เด็ก เยาวชน และครอบครัว การลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ และการ เรียนรู้เพื่อสุขภาวะ ๒) เน้นการบูรณาการ ทั้งในเชิงพื้นที่ ประเด็น กลุ่มเป้าหมายและองค์กร ๓) สนับสนุนแนวคิดการปฏิรูปประเทศไทย และสนับสนุนการขับเคลื่อน “ร่วมสร้าง ประเทศไทยให้น่าอยู่” เพื่อให้เกิดรูปธรรมในการดำเนินงานในทุกระดับ ๔) เพิ่มความสำคัญการพัฒนาศักยภาพภาคีทั้งในระดับบุคคล องค์กร และเครือข่าย รวมทั้งบุคลากร สสส. ทั้งนี้ การพัฒนาระดับองค์กรภาคีอาจใช้แนวคิดการ สนับสนุนให้องค์กรภาคีมีการพัฒนาเป็นกิจการเพื่อสังคม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ในระยะยาว ๕) สนับสนุนการสร้างนวัตกรรม โดยการเปิดโอกาสให้ภาคีเสนอโครงการเชิงนวัตกรรม ที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาการทำงานเชิงรุกในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อ เปิดโอกาสให้ภาคีใหม่ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จะสนับสนุนการ ปรับปรุงระบบสารสนเทศ ระบบข้อมูล ระบบการสื่อสาร และระบบการจัดการ ความรู้ เพื่อสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายในการเรียนรู้และขยายผลสู่สังคมต่อไปได้ ๒.๒ ปรับแผนงานเดิม ๔ แผนงาน เป็น ๓ แผนงาน ดังนี้ ๑) ปรับแผนงานสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไป เป็น แผนงานสนับสนุนการขยาย ภาคีเครือข่ายและโครงการนวัตกรรม เพื่อขยายแนวร่วมขับเคลื่อนสังคมน่าอยู่ ในชุมชนและท้องถิน และการมุงเน้นในการค้นหานวัตกรรม โดยรวมภารกิจด้านการ ่ ่ เพิ่มขีดความสามารถภาคีในช่วงพัฒนาโครงการ (upstream management) เพื่อให้ภาคีสามารถดำเนินงานในบทบาทต่างๆ ที่เหมาะสม รวมทั้งการทดลอง หารูปแบบการสนับสนุนภาคีในรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับศักยภาพภาคี
213
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒) ยกเลิกแผนงานพัฒนาศักยภาพผู้เสนอโครงการและภาคีเครือข่าย โดยรวม ภารกิจในแผนงานสนับสนุนการขยายภาคีเครือข่ายและโครงการนวัตกรรม ๓) ปรับแผนงานติดตาม สนับสนุน และประเมินผลโครงการ เป็นแผนงานติดตาม พัฒนาศักยภาพภาคีผู้รับทุนและประเมินผล เน้นการจัดกระบวนการและกลไก ยกระดับการพัฒนาศักยภาพการบริหารโครงการสำหรับผู้ได้รบทุน (downstream ั management) และยกระดับภาคีให้สามารถดำเนินงานในบทบาทต่างๆ ที่ถนัด และมีศักยภาพยิ่งขึ้น ๔) แผนงานสังเคราะห์ความรู้และสื่อสารสาธารณะ ๒.๓ ปรับเป้าหมาย ตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์ และจุดมุ่งเน้นในปี ๒๕๕๔ เพื่ออให้สอดคล้อง กับนโยบายหลักของ สสส.
214
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
วัตถุประสงค์ ๑. ขยายโอกาสให้ กลุ่มบุคคล องค์กรและชุมชนทั่วไป ได้พัฒนาทักษะและขีดความสามารถ ด้านสร้างเสริมสุขภาพที่สร้างสรรค์ มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์กับส่วนรวม ๒. สนับสนุนและค้นหานวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ๓๕ และ องค์ความรู้ใหม่ เพื่อพัฒนาเป็น ชุดความรู้สำหรับขยายผล ๓. พัฒนาศักยภาพภาคีทุกระดับให้สามารถสนับสนุนและดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพใน ชุมชนอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ๔. เพิ่มประสิทธิภาพระบบสนับสนุน กำกับติดตาม และประเมินผลโครงการ เพื่อยกระดับ คุณภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ๕. สังเคราะห์องค์ความรู้ และสื่อสารสาธารณะโครงการที่มีรูปธรรมความสำเร็จ หรือเป็น นวัตกรรม หรือชุดความรู้ที่เป็นตัวอย่างปฏิบัติการที่ดีเพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะในระดับพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการนำไปต่อยอดและปฏิบัติในพื้นที่ต่างๆ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เป้าหมายและตัวชี้วัดตามแผนที่ยุทธศาสตร์ สสส. ๑. ขยายแนวร่วม สนับสนุนภาคีรายย่อยจำนวนรวมไม่น้อยกว่า ๘๐๐ โครงการ/ปี โดยเป็น ผู้รับทุนรายใหม่ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ราย
๓๕
โครงการนวัตกรรม ในที่นี้หมายถึง โครงการที่มีลักษณะ ดังนี้ (๑) การพัฒนาความรู้ใหม่จากการวิจัยและพัฒนา (๒) การนำสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนอื่นมาพัฒนาหรือปรับใช้ในชุมชนของตนเอง (๓) การนำสิ่งที่ทำอยู่มาปรับกระบวนทัศน์ใหม่ หรือทำด้วยวิธีใหม่แล้วได้ผล (๔) การรื้อฟื้นสิ่งดีๆ ที่เคยมีในชุมชนมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
๒. สร้างเสริมขีดความสามารถภาคีเป้าหมาย ๑) ผู้ ส นใจเสนอโครงการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพได้ รั บ การพั ฒ นาศั ก ยภาพที่ เ หมาะสม สอดคล้องตามศักยภาพภาคีแต่ละกลุ่ม ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ราย ๒) แกนนำผู้รับทุน ประมาณ ๒,๐๐๐ ราย ได้รับการพัฒนาเพื่อเป็นผู้นำการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพในองค์กรหรือพื้นที่โครงการ ๓) ภาคีท้องถิ่น ๓๐ แห่ง ได้รับการพัฒนาศักยภาพเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการ โครงการด้านสร้างเสริมสุขภาพที่ตรงกับปัญหาของท้องถิ่น ๓. สร้างเสริมทักษะประชาชน ประชาชนในพื้นที่โครงการได้รับการฝึกทักษะลดพฤติกรรมเสี่ยง และมีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ ไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คนต่อปี ๔. สร้างงานวิชาการและเผยแพร่ สนับสนุนและพัฒนาโครงการนวัตกรรม และชุดความรู้เชิง ปฏิบัติการไม่น้อยกว่า ๑๒๐ โครงการต่อปี และเผยแพร่ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ครั้งต่อปี ๕. นโยบายสาธารณะระดับพื้นที่ ๑) อบต. ไม่น้อยกว่า ๑๐๐ แห่ง สนับสนุนงานอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ “เพื่อนช่วย เพื่อน” ต่อเนื่อง ๒) เกิดมาตรการร่วมหรือแผนปฏิบัติการของชุมชนที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสภาพแวดล้อมในชุมชน อย่างน้อย ๕๐ แห่ง ๓) ใช้กระบวนการสื่อสารประชาสัมพันธ์เสริมพลังให้ โครงการสามารถเชื่อมโยงภาคี แหล่งทุนในพื้นที่ เกิดนโยบายสาธารณระดับพื้นที่ ปีละ ๘ ประเด็น ๖. สภาพแวดล้อมและปัจจัยทางสังคมที่เอื้อต่อสุขภาวะ ผลการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพและ สังคมที่เอื้อต่อสุขภาวะในชุมชนพื้นที่โครงการ ได้แก่ เกิดชุมชนจัดการสิ่งแวดล้อม ๒๐๐ แห่ง เช่น การจัดสถานที่ปลอดบุหรี่ การจัดการขยะ การลดสารเคมีทางการเกษตร การใช้พลังงานทางเลือก ฯลฯ โรงพยาบาล-ชุมชนร่วมเกื้อกูลกัน ๖๐ แห่ง ๗. พัฒนาระบบสนับสนุนปฏิบัติการ พัฒนาระบบการสนับสนุนข้อมูลและการใช้ประโยชน์ การกำกับติดตามประเมินผล สังเคราะห์ความรู้และเผยแพร่
215
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
จุดเน้นในปี ๒๕๕๔ ๑. สนับสนุนประเด็นสุขภาพที่สอดคล้องกับนโยบายหลักของ สสส. โดยให้ความสำคัญ สำหรับประเด็นสุขภาวะทางปัญญา เด็กเยาวชนและครอบครัว อาหาร การเรียนรู้เพื่อสุขภาวะ และ การขับเคลื่อน “ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่” โดยคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไม่ถึงทุนของ สสส. ให้มากขึ้น เช่น กลุ่มชายขอบ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ รวมทั้งยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพสำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุต่อเนื่อง
216
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. สนับสนุนโครงการที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อสุขภาวะของประชาชน มีโอกาส ยั่ ง ยื น และขยายผลจากองค์ ความรู้ ห รื อ รู ป ธรรมตั ว อย่ า งไปยั ง พื้ น ที่ แ ละกลุ่ ม เป้ า หมายอื่ น ๆ ให้กว้างขวางขึ้น ๓. หารูปแบบการสนับสนุนทุนแนวใหม่สำหรับภาคีแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับศักยภาพ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ขยายจำนวนผู้รับทุนรายใหม่ โดยเพิ่มขีดความสามารถผู้ที่เคยได้รับทุน จาก สสส. ให้เป็นพี่เลี้ยงหรือขยายผลยังชุมชนอื่นๆ ประสานทีมวิชาการสนับสนุนผู้รับทุน ขยายผล การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายในท้องถิ่น เป็นต้น ๔. มุ่งเน้นการค้นหาและสนับสนุนโครงการที่มีนวัตกรรมให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุน แนวคิดการพัฒนาเป็นกิจการเพื่อสังคม เพื่อสนับสนุนการเพิ่มโอกาสการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหา สังคม ๕. บูรณาการระหว่างชุดโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เสริมพลังกัน และกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีรูปธรรมความสำเร็จและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดี ๖. พัฒนาระบบการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพภาคีแต่ละประเภท แยกแยะบทบาทและการ มีส่วนร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมสุขภาวะในชุมชนและท้องถิ่น ๗. ใช้กระบวนการสื่อสารประชาสัมพันธ์เสริมพลังให้โครงการสามารถเชื่อมโยงภาคี แหล่งทุน ในพื้นที่ เกิดนโยบายสาธารณะระดับพื้นที่ ๘. เผยแพร่โครงการที่มีรูปธรรมความสำเร็จ หรือมีนวัตกรรม องค์ความรู้ใหม่ ที่สามารถ ขยายผลได้ ๙. พัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงระบบการสนับสนุนโครงการ กำกับติดตามประเมินผล สังเคราะห์ความรู้และเผยแพร่
ยุทธศาสตร์ ๑. ทดลองรูปแบบการสนับสนุนทุนแนวใหม่เพื่อขยายโอกาสการสนับสนุนภาคีรายใหม่ร่วม ขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพในบทบาทต่างๆ ๒. สนับสนุนการพัฒนาและค้นหาองค์ความรู้ นวัตกรรม และกรณีตัวอย่างที่ดี เพื่อขยายผล ๓. พัฒนาศักยภาพภาคีให้สามารถขยายผล และปฏิบัติงานในบทบาทต่างๆ ในการพัฒนา สุขภาวะในท้องถิ่นได้ ๔. ใช้กระบวนการสื่อสารสาธารณะเสริมพลังให้เกิดนโยบายสาธารณะในระดับพื้นที่ ที่มุ่งสู่การ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในสังคม ๕. พัฒนาระบบ กลไก และการจัดการฐานข้อมูล ตลอดจนศักยภาพบุคลากรทุกระดับให้ เข้มแข็ง เพื่อการสนับสนุนทุน กำกับติดตาม ประเมินผล อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์
ยุทธศาสตร์
ทดลองรูปแบบการสนับสนุนแนวทาง ใหม่และสนับสนุนโครงการนวัตกรรม สร้างเครือข่าย เพิ่มขีดความสามารถภาคี สื่อสารสาธารณะ ขยายผลนวัตกรรมชุดความรู้ เพิ่มขีดความสามารถของระบบกลไก บุคลากร เพื่อติดตามประเมินผล
แผนงาน
สนับสนุนการขยายภาคีเครือข่าย และโครงการนวัตกรรม ติดตาม พัฒนาศักยภาพภาคี และ ประเมินผล สังเคราะห์ความรู้และ สื่อสารสาธารณะ
เป้าหมาย และตัวชี้วัด
วัสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบายหลัก ของ สสส.
ภาคีหลัก นักปฏิบัติการทั่วประเทศ ชุมชน ชมรม เครือข่ายองค์กรชุมชน สำนักและเครือข่ายศาสนา องค์กรสาธารณะประโยชน์ องค์กรพัฒนาเอกชน สมาคม สื่อสารมวลชน โรงเรียน โรงพยาบาล ทุกระดับ สำนักงานสาธารณสุขระดับตำบล/อำเภอ/จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงาน ภาครัฐ มหาวิทยาลัยใน กทม. และภูมิภาค เป็นต้น โครงสร้าง แผนสนับสนุนโครงการทั่วไปและนวัตกรรม ประกอบด้วย ๓ แผนงาน ดังนี้ ๑. แผนงานสนับสนุนการขยายภาคีเครือข่ายและโครงการนวัตกรรม ๒. แผนงานติดตาม พัฒนาศักยภาพภาคีผู้รับทุนและประเมินผล ๓. แผนงานสังเคราะห์ความรู้และสื่อสารสาธารณะ การบริหารจัดการ กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๖ โดยสำนักสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไป (สำนัก ๖) ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ และหน่วยบริหารจัดการ งบประมาณ
กลุ่มแผนงานหลัก งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๑๘๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๒๐ ๒๐ ๒๐ ๒๓๐ ๒๑๐ ๒๑๐
217
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. สนับสนุนการขยายภาคีเครือข่ายและโครงการนวัตกรรม ๒. ติดตาม พัฒนาศักยภาพภาคีผู้รับทุนและประเมินผล ๓. สังเคราะห์ความรู้และสื่อสารสาธารณะ รวม
รายละเอียดแผนงาน ๑. แผนงานสนับสนุนการขยายภาคีเครือข่ายและโครงการนวัตกรรม
วัตถุประสงค์
๑. ขยายภาคีรายใหม่ให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ ๒. สนับสนุนโครงการที่มุ่งผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ประเด็นสุขภาพสอดคล้องกับ นโยบายหลักของ สสส. ๓. ค้นหา สร้างนวัตกรรมสุขภาวะหรือองค์ความรู้ ใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นชุดความรู้สำหรับ เผยแพร่และขยายผล ๔. พัฒนาศักยภาพผู้เสนอโครงการสร้างเสริมสุขภาพให้เหมาะสมและสอดคล้องตามศักยภาพ
เป้าหมายและตัวชี้วัด
218
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. สนับสนุนโครงการที่เสนอจากภาคีรายย่อย ไม่น้อยกว่า ๘๐๐ โครงการต่อปี โดย ๑) สนับสนุนโครงการในประเด็นสุขภาพที่สอดคล้องกับนโยบายหลักของ สสส. ในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ ไม่น้อยกว่า ๔๕๐ โครงการ ๒) โครงการขนาดเล็ก (small grant) สำหรับภาคีรายใหม่ ไม่น้อยกว่า ๑๕๐ โครงการ ๓) โครงการนวัตกรรมสุขภาวะ หรือ องค์ความรู้ใหม่ ที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน/ ท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า ๕๐ โครงการ หรือทุนสนับสนุนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของงบแผนงานฯ ๒. ภาคีรายใหม่และผู้ได้รับประโยชน์ ๑) จำนวนภาคีรายใหม่ ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ราย/องค์กรต่อปี ๒) จำนวนผู้สนใจเสนอโครงการสร้างเสริมสุขภาพได้รับการพัฒนาศักยภาพที่เหมาะสม สอดคล้องตามศักยภาพ ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ราย ๓) จำนวนองค์ กรภาคี ท้ อ งถิ่ น ได้ รั บ พั ฒ นาศั ก ยภาพเป็ น ผู้ น ำด้ า นการบริ ห ารจั ด การ โครงการด้านสร้างเสริมสุขภาพที่ตรงกับปัญหาของพื้นที่ ไม่น้อยกว่า ๓๐ องค์กร ๔) จำนวนประชาชนที่ได้รับประโยชน์และพัฒนาทักษะด้านสร้างเสริมสุขภาพ ไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน ๓. เกิดสภาพแวดล้อมและปัจจัยทางสังคมที่เอื้อต่อสุขภาวะ ผลการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ และสังคมที่เอื้อต่อสุขภาวะในชุมชนพื้นที่โครงการ ได้แก่ เกิดชุมชนจัดการสิ่งแวดล้อม ๒๐๐ แห่ง เช่น การจัดสถานที่ปลอดบุหรี่ การจัดการขยะ การลดสารเคมีทางการเกษตร การใช้พลังงาน ทางเลือก ฯลฯ โรงพยาบาล-ชุมชนร่วมเกื้อกูลกัน ๖๐ แห่ง
๔. มีนโยบายสาธารณะระดับพื้นที่ ได้แก่ อบต. สนับสนุนอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุต่อเนื่อง อย่างน้อย ๑๐๐ แห่ง การสร้างกติกาหรือมาตรการร่วมของชุมชนเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของคนในชุมชน เช่น การดูแลรักษาแหล่งน้ำ ป่าไม้ การงดเหล้าในงานบุญประเพณี ฯลฯ อย่างน้อย ๑๐๐ แห่ง
ตัวอย่าง การจัดสรรทุนสนับสนุนโครงการในปี ๒๕๕๔
๑. โครงการที่สอดคล้องนโยบายหลัก สสส. เช่น สุขภาวะทางปัญญา อาหาร เด็กเยาวชน และครอบครัว ผู้สูงอายุ การเรียนรู้เพื่อสุขภาวะ และการร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ๑) โครงการใหม่ วงเงิน ๖๐ ล้านบาท ๒) โครงการต่อเนื่อง วงเงิน ๕๐ ล้านบาท ๒. โครงการขนาดเล็กสำหรับภาคีรายใหม่ที่สนใจริเริ่มเพื่อแก้ปัญหาสุขภาวะในชุมชน วงเงิน ๓๐ ล้านบาท ๓. โครงการวิจัยหรือโครงการค้นหา/สร้างนวัตกรรมสุขภาวะ องค์ความรู้ ใหม่ ด้านการ สร้างเสริมสุขภาพ วงเงิน ๒๐ ล้านบาท ๔. พัฒนาศักยภาพภาคีเพื่อยกระดับคุณภาพข้อเสนอโครงการ วงเงิน ๑๐ ล้านบาท
แนวทางการดำเนินงาน
219
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. รูปแบบการสนับสนุน เน้นการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน ประเด็นสุขภาพสอดคล้องกับนโยบายหลักของ สสส. ให้ความสำคัญสำหรับประเด็นสุขภาวะ ทางปั ญ ญา เด็ ก เยาวชนและครอบครั ว อาหาร การเรี ย นรู้ เ พื่ อ สุ ข ภาวะ และการขั บ เคลื่ อ น “ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่” โดยคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไม่ถึงทุนของ สสส. ให้มากขึ้น เช่น กลุ่มชายขอบ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ และยังคงให้การสนับสนุนโครงการสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุ ดังนี้ ๑.๑ การสนับสนุนตามกลุ่มเป้าหมาย ๑) ภาคีรายย่อยทั่วไป เปิดรับข้อเสนอโครงการสร้างเสริมสุขภาพที่ริเริ่มจากปัญหา และความต้องการของพื้นที่ ที่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาพ โดยเปิดรับตลอดทั้งปี ๒) ภาคีรายใหม่ - สนับสนุนทุนขนาดเล็ก (small grant) เพื่อให้ชุมชน หรือ กลุ่มเป้าหมาย ต่างๆ เช่น กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มด้อยโอกาส ฯลฯ ได้ร่วมแก้ปัญหาของ ตนเองที่จะนำไปสู่การสร้างเสริมสุขภาวะ - การเปิ ด โอกาสเป็ น ทางเลื อ ก (เมนู ) ให้ ผู้ ส นใจได้ เ ริ่ ม ต้ น ทำโครงการ สร้างเสริมสุขภาพ
220
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
- การเสนอเป็ น เอกสารเชิ ง หลั ก การ (concept paper) และ สสส. จั ด กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาโครงการร่วมกัน - ๑ พื้นที่ ๑ โครงการ ในลักษณะพี่ช่วยน้องเพื่อขยายพื้นที่ดำเนินงาน ๓) ภาคีที่เคยได้รับทุน สนับสนุนการต่อยอด ขยายผล และยกระดับการทำงานของ ภาคีให้เหมาะสมสอดคล้องตามศักยภาพของแต่ละกลุ่ม โดยอาจบูรณาการการทำงานในพื้นที่เพื่อ ร่วมขับเคลื่อน “ร่วมสร้างประเทศไทย (ชุมชน) ให้น่าอยู่” อาทิเช่น การจัดการชุมชน การส่งเสริม Good Governance ของชุมชน การลดช่องว่างทางสังคม การสร้างประชาธิปไตยชุมชน เป็นต้น ๑.๒ การสนับสนุนแนวใหม่ ๑) โครงการนวัตกรรม - เปิดรับชุดโครงการนวัตกรรมสุขภาวะ กำหนดกลุ่มเป้าหมายจากผู้ที่เคยได้รับ ทุ น และคั ด เลื อ กโครงการที่ ม าจากที ม ติ ด ตามสนั บ สนุ น ในพื้ น ที่ แ ละที ม สังเคราะห์ความรู้ - เปิดรับจากการสร้างองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย - นำตัวอย่างนวัตกรรมที่ค้นพบมาขยายผล - แสวงหาความร่วมมือกับองค์กรที่มีการทำงานด้านนวัตกรรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ - ค้นหานวัตกรรมจากโครงการประเภททั่วไปและระดับชุดโครงการ เพื่อส่งต่อ ให้กับแผนงานสังเคราะห์ความรู้ฯ สำหรับพัฒนาเป็นชุดความรู้สำหรับการ เผยแพร่ขยายผล ๒) สนับสนุนแนวคิดการพัฒนาเป็นกิจการเพื่อสังคม เพื่อสนับสนุนแกนนำในการ ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ๒. พัฒนาศักยภาพภาคีเพื่อยกระดับคุณภาพโครงการ (upstream management) สนับสนุนการจัดกระบวนการเพื่อยกระดับคุณภาพโครงการในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น การเสริ ม องค์ ค วามรู้ ใ นประเด็ น ที่ ผู้ เ สนอโครงการสนใจก่ อ นที่ จ ะพั ฒ นาข้ อ เสนอโครงการ การเยี่ยมชมพื้นที่ดำเนินงานจริง การสนับสนุนให้สำรวจข้อมูล สนับสนุนชุดความรู้ เป็นต้น ๓. พัฒนาระบบการสนับสนุนโครงการเพื่อเพิ่มคุณภาพโครงการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการ บริหารจัดการโครงการ ๑) วิธีการเสนอโครงการ โดยปรับแบบฟอร์มเสนอโครงการให้แสดงความชัดเจนในเชิง ผลสัมฤทธิ์มากขึ้น และพัฒนาการเปิดรับสมัครโครงการทางอินเทอร์เน็ต ร่วมกับทีม IT ๒) ระบบการเปิดรับโครงการ จากการเปิดรับโครงการเป็นรอบๆ ปรับเป็นเปิดรับตลอด ทั้งปีโดยกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาโครงการตามขนาดวงเงินที่เสนอ
๓) เครื่องมือสำหรับการรายงานผลการดำเนินงานทั้งโครงการทั่วไปและประเภทชุด โครงการที่ตอบตัวชี้วัดของแผนได้ชัดเจน สอดคล้องกับระบบการจัดเก็บข้อมูลของ สสส. เพื่อให้ สามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากการทำกิจกรรม ของโครงการ (ระหว่างการดำเนินงาน) เพื่อขยายผลสู่สังคม ๔) ประชาสัมพันธ์การเปิดรับโครงการให้กว้างขวาง ทั่วถึง ผ่านสื่อสาธารณะต่างๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยวางแผนการ ประชาสัมพันธ์ร่วมกับแผนงานสังเคราะห์ความรู้ และสื่อสารสาธารณะ ๕) เครื่ อ งมื อ สำหรั บ ผู้ ส นใจดำเนิ น โครงการ ชุ ด เครื่ อ งมื อ /โมเดลการดำเนิ น งาน สร้างเสริมสุขภาพที่เหมาะกับผู้สนใจในแต่ละกลุ่ม ๖) ระบบการสนับสนุนข้อมูลและการใช้ประโยชน์ สร้างหรือหา core team เพื่อเชื่อมโยง การทำงานและการ mapping ข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์
๒. แผนงานติดตาม พัฒนาศักยภาพภาคีผู้รับทุนและประเมินผล
221
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การดำเนิ น งานใน แผนงานติ ด ตาม สนั บ สนุ น และประเมิ น ผลโครงการ ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา มีบทบาทหน้าที่สนับสนุน ติดตามและประเมินผลโครงการ และเพิ่มขีดความสามารถภาคี รายย่อยที่ได้รับทุนแล้ว ให้สามารถดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ ในกระบวนการปรับปรุงแผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรมปี ๒๕๕๔๒๕๕๖ มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงการกระบวนการพัฒนาโครงการสำหรับภาคีที่สนใจเสนอโครงการ ทั้งรายใหม่และภาคีรายเดิมให้ชัดเจน รวมทั้งเน้นการจัดกระบวนการและกลไกยกระดับการพัฒนา ศักยภาพผู้ได้รับทุน (downstream management) ให้สามารถดำเนินงานต่อเนื่องและเป็นกลไก สนับสนุนการเชื่อมโยงงานพัฒนายกระดับการทำงานภาคีรายย่อยและกลุ่มเป้าหมายภาคีอื่นๆ ที่ ผ่านการพิจารณาอนุมัติและได้รับการสนับสนุนทุน ให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความ สามารถในความต้องการอย่างต่อเนื่อง
วัตถุประสงค์
๑. จัดระบบและกลไกการติดตาม สนับสนุน และประเมินผลโครงการที่ได้รับทุนให้ดำเนินการ ได้ตามแผนและบรรลุวัตถุประสงค์ ตลอดจนลดความเสี่ยงของโครงการได้อย่างทันการณ์ ๒. พัฒนาศักยภาพผู้ติดตามให้มีทักษะด้านการติดตามประเมินผลให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น และ สามารถค้นหา สนับสนุนโครงการนวัตกรรมและโครงการที่มีโอกาสขยายผล ๓. พัฒนาศักยภาพยกระดับภาคีผู้รับทุนโครงการตามความต้องการให้เข้มแข็ง และสามารถ ประเมินผลโครงการได้ตนเอง
๔. วิเคราะห์และประมวลผลจากการติดตามประเมินผลมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนา ระบบการสนับสนุนทุน และการพัฒนาโครงการต่อยอด และมีการประเมินผลแผนในภาพรวม
เป้าหมายและตัวชี้วัด
222
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. สร้ า งเสริ ม ขี ด ความสามารถแกนนำปี ล ะไม่ น้ อ ยกว่ า ๒,๐๐๐ คน ให้ เ ป็ น ผู้ น ำการ เปลี่ยนแปลงพฤฒิกรรมสุขภาพในองค์กรหรือพื้นที่โครงการ ๒. มีระบบและกลไกระดับภาค ที่ทำให้ โครงการที่ ได้รับทุนทุกโครงการได้รับการติดตาม สนับสนุนและประเมินผล ๑) จำนวนภาคี/แกนนำที่รับทุน สสส. ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถ ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๙๐ ๒) สัดส่วนจำนวนโครงการที่ดำเนินงานบรรลุเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๐ และไม่มี โครงการล่าช้าเกิน ๒ เดือน ตลอดจนมีความเสี่ยงด้านการบริหารโครงการและ การใช้จ่ายเงิน ไม่เกินร้อยละ ๓ ๓) จำนวนผู้ติดตามได้รับการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๐ มี คุ ณ ภาพการดำเนิ น งานไม่ น้ อ ยกว่ า ร้ อ ยละ ๘๐ และสามารถส่ ง ผลการติ ด ตาม อย่างทันการณ์ ๓. มีการส่งต่อข้อมูลและประมวลผลสัมฤทธิ์จากการติดตามที่มีประสิทธิภาพ ทันการณ์ นำมาใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ๔. มีการประเมินผลแผนในภาพรวม ปีละ ๑ ครั้ง
แนวทางการดำเนินงาน
๑. พัฒนาระบบและกลไกการติดตามสนับสนุน ในระดับภาค ตามกลุมเป้าหมาย โดยมีทมงาน ่ ี ที่เพียงพอในการปฏิบัติงานอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ๑.๑ เพิ่มกลไกการติดตาม และพัฒนาผ่านกระบวนการและหลักสูตรการติดตามสนับสนุน โครงการ ๑.๒ จัดทำหลักสูตรการติดตาม สนับสนุนและประเมินผลโครงการ และจัดทำฐานข้อมูล รายชื่อผู้ติดตามที่ผ่านการพัฒนาที่พร้อมดำเนินงานเมื่อต้องการ ๑.๓ กำหนดแนวทางการติดตามและประเมินผลโครงการ และจัดกลุ่มระดับศักยภาพภาคี รายย่อยให้สอดคล้องกับวิธีการติดตาม เน้นประสบการณ์และศักยภาพของภาคี รายย่อย ที่ต้องการแนวทางการติดตามและประเมินผลที่เข้มข้นหรือรูปแบบใหม่ที่ สร้างการมีส่วนร่วม ดังนี้ ๑) ภาคีรายย่อยทั่วไป และภาคีรายใหม่ มีระบบและกลไกการติดตามอย่างทั่วถึง และเข้มข้น เพื่อสนับสนุนให้สามารถบริหารโครงการได้ตามวัตถุประสงค์และ
เป้าหมาย ตลอดจนสนับสนุนการจัดทำเอกสารต่างๆ ในพื้นที่อย่างทั่วถึงและ ต่อเนื่อง ๒) ภาคีที่เคยได้รับทุน สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประเมินผล โครงการด้วยตนเอง จัดระบบการติดตามและประเมินผลโครงการแบบสุ่มตรวจ และใช้กระบวนการติดตามและร่วมเรียนรู้ระหว่างภาคี เพื่อจุดประกายความคิด การดำเนินงานที่สามารถต่อยอดและยกระดับคุณภาพผลงาน ๓) ภาคีประเด็นเฉพาะ เช่น กลุ่มนวัตกรรม ภาคีเครือข่ายที่เป็นกลไกสนับสนุนทุน โครงการรายย่อย เป็นต้น จำเป็นต้องจัดกลไกเฉพาะในการสนับสนุน และ ติดตาม ประเมินผลโครงการที่มีโอกาสเกิดนวัตกรรม และส่งต่อข้อมูลให้กับ แผนงานสังเคราะห์ความรู้ เพื่อขยายผลต่อไป ๒. พั ฒ นาศั ก ยภาพภาคี ผู้ รั บ ทุ น ให้ ส ามารถดำเนิ น โครงการได้ อ ย่ า งมี คุ ณ ภาพและ ประสิทธิภาพรวมทั้งได้ผลสัมฤทธิ์ในการสร้างเสริมสุขภาพ ๒.๑ จัดกลุ่มภาคีเป้าหมายตามความต้องการการพัฒนาเพื่อยกระดับในการดำเนินงาน สร้างเสริมสุขภาวะ เช่น กลุ่มภาคีหน้าใหม่ กลุ่มภาคีเดิม กลุ่มนักปฏิบัติ กลุ่ม นักวิชาการ ฯ ๒.๒ จัดกระบวนการพัฒนาศักยภาพภาคีเป้าหมาย เพื่อเสริมองค์ความรู้ที่จำเป็นใน การดำเนินงานให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม อาทิเช่น ๑) ภาคีรายย่อยทั่วไปและภาคีรายใหม่ จัดกระบวนการปฐมนิเทศและแลกเปลี่ยน เรียนรู้ที่เข้มข้น โดยเสริมองค์ความรู้ด้านวิชาการตามประเด็นเฉพาะ ๒) ภาคีที่เคยได้รับทุน เน้นการพัฒนาเพื่อยกระดับเชิงคุณภาพโครงการและเพิ่มขีด ความสามารถภาคี เพื่อต่อยอดหรือเสริมองค์ความรู้ ปรับบทบาทให้เป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อสุขภาวะในชุมชน และขยายผลจากองค์ความรู้หรือ รูปธรรมตัวอย่างดีๆ ไปยังพื้นที่อื่นๆ ให้กว้างขวางขึ้น ๓) ภาคีประเด็นเฉพาะ บูรณาการระหว่างองค์กรภาคี โดยจัดกระบวนการเน้นการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาดูงานกิจกรรมและทักษะการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้ เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ สำหรับการขับเคลื่อนงานตามกรอบนโยบาย สสส. หรือ การสนับสนุนการทำงานแบบเครือข่าย ตลอดจนส่งเสริมยกระดับขีดความ สามารถในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงานเชิงวิชาการและปฏิบัติการ ทั้งในประเทศและนานาชาติ เช่น พลังงานทางเลือก การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ ธรรมชาติในชุมชน สุขภาวะทางปัญญา จิตวิญญาณ และ งานอาสาสมัคร ๓. พัฒนาศักยภาพผู้ติดตามโครงการ ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้ง สามารถค้ น หา สนั บ สนุ น โครงการกรณี ศึ ก ษาที่ น่ า สนใจ โครงการที่ มี โ อกาสเกิ ด นวั ต กรรมได้ และส่งต่อข้อมูล
223
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑) กำหนดเกณฑ์และมีมาตรฐานคุณสมบัติและคุณลักษณะของผู้ติดตาม และขอบเขต การปฏิบัติงานที่ชัดเจน ตลอดจนประเมินผลการดำเนินงานของผู้ติดตาม ๒) แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานระหว่างทีมติดตามระดับภาค ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหายุทธวิธีที่เกิดประสิทธิภาพในการติดตามและประเมินผล ๓) พัฒนาเพิ่มขีดความสามารถทีมติดตาม จัดหลักสูตรเรียนรู้เรื่องกระบวนการทำงาน กระบวนการคิด และการค้นหานวัตกรรมจากต้นแบบการปฏิบัติที่ดี ๔) จัดทำคู่มือการติดตามโครงการ และรูปแบบรายงานการติดตามให้ทันสมัย ตลอดจน การรายงานความเสี่ยงที่ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้ ๔. ประเมินผลการดำเนินงาน ประเมินแผนในภาพรวมโดยนักวิจัยประเมินผลภายนอก ปีละ ๑ ครั้งเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแผนหลักในปีถัดไป
224
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓. แผนงานสังเคราะห์ความรู และสื่อสารสาธารณะ ้
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อให้มีการสังเคราะห์ความรู้ และค้นหาโครงการนวัตกรรม องค์ความรู้ รูปธรรมการ สร้างเสริมสุขภาพที่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดี ๒. เพื่อให้เกิดการนำรูปแบบ วิธีการการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพจากการสังเคราะห์ ความรู้มาขยายผล ต่อยอดการดำเนินงานในพื้นที่ใหม่ ๓. เพื่อเผยแพร่นวัตกรรม ชุดความรู้ นำไปขยายการรับรู้ในวงกว้าง ๔. เพื่อใช้กระบวนการสื่อสารประชาสัมพันธ์เสริมพลังให้กับโครงการให้สามารถเชื่อมโยงภาคี แหล่งทุนในพื้นที่ เกิดนโยบายสาธารณระดับพื้นที่ หรือเกิดความต่อเนื่องยั่งยืน
เป้าหมายและตัวชี้วัด
๑. มีนวัตกรรม / ชุดความรู้ปฏิบัติการตัวอย่าง ที่เผยแพร่และขยายผลได้ อย่างน้อย ๑๒๐ โครงการ/ปี โดยเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ ให้กว้างขวางอย่างน้อย ๓๐๐ ครั้ง/ปี ๒. มีการนำผลการสังเคราะห์ความรู้ไปขยายผลในการสนับสนุนโครงการในพื้นที่ใหม่/รายใหม่ อย่างน้อย ๓ ประเด็น เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ อาหาร ภูมิปัญญาท้องถิ่น โรคเรื้อรัง การจัดการ ปัจจัยเสี่ยงของเด็กและเยาวชน การวิจัยและสังเคราะห์ความรู้จิตตปัญญาใน setting ต่างๆ (เช่น humanized healthcare ในโรงพยาบาล) เป็นต้น ๓. ใช้กระบวนการสื่อสารประชาสัมพันธ์เสริมพลังให้กับโครงการให้สามารถเชื่อมโยงภาคี แหล่งทุนในพื้นที่ การเกิดนโยบายสาธารณระดับพื้นที่ การสร้างกติกาชุมชน หรือเกิดความต่อเนื่อง ยั่งยืน ปีละ ๘ ประเด็น
แนวทางดำเนินงาน
๑. สนับสนุนการสังเคราะห์ความรู้เชิงปฏิบัติการ องค์ความรู้ใหม่ ค้นหาและพัฒนานวัตกรรม โดยทีมติดตามและประเมินผลในพื้นที่ ทีมสังเคราะห์ความรู้ และกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมสำหรับ ผู้รับทุนที่มีศักยภาพ โดยใช้นิยามที่เข้าใจง่าย สนับสนุนความรู้เชิงประเด็นใหม่ๆ กระบวนการใหม่ๆ เพิ่มเติม และใช้ประโยชน์ โดยการสื่อสารประชาสัมพันธ์ หรือเวทีแลกเปลี่ยนเรียนผู้เกี่ยวข้อง ผู้ใช้ประโยชน์ ๒. การสังเคราะห์ความรู้ชุดโครงการสร้างเสริมสุขภาพฯ ที่มีประเด็นเฉพาะ อาจทำควบคู่ไป พร้อมๆ กับการติดตาม สนับสนุนและประเมินผลโครงการ เช่น โครงการร่วมสร้างหมู่บ้านพอเพียงฯ โครงการวิจัยและพัฒนา โครงการวิจัยและพัฒนา “พลังงานทดแทน/พลังงานทางเลือกเพื่อสุขภาพ ในชุมชน” เป็นต้น ๓. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทีมสังเคราะห์ความรู้ เพื่อทบทวนกำหนดนิยามให้ ชัดเจนหรือเข้าใจตรงกันยิ่งขึ้น หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงาน เป็นต้น ๔. มีการนำผลการศึกษาต้นแบบการปฏิบัติที่ดี นวัตกรรม ไปสังเคราะห์เพื่อค้นหาตัวแบบที่ ประสบความสำเร็จ สามารถขยายผลได้ในวงกว้าง อย่างน้อย ๓ ประเด็น เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ อาหาร ภูมิปัญญาท้องถิ่น โรคเรื้อรัง การจัดการปัจจัยเสี่ยงของเด็กและเยาวชน เป็นต้น เพื่อเป็น แนวทางการดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาพในการริเริ่มโครงการในพื้นที่ ใหม่/รายใหม่ หรือ แนวทางประกาศสนับสนุนนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ๕. ประมวลสังเคราะห์ชุดความรู้ บทเรียน กรณีตัวอย่าง (กระเป๋าสุขภาพ) เพื่อสนับสนุนการ ทำงานในพื้นที่ แทนการให้ทุน ๖. เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการสื่อสารให้กว้างขวางทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งสื่อสาธารณะ โดยการประสานช่องทางที่มีของส่วนกลาง เพิม และการใช้ประโยชน์จากสือบุคคลซึงเป็นผูทเี่ คยได้รบทุน ในการเผยแพร่ขาวสาร สร้างภาพลักษณ์ ่ ่ ่ ้ ั ่ และความเข้าใจเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ ๗. ในการสื่อสารสาธารณะ ควรคำนึงถึง ๑) สื่อสารทางตรงกับผู้รับทุนให้เกิดความเข้าใจในเรื่องสุขภาวะ ๔ มิติ คือ กาย จิต สังคม และปัญญา ๒) นำเสนอประเด็นผลผลิตและผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการร่วมกับ value creation อั น เป็ น ทุ น เดิ ม ของผู้ รั บ ทุ น และหน่ ว ยงานที่ เ กี่ ย วข้ อ ง ซึ่ ง บางครั้ ง อาจเสริ ม พลั ง (empowerment) ให้ผู้รับทุนจัดกิจกรรมที่น่าสนใจกับสาธารณะได้เพิ่มขึ้น ๓) การ “กระตุ้นชุมชนให้ตระหนักถึงสุขภาพ ร่วมคิดร่วมทำ แก้ไขปัญหา เพื่อสุขภาพ ของตนเองและส่วนรวม” โดย ให้เห็นรูปธรรมของการสร้างเสริมสุขภาพที่สามารถ นำไปดำเนินการในชุมชนตนเองได้ด้วยตนเอง พร้อมข้อมูลในการอ้างอิง ติดต่อ สอบถาม และให้คำปรึกษา
225
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๘. วางแผนการสื่อสารสาธารณะในประเด็นที่มีองค์ความรู้ รูปธรรมตัวอย่าง และ นวัตกรรม เพื่อเสริมพลังให้กับโครงการให้สามารถเชื่อมโยงภาคี แหล่งทุนในพื้นที่ การเกิดนโยบายสาธารณ ระดับพื้นที่ การสร้างกติกาชุมชน หรือเกิดความต่อเนื่องยั่งยืน โดยประเด็นที่มีโอกาสดำเนินการ ได้แก่ หมู่บ้านสร้างเสริมสุขภาพตามปรัชญาพอเพียง พลังงานทดแทน สุขภาวะทางปัญญา สภาพแวดล้อมรอบโรงเรียน โครงการร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่ อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น
226
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ผ่านระบบบริการสุขภาพ
ความเป็นมา และแนวคิด ๑. กระทรวงสาธารณสุขประกาศนโยบายที่สำคัญเพื่อพัฒนาคุณภาพระบบบริการปฐมภูมิ (Primary care) คือ การยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยมี เป้าหมาย ๑๐,๐๐๐ แห่ง ครอบคลุมทัวประเทศ ภายใน ปี ๒๕๕๔ มุงเน้นการป้องกัน การส่งเสริม ่ ่ สุขภาพ และคุณภาพการรักษาและให้บริการ รวมทั้งการสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสุขภาพตำบล และการจัดทำแผนสุขภาพตำบล เน้นให้อาสาสมัครมีบทบาทเชิงรุกในการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อเป็นองค์กรที่สร้าง การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในชุมชน เพื่อให้เห็นภาพรวมการทำงานระดับตำบล ๒. จากข้อมูลสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) พบว่า ประเทศมี รายจ่ายด้านสุขภาพ เป็นจำนวน ๓๖๓,๗๗๑ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๑ ซึ่งมีความแตกต่างจากรายจ่าย ด้านสุขภาพ ในปี ๒๕๓๗ ที่มีเพียง ๑๒๗,๖๕๕ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายดังกล่าวส่วนใหญ่ยังคงใช้ สำหรับการรักษามากกว่าการสร้างเสริมสุขภาพ อย่างไรก็ตามหากระบบสุขภาพสามารถดำเนินงาน ให้มีการทำงานเชิงรุกในรูปแบบต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพแล้ว น่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ ๓. องค์การอนามัยโลกประกาศไว้ ในกฎบัตรออตตาวา๓๖ ว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาพว่า “บริการสุขภาพที่เน้นด้านส่งเสริมป้องกัน” ถือเป็นมาตรการสร้างเสริมสุขภาพสำคัญ ๑ ใน ๕ ประการปัจจุบันประเทศไทยใช้งบประมาณด้านส่งเสริมป้องกันประมาณปีละ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท
๑๒
227
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๓๖
กฎบัตรออตตาวา (๑) การสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพโดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น (๒) การสร้างสรรค์ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน (๓)การเสริมสร้างชุมชนสุขภาพดี (๔) การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล ที่จำเป็นต่อการมีสุขภาพดี (๕) ปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ ที่เน้นการร่วมคิดร่วมทำของชุมชน องค์กรท้องถิ่น และหน่วยบริการสุขภาพในระดับชุมชน
228
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
และในกฎบัตรกรุงเทพฯ๓๗ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและมุ่งเน้นการพัฒนาการกำหนดนโยบาย แนวทางการปฏิบัติและการวางโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะอย่างยั่งยืนในการจัดการ ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพ ตลอดจนการสนับสนุนให้มีการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองความ ปลอดภัยและส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดี องค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคติดต่ออุบัติใหม่ (emerging infectious diseases) มีแนวโน้มความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต อันใกล้ โดยเตือนว่า ศตวรรษที่ ๒๑ ประชากรโลกจะต้องเผชิญกับโรคติดเชื้อเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้ม ที่ โรคติดต่ออุบัติซ้ำจะกลับมาระบาด อีกกว่า ๑๘๐ โรค ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อระบบ สาธารณสุข เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในประเทศอีกด้วย มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๒ จึงเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วม ในกระบวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการโรคติดต่ออุบติใหม่แบบบูรณาการ ประกอบด้วย ั การพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การเตรียมความพร้อม เฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคในสัตว์และในคน การสื่อสารสาธารณะทั้งระดับชาติและระดับชุมชนรองรับ โรคติดต่ออุบัติใหม่ และการสร้างจิตสำนึกในการป้องกันโรคติดต่ออุบัติใหม่ โดยจัดทำเป็นข้อเสนอ ในการจัดตั้งกลไกระดับชาติ จัดการปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่มีความต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพและ มีสวนร่วม (ร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครังที่ ๒, ระเบียบวาระที่ ๓.๒, ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒) ่ ้ ๔. ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพหลัก ๓ ระบบใหญ่ ได้แก่ (๑) ระบบประกันสังคม (๒) ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และ (๓) ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งนี้ แต่ละระบบมีวิวัฒนาการและแนวคิดที่แตกต่างกัน โดยระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นรัฐ สวัสดิการที่จัดให้แก่ประชาชนไทยกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจากข้าราชการ๓๘ ซึ่งระบบประกันสุขภาพใน ปั จ จุ บั นมี ความเชื่ อ มโยงการทำงานระหว่ า งหน่ ว ยงานต่ า งๆ ที่ ท ำงานเกี่ ย วกั บ สิ ท ธิ ป ระโยชน์ สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลที่มี ประสิทธิภาพและครอบคลุมการรักษาโรคมากยิ่งขึ้น
๓๗
กฎบัตรกรุงเทพฯ ๑) การชี้แนะให้การส่งเสริมสุขภาพอยู่บนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน ๒) การกำหนดนโยบายแนวทาง การปฏิบัติและการวางโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืนในการจัดการปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ๓) การสร้างศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพทั้ง ๕ ด้าน ได้แก่ การพัฒนานโยบาย ภาวะผู้นำ การดำเนินงานเพื่อการ ส่งเสริมสุขภาพ องค์ความรู้ทางสุขภาพและการวิจัยรวมทั้งความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ ๔) การสร้างพันธมิตรด้าน สุขภาพ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ ที่จะร่วมมือกันส่งเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืน ๕) การ ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยและส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดี ๓๘ สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย, ระบบหลักประกันสุขภาพในประเทศไทย [online], ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๒. แหล่งทีมา http://www.hisro.or.th/main/index.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=๑๔ ่
๕. ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติได้กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินงาน ด้านสุขภาพของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการบริการสาธารณสุขและการควบคุมคุณภาพ บริการปฐมภูมิ โดยการจัดระบบบริการสาธารณสุขที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีถ้วนหน้า เน้นการดูแล สุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง และมีการเชื่อมโยงการจัดบริการสาธารณสุขต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งนี้ มุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วม และมีบทบาทในการจัด บริการสาธารณสุขปฐมภูมิ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ การแพทย์แผนไทย และการพึ่งตนเองด้านสุขภาพของประชาชนควบคู่ไปด้วย๓๙ แผนภาพที่ ๑ ความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่างๆ ของระบบบริการสุขภาพและระบบสุขภาพ
ปัจเจก บุคคล
สภาพ แวดล้อม
สุขภาพ
229
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ระบบบริการสุขภาพ
- ข้อมูล - นโยบายและแผน - กฎหมาย - การมีส่วนร่วม - ระบบติดตาม/ประเมินผล - กำลังคน - องค์ความรู้ ยา/เวชภัณฑ์ - สิ่งอำนวยความสะดวก
ธรรมาภิบาล
พัฒนาทรัพยากร
- ภาครัฐ เช่น กระทรวง และท้องถิ่น - เอกชน - ประกันสังคม
การจัดองค์กร
บริการ
- สร้างเสริม - ป้องกัน - รักษา - ฟื้นฟู
แหล่งเงิน/ปริมาณ การกระจาย การจัดการ
การเงินการคลัง
๓๙
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒.
230
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระบวนการปรับปรุงแผน คณะกรรมการบริ ห ารแผนคณะที่ ๗ ได้ ร่ ว มประชุ ม หารื อ ร่ ว มกั บ ผู้ ท รงคุ ณวุ ฒิ แ ละภาคี ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนสถานการณ์ เป้าหมายและตัวชี้วัด โดยมีข้อสรุปเพื่อให้เกิดความสอดคล้อง ในการดำเนินการตามนโยบายการปรับปรุงแผนหลัก ปี ๒๕๕๔ โดยแผนพัฒนาระบบและกลไก สนับสนุน เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ จึงเห็นควรให้การดำเนินการในปี ๒๕๕๔ มีการปรับปรุง ดังนี้ ๑. บทบาทภาพรวมของแผน ๑) บทบาทของ สสส. ในเรื่องการปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ คือ ทำหน้าที่ในการ สนับสนุน เชื่อมโยง ร่วมพัฒนา และจุดประกายให้ภาคียุทธศาสตร์ ภายใต้ระบบ บริการสุขภาพมีศักยภาพในการดำเนินการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ในเรื่อง ระบบการสร้างและจัดการความรู้ ระบบการพัฒนากำลังคน ระบบการจัดการเวชภัณฑ์ และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ระบบการจัดบริการในระดับต่างๆ (ชุมชน สถาน พยาบาล และสถานที่ทำงาน) ระบบการพัฒนาคุณภาพบริการ รวมทั้งระบบ อภิบาล และระบบการเงินการคลังของระบบบริการสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับบทบาทการมี ส่วนร่วมของชุมชนในการร่วมคิดร่วมทำ ๒) ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานควรให้ความสำคัญในการดำเนินงานที่ส่งผลให้เกิดการ ขับเคลื่อนในภาพใหญ่ ๓) การทำงานร่ ว มกั บ เจ้ า ของเรื่ อ ง (key actors) ควรมี วิ ธี การทำงานในรู ป แบบที่ หลากหลายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรงและสามารถเชื่อมโยง ประเด็นที่เกิดขึ้น ๔) วางแนวทางการดำเนินงานเพื่อพัฒนาระบบบริการ ทั้งด้านผู้ให้บริการ (supply side) และผู้รับบริการ/ประชาชน (demand side) โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้สถาบัน อุดมศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมกับท้องถิ่นในการแก้ปัญหาและพัฒนาระบบสุขภาพ ชุมชน ภายใต้แนวคิด “๑ มหาวิทยาลัย ๑ พื้นที่” การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ (Primary Care) ควรเน้นการพัฒนาด้านนวัตกรรม เพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่ตัวอย่าง และ สามารถต่อยอดจากสิ่งที่เป็นอยู่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ๕) การพัฒนากระบวนการที่สามารถหนุนเสริมการทำงานในภาคประชาชน เช่น ประเด็น เรื่องการส่งเสริมอาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.) ประเด็นเรื่องการจัดการชุมชน ประเด็น การกระจายอำนาจ และการให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการดูแล การศึกษาและการบริการสาธารณสุข เป็นต้น ๖) การสนับสนุนการสร้างกระบวนการคิดของชุมชนในการแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อ สุขภาพของคนในชุมชน รวมทั้งมีการจัดการความรู้ในชุมชน และสามารถนำความรู้ ไปใช้ประโยชน์
๗) นำมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมาใช้เป็นแนวทางในการวางแผนและพัฒนาแผนงาน/ โครงการสร้างเสริมสุขภาพให้เกิดเป็นรูปธรรมในระบบบริการสุขภาพ และสามารถนำ ไปสู่การผลักดันนโยบายระดับต่างๆ ๘) ผลักดันให้เกิดการบูรณาการระหว่างแผนงานและแผน รวมทั้งภายในสำนักงาน ที่มี ความเชื่อ มโยงกั น ในเชิ งพื้ นที่ ประเด็น และองค์ กร อัน จะเป็น การยกระดับ และ เสริมสร้างศักยภาพการทำงานระหว่างเครือข่าย ๒. สรุปการเปลี่ยนแปลงในปี ๒๕๕๔ ๑) เน้นกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชน ท้องถิน และสร้างการมีสวนร่วมจากทุกภาคส่วน ่ ่ • สนับสนุนการสร้างกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองให้แก่คนในชุมชน เพื่อนำไปสู่การจัดการความรู้ในพื้นที่ ที่ตอบสนองความต้องการของคนในชุมชน รวมทั้งสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนของตัวเองได้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ ยั่งยืน • สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาท้องถิ่นมีบทบาทในการพัฒนาชุมชน ทั้งระดับบุคคล และองค์กร โดยใช้ความรู้ทางด้านวิชาการมาสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ เพื่อร่วม ขับเคลือนโยบายปฏิรปประเทศไทย (อาจจัดทำเป็นข้อเสนอยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด) ่ ู ๒) พัฒนาให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างแผนงานและโครงการ ทั้งในระดับแผน สำนัก และหน่วยงานอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในลักษณะของ การทำงานพื้นที่เดียวกัน การมีประเด็นร่วมที่สำคัญ และอยู่ภายในองค์กรเดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการจัดการความรู้ใน รูปแบบต่างๆ ที่ทุกแผนงานสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้ ๓) สนับสนุนให้เกิดความเป็นธรรมในการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพกับประชาชนทุกกลุ่ม และทุกช่วงวัย เช่น กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนด้อยโอกาส กลุ่มผู้ป่วยโรค เรื้อรัง และกลุ่มคนต่างด้าว ๔) ส่งเสริมการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสม ทั้งกระบวนการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะนโยบายด้านสุขภาพ องค์ความรู้ที่ได้จากการทำงาน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน ผ่านช่องทางต่างๆ ที่จะก่อให้ เกิดประโยชน์ต่อชุมชน ๕) ให้ความสำคัญกับการทำงานที่เน้นการพัฒนาสุขภาวะทางจิต - ปัญญา มากขึ้น โดยสนั บ สนุ น ให้ มี การสอดแทรกกิ จ กรรมที่ เ ป็ น กระบวนการส่ ง เสริ ม และพั ฒ นา มิติทาง จิต - ปัญญา ในแผนงานและโครงการ
231
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
หลักการดำเนินงาน สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในระบบบริการสุขภาพและองค์กร ชุ ม ชนให้ มี ส่ ว นร่ ว มในการสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพเชิ ง รุ ก รวมทั้ ง สนั บ สนุ น การนำแนวคิ ด เรื่ อ งการ สร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพไปเป็ น นโยบายในองค์ กรและพื้ น ที่ อั น นำไปสู่ การขั บ เคลื่ อ นนโยบายผ่ า น กระบวนการการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะในวงกว้าง และก่อให้เกิดการปรั บเปลี่ ย น พฤติกรรมที่นำไปสู่สังคมสุขภาวะ แผนภาพที่ ๒ แนวทางการดำเนินงานของแผน
พัฒนา บุคลากร สุขภาพ องค์ความรู ้
232
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การจัดการ กลไกและ รูปแบบ
ระบบ บริการ สุขภาพ
ระบบ สุขภาพ ชุมชน
ประชาชนมีสุขภาวะ
เป้าประสงค์ ประชาชนมีความตระหนักในการดูแลสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ด้วยตนเอง จากการ ได้รับความรู้ การสร้างความเข้าใจผ่านบุคลากรสุขภาพที่มีมุมมองในมิติการสร้างเสริมสุขภาพ มากขึ้น โดยองค์กร/ภาคีเครือข่ายในระบบสุขภาพและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาและสนับสนุนกลไกการจัดการระบบสุขภาพอย่างเป็นระบบและยั่งยืน วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อสนับสนุนและประสานความร่วมมือ เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบสุขภาพในชุมชน อย่างมี ส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา สถานบริการสุขภาพ และ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน
๒. เพื่อสนับสนุนการสร้าง จัดการความรู้ และสังเคราะห์ถอดบทเรียนด้านการพัฒนาระบบ บริการสุขภาพ รวมทั้งส่งเสริมการนำองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง และเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง ภาคีเครือข่าย เพื่อให้เกิดการขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม ๓. เพื่อพัฒนาสมรรถนะของเครือข่ายบุคลากรสุขภาพในการสร้างเสริมสุขภาพ และสนับสนุน ให้มีการทำงานโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน เพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างบูรณาการ ๔. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการบริการสุขภาพทางเลือกร่วมกับองค์กรหลักของรัฐ และกองทุนสุขภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ๕. เพื่อส่งเสริมกระบวนการพัฒนามิติทางจิต-ปัญญาให้เกิดขึ้นในทุกแผนงาน/โครงการ เพื่อให้เห็นผลจากการพัฒนามิติทางจิต-ปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางการดำเนินงาน ๑. กลุ่มแผนงานพัฒนาระบบบริการสุขภาพชุมชน ๑) สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพระดับชุมชนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนมีบทบาทในการพัฒนาระบบบริการในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและ มีความเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง โดยสถาบันการศึกษามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน ด้านวิชาการ ๒) สนับสนุนการพัฒนาวิธีทำงาน แนวปฏิบัติ และบทบาทหน้าที่ขององค์กรหลักในระดับ ชุมชน ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิน หน่วยงานราชการในพืนที่ เช่น สถานีอนามัย ่ ้ ศูนย์สุขภาพชุมชน ศูนย์แพทย์ชุมชน กลุ่มสะสมทรัพย์ เป็นต้น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน รวมถึงอาสาสมัครในพื้นที่ ในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของ ชุมชนอย่างครอบคลุม ๓) การพัฒนากลไกและระบบต่างๆ ในการดูแลสุขภาพกลุ่มประชากรสำคัญในชุมชน และกระบวนการพัฒนาแผนสุขภาพตำบลแบบมีส่วนร่วม ตลอดจนมีการขยายผล การทำงานไปยังพื้นที่อื่นๆ อย่างเป็นระบบ ๒. กลุ่มแผนงานพัฒนาบุคลากรสุขภาพ ๑) พั ฒ นาศั ก ยภาพบุ ค ลากรสุ ข ภาพให้ เ ป็ น นั ก สร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพอย่ า งแท้ จ ริ ง ทั้ ง ใน ส่วนของฝ่ายผลิต (สถาบันการศึกษา) บุคลากรและบุคลากรวิชาชีพ ตั้งแต่กระบวน การเรียนการสอน กิจกรรมเสริมหลักสูตร ประสบการณ์การทำงานร่วมกับชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการทำงานของทุกหน่วยงานในพื้นที่ในลักษณะ ของงานบูรณาการ และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ๒) พัฒนากระบวนการและกลไกที่มีความคล่องตัว มีอิสระและมีศักยภาพสูงในการสร้าง และจัดการความรู้ ที่มีสมดุลในการพัฒนาสุขภาวะทั้ง ๔ มิติ คือ กาย จิต ปัญญา และสังคมโดยเฉพาะกระบวนการพัฒนาด้านมิติทางปัญญาและจิตอาสา รวมถึ ง
233
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
234
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การสร้างและสังเคราะห์องค์ความรู้ และผลักดันและติดตามการปฏิบัติงานตามแผน ยุทธศาสตร์ทศวรรษกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติในการเสนอนโยบายด้านการจัดการ บุคลากรสุขภาพของประเทศ ๓. กลุ่มแผนงานการสร้างและจัดการความรู ้ ๑) สนับสนุนให้เกิดกลไกและกระบวนการที่ยกระดับการสร้างและจัดการความรู้ในรูปแบบ ต่างๆ จากการปฏิบัติงานของบุคลากรสุขภาพที่เชื่อมโยงจากตัวระบบบริการสุขภาพ ไปสู่ประชาชนได้อย่างเป็นขั้นตอนชัดเจน ควบคู่กันไปกับการแบ่งปันเพื่อนำความรู้ไป ใช้ประโยชน์ในการขยายผลการดำเนินงานด้านสร้างเสริมสุขภาพ อย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืนในชุมชน ๒) สนับสนุนการสร้างและจัดการความรู้ร่วมกับเครือข่ายการสร้างเสริมสุขภาพของ บุคลากรสุขภาพในภาคบริการ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของชุมชนเป้าหมายโดย กระบวนการมีส่วนร่วมจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓) สนับสนุนการสร้างพื้นที่ตัวอย่าง เพื่อเป็นต้นแบบในการปฏิบัติงานด้านการสร้างเสริม สุขภาพในระดับพื้นที่ ๔. กลุ่มแผนงานการพัฒนาระบบกลไกการจัดการบริการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกัน โรคในรูปแบบต่างๆ ๑) สนั บ สนุ น การพั ฒ นากลไกการจั ด ระบบบริ การสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพและป้ อ งกั น โรค ในลักษณะการร่วมมือกับเจ้าภาพหลัก และขยายความร่วมมือไปยังองค์กรทีรบผิดชอบ ่ั กองทุนสุขภาพอื่น ๆ เช่น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ โดยร่วมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายใน การพัฒนากลไกการจัดการ การจัดบริการ ชุดสิทธิประโยชน์ ๒) สนับสนุนการสร้างรูปแบบการบริการในระดับพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล เครือข่ายการจัดการบริการในระดับพื้นที่ ๓) สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาการบริการสร้างเสริมสุขภาพในรูปแบบต่างๆ ที่ หลากหลาย การระดมทรัพยากรในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชน รวมถึง การพัฒนาระบบการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ตัวชี้วัด การดำเนินงานของกลุมแผนงานในระบบบริการสุขภาพทัง ๔ กลุมแผนงาน มีตวชีวดทีสำคัญ ดังนี้ ่ ้ ่ ั ้ั ่ ๑. เกิดผู้นำ/แกนนำ ในการเปลี่ยนแปลงด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ที่มีจิตอาสา มุ่งพัฒนาให้ ประชาชนในพื้นที่เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพไปในทางที่ถูกต้อง ผ่านเครือข่าย องค์ กรหลั ก ด้ า นระบบบริ การสุ ข ภาพ กลุ่ ม สถาบั น การศึ ก ษาสาขาวิ ท ยาศาสตร์ สุ ข ภาพ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนอย่างน้อย ๒๕๐ คน
๒. เกิดพื้นที่เรียนรู้ด้านการจัดการระบบการดูแลและให้บริการสุขภาพชุมชนในระดับตำบล จำนวนอย่างน้อย ๘๘ แห่ง โดยมีการดำเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กร อื่นๆ ในพื้นที่ ๓. เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพและการดูแลสุขภาพชุมชน ในระดับชาติ ระดับองค์กร/พื้นที่ อย่างน้อย ๙ เรื่อง ๔. เกิดผลงานวิจัย ชุดความรู้ เอกสารวิชาการ คู่มือ ต้นแบบหรือแนวปฏิบัติที่ดี ที่ได้จากการ ศึกษาวิจัย ด้านการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ อย่างน้อย ๕๐ เรื่อง ๕. เกิดรูปแบบในการพัฒนาบริการสร้างเสริมสุขภาพ อย่างน้อย ๓ รูปแบบ ๖. เกิดการพัฒนามิติทางปัญญาของกลุ่มประชากรในระบบสุขภาพด้านการแก้ปัญหาสุขภาพ ระดับต่างๆ ทั้งระดับปัจเจกบุคคล ระดับกลุ่ม/องค์กร และระดับชุมชน ตลอดจนมีจริยธรรม/ จรรยาบรรณของบุคลากรในระบบบริการสุขภาพ
ภาคีหลัก กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานแผนงานประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำนักงาน ประกันสังคม สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล สถาบันการศึกษาสาขาสุขภาพ สมาคม วิ ช าชี พ ชมรมบุ ค ลากรสาธารณสุ ข ต่ า งๆ สถาบั น ด้ า นสุ ข ภาพของรั ฐ และเอกชน และองค์ กร สาธารณประโยชน์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชน การบริหารจัดการแผน ๑. กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน คณะ ๗ โดยสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบ สุขภาพและบริการสุขภาพ (สำนัก ๗) ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ และบริหารจัดการแผน ๒. ความก้าวหน้าดำเนินการของแผน/แผนงาน ๑) จัดให้มีแนวทางการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการร่วมกับภาคี อาทิ การเข้าประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทาง การดูงานในพื้นที่ การนำเสนอความ ก้าวหน้าแผนงานต่อคณะกรรมการบริหารแผนอย่างน้อยปีละครั้ง ๒) จัดระบบสนับสนุนเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อการสร้างระบบสนับสนุนที่เอื้อ ต่อการเชื่อมโยงงานมากขึ้น โดยจัดให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งใน ระบบปกติ และระบบดิจิตอล ๓) ตั้งกลไกการดำเนินงาน เช่น คณะทำงานที่มีองค์ประกอบจากแผนงานภายใต้แผน ระบบบริการ โดยมีการแลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงข้อมูล ร่วมถึงการร่วมกันทำงาน ระหว่างแผนงาน
235
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔) จัดระบบสนับสนุนเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อการสร้างระบบสนับสนุนที่เอื้อ ต่อการบูรณาการมากขึ้น ๕) จัดให้มีการประเมินผลแผนงาน/โครงการ โดยทีมประเมินผลภายนอก
งบประมาณ กลุ่มแผนงานหลัก ๑. กลุ่มระบบบริการสุขภาพระดับชุมชน ๒. กลุ่มพัฒนาบุคลากรสุขภาพ ๓. กลุ่มการสร้างและจัดการความรู้ ๔. กลุ่มการจัดการระบบและกลไก รูปแบบการบริการสร้างเสริมสุขภาพ รวม
236
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๘ ๒๐ ๒๐ ๔๐ ๓๕ ๓๐ ๔๐ ๓๕ ๔๐ ๑๐๘ ๑๐๐ ๑๐๐
รายละเอียดกลุ่มแผนงาน ๑. กลุ่มแผนงานพัฒนาระบบบริการสุขภาพระดับชุมชน
เป้าหมาย
ส่งเสริมและพัฒนาระบบบริการสุขภาพระดับชุมชนให้เกิดเป็นรูปธรรมและตอบสนองต่อความ ต้องการของชุมชน โดยประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการในพื้นที่ และอื่นๆ ในรูปแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วม และเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง รวมถึงการพัฒนางานอาสาสมัครในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนผ่าน ระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ระดับต่างๆ ได้ทุกมิติ
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพระดับชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ การพั ฒ นาระบบบริ การสุ ข ภาพขั้ น พื้ น ฐานที่ มี ต้ น ทุ น สำคั ญ ในพื้ น ที่ ไ ปสู่ การขั บ เคลื่ อ นในระดั บ นโยบาย ๒. เพื่อสร้างและพัฒนากลไกการทำงานสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริงและยั่งยืน ๓. เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี และลดช่องว่างระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการใน ทุกระบบ ๔. เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพและป้องกันโรค ด้วยตนเอง รวมถึงการจัดบริการและการดูแลสุขภาพของประชากรให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และกลุ่มวัย
แนวทางการดำเนินงาน
237
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. พัฒนากระบวนการและกลไกในการสร้างและจัดการความรู้เรื่องระบบบริการสุขภาพระดับ ชุมชน โดยพัฒนาความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ในพื้นที่ที่เข้าไม่ถึง เพื่อเสริมสร้างพื้นที่ดังกล่าวให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นในการจัดการระบบสุขภาพ ชุมชน ๒. สนับสนุนการพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กรหลักในระดับชุมชน ๓. วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบสุขภาพในชุมชน โดยเฉพาะ เรื่องจิตอาสา ซึ่งเป็นการพัฒนามิติทางจิตและปัญญา เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพในระดับต่างๆ (ระดับ
ปัจเจกบุคคล ระดับกลุ่ม/องค์กร และระดับชุมชน) และด้านจริยธรรม/จรรยาบรรณของการดูแล สุขภาพของชุมชน ๔. พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพชุมชน และ ผลักดันข้อเสนอเพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผ่านความร่วมมือ ของ ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ๕. สร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของเครือข่าย โดยการหาแนวร่วมและประสานงานกับ หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน สถานบริการสุขภาพ ในพื้นที่ กลุ่มอาสาสมัคร แกนนำชุมชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายในระดับพื้นที่ตลอดจนถึง ระดับชาติ ๖. ถอดบทเรียนเชิงประจักษ์ และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อขยายผลการทำงานของ ชุมชนต้นแบบไปยังพื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
ตัวชี้วัด
238
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เกิดพื้นที่เรียนรู้ด้านการจัดการระบบการดูแลและให้บริการสุขภาพชุมชนในระดับตำบล จำนวนอย่างน้อย ๘๘ แห่ง ๒. เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะระดับชาติ หรือระดับองค์กร/พื้นที่ ที่สนับสนุนให้เกิด กระบวนการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน อย่างน้อย ๑ เรื่อง ๓. เกิดระบบบริการสุขภาพระดับชุมชน ทีเ่ น้นการดูแลกลุมประชากรสำคัญ โดยมีการร่วมมือ ่ กับองค์กรหลักในพื้นที่ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของจำนวนตำบลทั้งหมด ๔. เกิ ด ชุ ด ความรู้ เ กี่ ย วกั บ การพั ฒ นากลไกและระบบสุ ข ภาพชุ ม ชน การดู แ ลสุ ข ภาพ ประชาชน อย่างน้อย ๕ เรื่อง ตลอดจนเกิดต้นแบบการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนที่สามารถขยาย ผลครอบคลุมทุกภูมิภาค ๕. เกิ ด ระบบบริ การสุ ข ภาพในระดั บ ชุ ม ชน โดยมุ่ ง สร้ า งความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งผู้ ใ ห้ แ ละ ผู้รับบริการ
ภาคีหลัก
กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพทั้ง ๕ สาขาวิชา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาคมวิชาชีพต่างๆ
๒. กลุ่มแผนงานพัฒนาบุคลากรสุขภาพ
เป้าหมาย
๑. บุคลากรสุขภาพและเครือข่าย มีความรูความสามารถ มีทกษะเป็นผูนำด้านการสร้างเสริม ้ ั ้ สุขภาพไปประยุกต์ได้ในชุมชน และแก้ไขปัญหาสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ๒. นโยบายด้านการจัดการบุคลากรสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของ แผนยุทธศาสตร์ ทศวรรษกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๙ ๓. บุคลากรในระบบบริการสุขภาพ มีการพัฒนาให้มีศักยภาพที่สมบูรณ์ครบทุกมิติทั้ง กาย จิต ปัญญา และสังคมเพื่อพัฒนาระบบการทำงานสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างยั่งยืน
วัตถุประสงค์
๑. เพือพัฒนาศักยภาพเครือข่ายบุคลากรสุขภาพ ให้มความรูและทักษะการให้บริการสร้างเสริม ่ ี ้ สุขภาพจากตนเองไปสู่ชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการปฏิบัติจริงและผ่านกระบวนการจัดการ ความรู้อย่างเป็นระบบ ๒. เพื่อให้องค์กร สถาบันในชุม ชนมีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาบุคลากรสุขภาพ ให้มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพได้เหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจน เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๙ ๓. เพื่อสร้างและพัฒนาบุคลากรสุขภาพที่มีความสมบูรณ์พร้อมทั้ง ๔ มิติ ได้แก่ กาย จิต ปัญญา และสังคม ในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก โดยเน้นกระบวนการแก้ไขปัญหาสุขภาพ ในชุมชนได้อย่างเป็นระบบ
แนวทางการทำงาน
239
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. สร้างและพัฒนาระบบเครือข่ายบุคลากร ทังฝ่ายผลิตและฝ่ายวิชาชีพ ให้มความเชือมโยง ้ ี ่ ทั้งในเชิงของกระบวนการเรียนการสอน กิจกรรม การฝึกทักษะวิชาชีพ การทำงานร่วมกับชุมชน ในท้องถิ่น เพื่อให้สถาบันผลิตบุคลากรมีระบบการสร้างบุคลากรให้เป็นทรัพยากรสำคัญต่อการ ทำงานสร้างเสริมสุขภาพ ๒. พัฒนาหรือสนับสนุนกลไกเพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำลังคน ด้านสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๙ ๓. พัฒนาเครือข่ายการสร้างเสริมสุขภาพของสถาบันการผลิตบุคลากรสายวิชาชีพต่างๆ โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคคลทั้ง ๔ มิติ พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนใน ๕ คณะวิชา และการทำงานร่วมกับชุมชนโดยใช้กระบวนการสร้างและจัดการความรู้เป็นสำคัญ
ตัวชี้วัด
๑. เกิดเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพระหว่างสถาบันการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ต่างๆ ร่วมกับภาคีและชุมชนในการดำเนินกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนมีระบบการดูแล สุขภาพในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยความร่วมมือกันระหว่างสถาบันผลิต บุคลากรวิชาชีพ และ ชุมชนในพื้นที่ ๒. กลุ่มสถาบันการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพทั้งห้าคณะ ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะสาธารณสุขศาสตร์ มีนโยบายและกระบวนการพัฒนานิสิต นักศึกษา และบุคลากรให้เป็นนักสร้างเสริมสุขภาพ อย่างเป็น รูปธรรม ตลอดจนปฏิบัติงานตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างน้อย ๒๕๐ คน ๓. เกิ ด ข้ อ เสนอเชิ ง นโยบายในการแก้ ไ ขปั ญ หากำลั ง คนด้ า นสุ ข ภาพ และการพั ฒ นา ศักยภาพขีดความสามารถของบุคลากรสาธารณสุขในระบบ รวมทั้งอาสาสมัครสาธารณสุข ด้วย กระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างน้อย ๕ เรื่อง ๔. เกิดการปรับเปลียนโยบาย การเรียนการสอน ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร เพือเสริมสร้าง ่ ่ สุขภาวะทางกาย จิต ปัญญา และสังคมในกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาทั้ง ๕ คณะ รวมทั้งมีการ สังเคราะห์ถอดบทเรียนประสบการณ์การสร้างเสริมสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ไข ปัญหาสุขภาพในชุมชน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
240
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ภาคีหลัก
กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สถาบันการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพทั้ง ๕ สาขา วิชา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชมรมและสมาคมวิชาชีพต่างๆ
๓. กลุ่มแผนงานการสร้างและการจัดการความรู้
เป้าหมาย
๑. ยกระดับขีดความสามารถในการทำงานของหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่ทุกระดับ ให้มี การจัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านการถอดบทเรียน ประสบการณ์ โดยครอบคลุมเครือข่ายบุคลากร สุขภาพทุกวิชาชีพ ๒. ผลักดันให้เกิดการขยายตัวของระบบบริการสุขภาพในระดับชุมชนผ่านระบบบริการ ในแต่ละพื้นที่ ที่ประชาชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงโดยเน้นความร่วมมือ จากการพัฒนาองค์ความรู้ไปสู่การเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง ๓. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในระดับเครือข่ายของการดำเนินงานในระบบบริการสุขภาพ ด้วยกระบวนการต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของเครือข่าย ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ อย่างต่อเนื่อง
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อพัฒนากระบวนการสร้างและการจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพ ผ่ า นระบบบริ การสุ ข ภาพอย่ า งมี ร ะบบด้ ว ยวิ ธี การและรู ป แบบต่ า งๆ ที่ เ หมาะสมในแต่ ล ะพื้ น ที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตได้อย่างมีสมดุล ๒. เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ทำงานของเครือข่าย ให้ได้ทราบถึง ปัจจัยความสำเร็จและอุปสรรคที่สำคัญในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพร่วมกันกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางการทำงาน
๑. พัฒนากระบวนการและกลไกในการสร้างองค์ความรู้ การจัดการความรู้ และสังเคราะห์ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในเครือข่ายบุคลากรและชุมชน ๒. สร้างและจัดการความรู้ด้านระบบริการสุขภาพในท้องถิ่นที่มีรูปแบบเหมาะสมในแต่ละ พื้นที่ และจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีระดับต่างๆ ๓. พัฒนาและส่งเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายทั้งระดับปัจเจกและชุมชนเพื่อการสร้าง เสริมสุขภาพในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมให้มีระบบการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายต่างๆ ๔. ขยายช่องทางการเผยแพร่ความรู้เพื่อนำรูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการ สุขภาพไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมและประชาชนเข้าถึงได้ง่าย
ตัวชี้วัด
241
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. มีต้นแบบ ผลงานวิชาการหรือชุดความรู้เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบ บริการสุขภาพระดับชุมชนครบทุกประเด็นอย่างน้อย ๓๕ เรื่อง ๒. มีข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพการจัดการบุคลากรสุขภาพทั้งการ สร้างและจัดการความรู้ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดัน อันจะนำไปสู่การ จัดการทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรในท้องถิ่น อย่างน้อย ๑ เรื่อง ๓. มีนวัตกรรมและรูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพที่ได้จากการศึกษาวิจัยในพื้นที่ การถอด บทเรียน เพื่อการดูแลตนเองของผู้ป่วย และเป็นผู้ให้การดูแลอย่างถูกต้องและเหมาะสม ๔. มีระบบการสร้างและจัดการความรู้เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพในพื้นที่และชุมชน อย่างเป็นรูปธรรมในทุกภูมิภาค รวมถึงมีระบบเครือข่ายฐานข้อมูลทรัพยากรชุมชน และทรัพยากร ในท้องถิ่นที่สามารถนำมาใช้ได้ทันการณ์ ๕. มีกลไกการสร้างแรงจูงใจในการทำงานบริการสุขภาพของบุคลากรที่เอื้อต่อการพัฒนางาน และพัฒนาตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภาคีหลัก
กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพ แห่ ง ชาติ สถาบั นวิ จั ย และพั ฒ นาระบบสุ ข ภาพชุ ม ชน สถาบั นวิ จั ย ระบบสาธารณสุ ข สถาบั น การศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพทั้ง ๕ สาขาวิชา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานบริการ สาธารณสุข
๔. กลุ่มแผนงานการพัฒนาระบบกลไกการจัดการบริการสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคในรูปแบบต่าง ๆ
เป้าหมาย
ประชาชนได้รับบริการสุขภาพในรูปแบบการบริการที่มีประสิทธิภาพ เท่าเทียม ในรูปแบบ ต่างๆ ที่หลากหลาย และได้รับการป้องกันและควบคุมโรคอย่างมีมาตรฐาน โดยการดำเนินงานสร้าง เสริมสุขภาพร่วมกันระหว่างองค์กรหลักที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ
วัตถุประสงค์
242
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เพื่อเชื่อมโยง ประสาน และบูรณาการ งานสร้างเสริมสุขภาพและการปฏิรูประบบสุขภาพ ของภาคีด้านสุขภาพ ทั้งในเชิงประเด็นและพื้นที่ ในหน่วยบริการ องค์กร ชุมชน และสังคม ๒. เพื่ อ พั ฒ นาระบบและกลไกการจั ด ระบบบริ การสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพ และป้ อ งกั น โรค ในรูปแบบต่างๆ โดยเชื่อมโยงองค์กรภาคีและเครือข่ายสุขภาพ ในการขับเคลื่อนสังคม รวมถึงการ พัฒนาโครงสร้างและกลไกที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ๓. สนับสนุนการสร้าง/จัดการ/เผยแพร่ความรู้ การพัฒนาการวิจัยต้นแบบและนวัตกรรม การสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย และข้อเสนอการปรับระบบ/โครงสร้างการจัดการ
แนวทางการดำเนินงาน
๑. เชือมโยง ประสาน และบูรณาการการทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมกับองค์กรหลัก ่ ที่ ท ำงานด้ า นสุ ข ภาพ เพื่ อ ร่ ว มขั บ เคลื่ อ นให้ เ กิ ด การพั ฒ นากลไกการจั ด การบริ การสร้ า งเสริ ม สุขภาพ และการป้องกันโรคในรูปแบบต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และทุกกลุ่มเป้าหมาย ๒. สนับสนุนการพัฒนากลไกการจัดระบบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในลักษณะ ของการร่วมมือกับเจ้าภาพหลัก และอาจขยายความร่วมมือไปยังองค์กรที่รับผิดชอบกองทุนสุขภาพ อื่นๆ เช่น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม ๓. สนับสนุนการดำเนินงาน ที่ช่วยพัฒนาระบบกลไกการจัดการบริการสร้างเสริมสุขภาพใน รูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น การยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อตอบสนองความ ต้องการของประชาชนอย่างเป็นธรรม และเท่าเทียม
๔. สร้าง/จัดการ/เผยแพร่ความรู้ โดยมุ่งให้เกิดการขยายพื้นที่ทางปัญญา ในการสร้าง เสริมสุขภาพ ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศ รวมถึงการขับเคลื่อนและขยายเครือข่ายทาง สังคม โดยมุ่งให้เกิดการขยายพื้นที่ทางสังคม และสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการสร้าง เสริมสุขภาพ ๕. พัฒนานโยบาย/ระบบ/โครงสร้างและกลไก โดยมุ่งให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมจาก ทุกภาคส่วนในการดำเนินงาน บนพื้นฐานขององค์ความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสม ตลอดจนเน้นการ ขับเคลื่อนที่ก่อให้เกิดการพัฒนากระบวนการพัฒนาสุขภาวะทางจิต-ปัญญา
ตัวชี้วัด
๑. เกิดความร่วมมือกับองค์กรหลักที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการสุขภาพ อย่างน้อย ๒ องค์กร ๒. เกิดการร่วมขับเคลื่อนและผลักดันนโยบายสาธารณะร่วมกับองค์กรหลักในระบบบริการ สุขภาพอย่างน้อย ๒ ประเด็น ๓. เกิดรูปแบบในการพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพ อย่างน้อย ๒ รูปแบบ โดยเฉพาะรูปแบบ การให้บริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพและเข้าถึงประชาชนทุกระดับ และการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ๔. เกิดชุดความรู้ที่จำเป็นต่อการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกันระหว่างองค์กรภาครัฐและกองทุน สุขภาพอื่นๆ จำนวน ๑๐ เรื่องต่อปี ๕. เกิดกระบวนการ/แนวทางการพัฒนามิติทางจิต-ปัญญา ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและ ป้องกันโรค รวมทั้งการแก้ไขปัญหาสุขภาวะต่างๆ ของประชาชน ตลอดจนการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม/จรรยาบรรณของบุคลากรสุขภาพ ในการดูแลสุขภาพของประชาชนและชุมชน
ภาคีหลัก
243
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานประกันสังคม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรสาธารณประโยชน์ ชมรมและสมาคมวิชาชีพต่างๆ
แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุน
เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ
ความเป็นมาและแนวคิด การสร้างเสริมสุขภาพดำเนินการอยู่โดยหน่วยงาน “เจ้าของเรื่อง” หลายหน่วยงานทั้งในและ นอกภาครัฐ อันรวมเรียกว่า “ระบบสุขภาพ” สสส. เป็นกลไกหนึ่งในระบบสุขภาพดังกล่าว ภารกิจ ของ สสส. คือการสนับสนุนให้ “กลไก” สำคัญๆ ในระบบสุขภาพสามารถดำเนินงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สามารถยังประโยชน์ไปสู่ประชาชนได้มากยิ่งขึ้น สสส. จึงได้ให้ความสำคัญกับแผน พัฒนาระบบและกลไกสนับสนุน เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ โดยเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของ แผนหลักติดต่อกันมาแล้ว ๗ ปี ระบบสุขภาพตามวิสัยทัศน์ของ สสส. ประกอบด้วยหลายหน่วยงานที่ปฏิบัติงานเสริมหนุน ซึ่งกันและกันเป็นเครือข่าย ส่วนหนึ่งของแผนนี้จึงมุ่งพัฒนาหรือส่งเสริมกลไกพื้นฐานที่หน่วยงาน เครือข่ายจะสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน จนสามารถดำเนินภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ระบบการประเมินผลสำเร็จของนโยบาย/มาตรการต่างๆ กลไก พัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ กลไก การจัดการความรู้ที่หน่วยงานสมัครใจร่วมพัฒนา กลไกการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศ เป็นต้น อีกส่วนหนึ่งของแผนมุ่งเน้นการพัฒนาระบบและกลไกของ สสส. เองซึ่งรวมถึงภาคี เครือข่ายซึ่งถือเป็นผู้ปฏิบัติการจริงในโครงการและกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เช่น บุคลากร ระบบ สารสนเทศ กระบวนการสร้างความรู้ และชุดความรู้ การติดตามประเมินผล เป็นต้น ในระยะที่ผ่านมาแผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพได้ดำเนินงาน ผ่านแผนงานหลายแผนงาน โดยพยายามสนับสนุนการทำงานในภาพรวมของระบบสุขภาพ เช่น การพัฒนาแผนงาน/โครงการเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และคณะกรรมการกองทุนฯ รวมทั้ง การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของสังคม (current issues) ได้อย่างคล่องตัวและทันท่วงที อาทิ การรับมือ กับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ๒๐๐๙ การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากภาวะวิกฤต เศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหา มาบตาพุด การเสริมสร้างกิจการเพื่อสังคม การเสริมสร้างธรรมาภิบาล
๑๓
245
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ทางสังคม เป็นต้น ทั้งนี้โดยมักริเริ่มจากปัจจัยความจำเป็น และ/หรือความพร้อมของภาคีเจ้าของ เรื่องนั้นๆ ในปัจจุบันเมื่อจำนวนแผนงานต่างๆ มีมากขึ้น สสส. จึงเห็นควรให้มีการจัดลำดับ ความสำคัญและส่งเสริมให้แผนงานต่างๆ ดำเนินงานในเชิงบูรณาการร่วมกันมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้รวมถึง การวิเคราะห์และจัดทำแผนที่ (mapping) ภาพรวมการดำเนินงานของแผนงานต่างๆ ในระบบ สุขภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ภาคีสามารถเชื่อมโยง และต่อยอดการดำเนินงานระหว่างกันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถค้นพบประเด็นสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกัน ต่อไป
246
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระบวนการปรับปรุงแผน คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๗ ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนสถานการณ์ เป้าหมายและตัวชี้วัด โดยได้ข้อสรุปแนวทางการปรับแผนพัฒนาระบบ และกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ที่สอดคล้องตามนโยบายการปรับปรุงแผนหลัก ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ ดังนี้ ๑. บทบาทภาพรวมของแผน ทิศทาง แนวทาง และเป้าหมายการทำงานของแผนในช่วงปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ เน้นการเพิ่ม ศักยภาพการดำเนินงานจากเป้าประสงค์เดิมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนา องค์ความรู้ ในเชิงบวกและสร้างสรรค์ การส่งเสริมการนำองค์ความรู้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และเครื่องมือต่างๆ มาใช้สนับสนุนการดำเนินงานของแผนงาน/ โครงการต่างๆ ของ สสส. และภาคี เครือข่ายต่างๆ ๒. จุดเน้นการเปลี่ยนแปลงในปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ ๑) สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะผ่านระบบและกลไกต่างๆ อย่างมีสมดุลทั้งมิติทางกาย จิต ปัญญา และสังคม ๒) สนับสนุนการขับเคลื่อนแนวคิดการปฏิรูปประเทศไทยโดยมีส่วนร่วมในการเสนอข้อมูล วิชาการ สถานการณ์ของประเด็นปัญหา รวมทังจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพือร่วมสร้าง ้ ่ ประเทศไทยให้น่าอยู่ ๓) สนั บ สนุ น การดำเนิ น งานให้ ส อดคล้ อ งกั บ ธรรมนู ญ ว่ า ด้ ว ยระบบสุ ข ภาพแห่ ง ชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ๔) บูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรหรือแผนงานในลักษณะภาคีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในเชิงประเด็นหรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกัน ๕) สนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ ในเชิงบวกและสร้างสรรค์ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพ และสมรรถนะระดับ บุค คล/องค์กรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ผ่านกลไกการจั ด เวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Best Practice + ประสบการณ์) การพัฒนาระบบฐานข้อมูล และ เทคโนโลยีสารสนเทศ
๖) ทบทวนการดำเนินงานของทุกแผนงานให้สามารถสนับสนุนการดำเนินงานของ สสส. และภาคี/เครือข่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ๗) เพิ่มการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์การทำงานของแผนงานต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ เชื่อมโยง การทำงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงการให้บริการข้อมูล ระบบ สารสนเทศ และเว็บไซต์ที่มีการพัฒนาไว้แล้ว
หลักการดำเนินงาน แผนนี้สนับสนุนการพัฒนาระบบ กลไก และการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะ ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างแผนด้วยการพัฒนาเครื่องมือ กลไก กระบวนการ และองค์ ความรู้ต่างๆ เพื่อให้ทุกแผนของ สสส. และภาคีเครือข่าย สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน แผนภาพที่ ๑ แนวทางการดำเนินงานของแผน
แผนเชิง ประเด็น แผน สนับสนุน แผนเชิง กลุ่มประชากร แผนเชิง องค์กร
247
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กลไกความรู้ กลไกนโยบาย กลไกสังคม กลไกพัฒนาสมรรถนะ กลไกการจัดการองค์กร
แผนเชิง พื้นที่
เป้าประสงค์ บุคลากร สสส. ภาคีเครือข่าย และภาคีเจ้าของเรื่องได้รับการสนับสนุนข้อมูล ความรู้ และ กลไกสนั บ สนุ น การทำงานอย่ า งเป็ น ระบบ ต่ อ เนื่ อ ง ทำให้ ส ามารถสร้ า งสรรค์ แ ละจั ด การงาน สร้างเสริมสุขภาวะ แก่สังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ในเชิงบวกและสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ การใช้ประโยชน์ และการรู้เท่าทันสังคม
๒. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือ สนับสนุน การทำงาน การจัดการความรู้ และการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ สสส. และ ภาคีเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ๓. เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างมีส่วนร่วม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน เสริมสร้างสุขภาวะอย่างเป็นรูปธรรม ๔. เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและกลไกขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อส่งเสริมการ พัฒนา อย่างยั่งยืน การเสริมสร้างธรรมาภิบาล และแก้ไขปัญหา/ประเด็นเร่งด่วนของ สังคม (current issues) ๕. เพื่อบริหารจัดการความสัม พันธ์ และพัฒนาสมรรถนะบุคลากรของ สสส. และภาคี เครือข่ายให้สามารถดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ๖. เพื่อพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานขององค์กร รวมทั้งระบบสนับสนุนต่างๆ เพื่อเป็น กลไกในการสนับสนุนการดำเนินงานของ สสส. และภาคีเครือข่ายให้สามารถดำเนินงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
248
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แนวทางการดำเนินงาน ๑. กลุ่มกลไกการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการจัดการความรู ้ ๑) สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ โดยมุ่งไปที่การสนับสนุนงานวิจัยเชิงประยุกต์ ที่เน้นการใช้ประโยชน์ เช่น งานวิจัยเพื่อพัฒนาสุขภาพหรือวางแผนแก้ปัญหาในพื้นที่ งานวิจัยเชิงกลยุทธ์ การประเมินเทคโนโลยีและนโยบายเพื่อการลงทุนด้านสุขภาพ เป็นต้น ๒) สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ในด้านการถอดบทเรียน และการพัฒนาองค์ความรู้ใน การบริหารจัดการ/แก้ ไขปัญหาเร่งด่วนของสังคม รวมทั้งสนับสนุนการขับเคลื่อน แนวคิดการปฏิรูปประเทศไทย ๓) สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในเชิงบวกและสร้างสรรค์ เช่น การสร้าง อินเทอร์เน็ตสีขาว การสร้างเครือข่ายห้องสมุดดิจิตอล เป็นต้น ๔) สนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ระบบข้อมูล ข่ า วสารด้ า นสุ ข ภาพ ระบบการจั ด การความรู้ ด้ า นสุ ข ภาวะออนไลน์ ฐานข้ อ มู ล การประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ เพือเป็นเครืองมือสนับสนุนการจัดการ ่ ่ ความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การรู้เท่าทันสังคม และการพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้อง กับมาตรฐานการใช้ ICT เพื่อสร้างเสริมปัญญา ๕) การพัฒนาระบบเว็บไซต์ขององค์กร พร้อมทั้งการจัดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง สสส. และภาคีเครือข่าย เพือให้มประสิทธิภาพในการสือสาร รวมถึงการวางยุทธศาสตร์ ่ ี ่ การบริหารการจัดการข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ facebook, twitter, blog
๖) การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ สสส. และ ภาคีเครือข่าย เช่น การให้บริการเซิร์ฟเวอร์ (server) การให้บริการเว็บไซต์ (web service) การเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูล/ เว็บไซต์ (weblink) การให้บริการระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล/องค์ความรู้ (การให้ บริการข้อมูลข่าวสารผ่านระบบ SMS/ เครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ (social media) เป็นต้น ๒. กลุ่มกลไกการพัฒนานโยบายและกลไกสาธารณะ ๑) สนับสนุนเครือข่ายวิชาการและสถาบันอุดมศึกษาในการมีบทบาทนำในการสร้าง นโยบายสาธารณะในระดับชาติและระดับท้องถินโดยใช้องค์ความรูทางวิชาการเป็นพืนฐาน ่ ้ ้ ๒) สนับสนุนการพัฒนากลไกหรือกระบวนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ อย่างมีส่วนร่วม และสนับสนุนการใช้เวทีสมัชชาสุขภาพระดับพื้นที่ สมัชชาสุขภาพ เฉพาะประเด็น และสมัชชาสุขภาพระดับชาติ เป็นช่องทางในการขับเคลื่อนนโยบาย สาธารณะ ๓) สนับสนุนการสร้างเสริมสิทธิ เสรีภาพ และการมีสวนร่วมของประชาชน ตามบทบัญญัติ ่ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชนในการเสนอ ร่างกฎหมายและนโยบายสาธารณะ รวมถึงการดำเนินการอืนๆ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ่ เพื่อสร้างเสริม สุขภาวะของบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม ๔) สนับสนุนการทำงานร่วมกับกลไกนโยบายระดับชาติ หรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาหรือผลักดันนโยบาย เช่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา สถาบัน พระปกเกล้า คณะกรรมาธิการสาธารณสุข เพือการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาวะ ่ ๕) สนับสนุนเครือข่ายสื่อสารมวลชน ให้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายสาธารณะ และเผยแพร่ ข้ อ มู ล การดำเนิ น งานขององค์ กร และภาคี เ ครื อ ข่ า ย เพื่ อ สร้ า งแรง สนับสนุนและความเข้าใจในประเด็นสุขภาวะ ๓. กลุ่มสนับสนุนการพัฒนากลไกทางสังคม ๑) สนั บ สนุ น การพั ฒ นากลไกเสริ ม สร้ า งธรรมาภิ บ าลและความเป็ น ธรรมทางสั ง คม เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนตามแนวคิดปฏิรูปประเทศไทย ๒) สนับสนุนการพัฒนากลไกสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และ การแก้ไขปัญหา/ประเด็นเร่งด่วน (current issues) ของสังคม ๓) สนับสนุนการพัฒนากลไกขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์/นวัตกรรมทางสังคม (social innovation) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
249
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔) สนับสนุนการบูรณาการดำเนินงานในเชิงประเด็นที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบ ต่อสังคมในวงกว้าง โดยกลไกการบริหารจัดการแบบกลุมแผนงาน (cluster management) ่ ๔. กลุ่มกลไกพัฒนาสมรรถนะและบริหารจัดการความสัมพันธ์ภาคีและบุคลากร ๑) สนั บ สนุ น การพั ฒ นาสมรรถนะในประเด็ น ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การขั บ เคลื่ อ นงานสร้ า ง สุขภาวะทังในและต่างประเทศให้แก่บคลากร สสส. ภาคีเครือข่าย และภาคีเจ้าของเรือง ้ ุ ่ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล ๒) บริหารจัดการความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกับภาคีเครือข่ายผ่านกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ และพัฒนาระบบกลไกสนับสนุนภาคีทั้งในเรื่องกระบวนการทำงานและวิชาการ ๓) พัฒนาความร่วมมือและสร้างเครือข่ายสุขภาวะในระดับสากล ๕. กลุ่มกลไกการสนับสนุนการจัดการขององค์กร ๑) วิเคระห์ข้อมูลทางวิชาการ ประสานงาน และพัฒนาการจัดทำแผนทั้งระยะสั้นและ แผนระยะยาว ได้แก่แผนหลัก ๓ ปี สสส. หรือ แผนระยะยาวอืนซึงเป็นแผนยุทธศาสตร์ ่ ่ และแผนปฏิบัติงาน ๑ ปี ขององค์กร และรวมทั้งการกำกับดูและรายงานผลการอนุมัติ และเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผนเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานสนับสนุน ทุนบรรลุตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๒) พัฒนาและประสานงานเพื่อจัดทำระบบ เครื่องมือ กลไกการสนับสนุนการทำงาน ในภาพรวมขององค์กร หรือภาคีเครือข่าย อาทิเช่น ระบบการควบคุมภายใน การเงิน บัญชีพัสดุ การสนับสนุนทุน การตรวจสอบภายในองค์กร สสส. และรวมถึงระบบการ ติดตามพัฒนา และตรวจสอบโครงการที่ดำเนินงานโดยภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้เกิด ระบบควบคุมภายในที่ดีและเป็นไปตามมาตรฐานและหลักสากล มีความโปร่งใส คุ้มค่า และเป็นที่ยอมรับของสังคมเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามยุทธศาสตร์และเป้าหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ ๓) ปรับปรุงและพัฒนาระบบงานและข้อมูลด้านการติดตามประเมินผล และการจัดให้มี การรายงานผลการดำเนินงานของแผนงาน โครงการและรวมถึงองค์กร สสส. ตามตัว ชี้วัด เพื่อแสดงความรับผิดชอบการดำเนินงานต่อสังคม ๔) ประเมินและจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงขององค์กร การจัดการความรู้เรื่องความเสี่ยง ตามลักษณะความเสี่ยง และการจัดทำมาตรการบริหารความเสี่ยงที่ยังหลงเหลืออยู่ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงขององค์กร และของโครงการต่างๆ ดำเนินการเป็น ส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงาน และถือเป็นเป็นวัฒนธรรมขององค์กรต่อไป ๕) ปรับปรุงและพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศ ให้มีโครงสร้างด้านเทคโนโลยี ที่มีความทันสมัย ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และมีระบบสารสนเทศที่มีเอกภาพ
250
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สามารถรองรับและสนับสนุนงานของภาคีเครือข่ายและงานภายในองค์กร ได้อย่างมี เหมาะสมและสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจของผู้บริหารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
ตัวชี้วัด ๑. เกิดการพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศ และสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายนำข้อมูลไปใช้ ประโยชน์ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทั้งในเชิงนโยบาย เชิงประเด็น และ เชิงพื้นที่ อย่างน้อย ๒ เรื่อง ๒. เกิดผลงานวิจัย ชุดความรู้ เอกสารวิชาการ แผนการดำเนินงาน คู่มือ ต้นแบบหรือ แนวปฏิบัต ที่ดีที่ได้จากการศึกษาวิจัย รวมถึงสรุปบทเรียน/ประสบการณ์ความรู หรือการแลกเปลี่ยน ้ ประสบการณ์ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ อย่างน้อย ๒๐ เรื่อง ๓. เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับนานาชาติ ระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับ สุขภาวะ และเกิดร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะ อย่างน้อย ๑๘เรื่อง/ฉบับ โดยมีความรู้ทางวิชาการเป็นพื้นฐานและผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วน ๔. ปัญหาเร่งด่วนและประเด็นที่สังคมให้ความสนใจในวงกว้างได้รับการจัดการอย่างทันท่วงที อย่างน้อย ๒ เรื่อง โดยผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๕. เกิดกลไก เครื่องมือ หรือเครือข่ายในการส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคม การแก้ไขปัญหา ความไม่เป็นธรรม หรือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรม เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ ทางสังคม อย่างน้อย ๑ เรื่อง ๖. เกิดแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ แผนบริหารความเสี่ยง และแผนการตรวจสอบ ประจำปี และรายงานผลการประเมินตามตัวชี้วัดขององค์กร โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของ ทุกภาคส่วน ๗. ร้อยละ ๗๐ ของบุคลากร สสส. โดยรวมมีสมรรถนะเพิ่มขึ้นโดยการเข้าร่วมกิจกรรมและ โครงการเสริมหนุนการพัฒนาสมรรถนะอย่างเหมาะสมต่อเนื่อง เช่น โครงการพัฒนาทักษะวิชาการ ทักษะ การบริหารจัดการงาน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์กร เป็นต้น ๘. การพั ฒ นาระบบเทคโนโลยี ส ารสนเทศที่ ส ามารถรองรั บ ภารกิ จ หลั ก ของ สสส. ได้ ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๘๐ ๙. เกิ ด ภาคี เ ครื อ ข่ า ยด้ า นสื่ อ สารมวลชน ที่ ร่ ว มผลั ก ดั น และพั ฒ นาการเผยแพร่ ป ระเด็ น สุขภาวะอย่างมีประสิทฺธิภาพ ไม่น้อยกว่า ๔ แห่ง
251
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ภาคีหลัก กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมาธิการสาธารณสุข องค์กรนิติบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ มหาวิทยาลัยต่างๆ หน่วยงานเจ้าของข้อมูล สื่อสาร มวลชนและองค์กรภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. ในทุกแผน การบริหารจัดการแผน ๑. กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารแผน คณะ ๗ โดยสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบ สุขภาพและระบบบริการ (สำนัก ๗) ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ และบริหารจัดการ แผนภาพรวม และมีสำนักพัฒนายุทธศาสตร์ แผนและสมรรถนะ (สำนัก ๘) รับผิดชอบกลุมแผนงาน ่ กลไกสนับสนุนการจัดการองค์กรเป็นหลัก และสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์ (สำนัก ๙) รับผิดชอบ บริ ห ารกลุ่ ม กลไกพั ฒ นาสมรรถนะและสนั บ สนุ น บุ ค ลากรเป็ น หลั ก ฝ่ า ยบั ญ ชี แ ละการเงิ น ฝ่ายสื่อสารองค์กร ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน ๒. ความก้าวหน้าดำเนินการของแผน/แผนงาน ๑) จัดให้แนวทางการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการร่วมกับภาคี อาทิ การเข้าประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทาง การดูงานในพื้นที การนำเสนอความ ่ ก้าวหน้าแผนงานต่อคณะกรรมการบริหารแผนอย่างน้อยปีละครั้ง ๒) จัดให้มีระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงงานมากขึ้น โดยจัดให้การแลกเปลี่ยน เรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระบบปกติ และระบบดิจิตอล งบประมาณ
กลุ่มแผนงานหลัก ๑. กลุ่มกลไกการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการจัดการความรู้ ๒. กลุ่มกลไกการพัฒนานโยบายและกลไกสาธารณะ ๓. กลุ่มสนับสนุนการพัฒนากลไกทางสังคม ๔. กลุ่มกลไกพัฒนาสมรรถนะและ บริหารจัดการความสัมพันธ์ภาคีและบุคลากร ๕. กลุ่มกลไกการสนับสนุนการจัดการขององค์กร รวม งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๑๔๐ ๑๒๐ ๑๐๐ ๙๐ ๘๐ ๗๐ ๘๖ ๖๐ ๕๐ ๘๕ ๗๐ ๗๐ ๗๑ ๔๕ ๔๐ ๔๗๒ ๓๗๕ ๓๓๐
252
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
รายละเอียดกลุ่มแผนงาน ๑. กลุ่มแผนงานพัฒนาองค์ความรู เทคโนโลยีสารสนเทศ และการจัดการความรู้ ้
เป้าหมาย
ภาคี/เครือข่าย ผู้สนใจทั่วไป และบุคลากร สสส.ได้รับประโยชน์จากระบบข้อมูล สารสนเทศ ผลการศึกษาวิจัย องค์ความรู้ การถอดบทเรียน การจัดการความรู้ เพื่อการขับเคลื่อนงานสุขภาวะ
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพที่ตอบสนองต่อความจำเป็น และความต้องการ ในตัวชี้วัดของการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาระบบสุขภาพตั้งแต่ระดับชาติ ถึงระดับพื้นที โดยมี ่ การพัฒนากลไกที่ต่อเนื่อง อิสระและคล่องตัว และดำเนินการในลักษณะการพัฒนาและเชื่อมโยงภาคี ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ๒. เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่สามารถใช้พื้นที่ใหม่ในโลกดิจิตอลเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ และภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะสามารถใช้ ICT เป็นเครื่องมือ เพื่อการสร้างเสริมปัญญา ในการพัฒนาต่อยอดงานของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๓. เพื่ อ สนั บ สนุ น การวิ จั ย เพื่ อ พั ฒ นาสุ ข ภาพในระดั บ พื้ น ที่ การวิ จั ย ในเชิ ง ป้ อ งกั น และ สร้างเสริมสุขภาพ การวิจัยและพัฒนาความรู้เพื่อการประเมินเทคโนโลยีในการสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค รวมถึงการประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนด้านสุขภาพ ๔. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะและขีดความสามารถของนักวิจัย ในการพัฒนางานวิจัย ด้านสุขภาพ ๕. เพื่อเพิ่มพื้นที่การสื่อสารการดำเนินงาน และเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการสร้างช่องทางการสื่อสารสองทางกับทุกภาคส่วน
แนวทางการดำเนินงาน
253
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. สนับสนุนกลไกการวิเคราะห์ การเชื่อมโยง และกลไกการใช้ประโยชน์ จากฐานข้อมูล สุขภาพที่มีอยู่แล้ว โดยขึ้นอยู่กับสถานภาพของระบบข้อมูลที่มีอยู่แล้ว โดยการเชื่อมโยงเครือข่าย ขับเคลื่อนกระบวนการในแต่ละเครือข่ายย่อย และประสานกับโครงการ ด้านข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ภายในประเทศและโครงการระหว่างประเทศ เพื่อเป็นดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ เช่น ดัชนีชี้วัดระดับชาติ ดัชนีชี้วัดความสุข ภายใต้ความร่วมมือของภาคีหลัก ควบคู่กับเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงาน/ นักวิชาการ ด้านข้อมูลข่าวสารสุขภาพ
254
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะ ในการพัฒนาองค์ความรู้เชิงนวัตกรรม ปรับสภาพแวดล้อมเชิงดิจิตอลให้มีสุขภาวะ โดยเริ่มที่อินเตอร์เน็ตปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับ เด็กเยาวชน เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่สามารถใช้พื้นที่ใหม่ในโลกดิจิตอล เสริมสร้างการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และพัฒนาต้นแบบระบบการสื่อสารข้อมูลความรู้อย่างมีสุขภาวะ รวมถึงการพัฒนาระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการ ที่ตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรและภาคี รวมถึงการจัดการความรู้ในระบบออนไลน์ ๓. สนับสนุนให้เกิดการสร้างองค์ความรู้/การวิจัยเพื่อการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและ ป้องกันโรค การประเมินเทคโนโลยีในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การประเมินความคุ้มค่า ในการลงทุนด้านสุขภาพ และเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ๔. สนับสนุนการพัฒนาระบบการบริหารงานวิจัยและควบคุมคุณภาพทางวิชาการมีการจัด ประชุมนำเสนอผลงาน และคัดเลือกผลงานเพื่อพัฒนาต่อยอดนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ๕. สนับสนุนให้เกิดกลไกการจัดการความรู้โดยเชื่อมโยงความรู้จากภาคีที่ผลิตวิชาการต่างๆ ในรูปแบบของเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูล และคลังข้อมูลวิชาการ พร้อมทั้งการแปรรูปความรู้มาใช้ ประโยชน์ ในการเผยแพร่ และเชื่อมโยงให้ภาคีปฏิบัติการมีการใช้ความรู้นำการทำงาน ๖. สนับสนุนให้เกิดการมีสวนร่วมจากทุกภาคส่วน ในการเสนอแนะการทำงาน การแลกเปลียน ่ ่ ความคิดเห็นกับองค์กร เพื่อนำไปสู่การพัฒนา
ตัวชี้วัด
๑. เกิดระบบและกลไกสนับสนุนการใช้ความรู้-จิตใจนำการทำงาน ได้แก่ การสร้างระบบ ข้อมูลพื้นฐานได้แก่ ระบบฐานข้อมูลสร้างเสริมสุขภาพ (ในส่วนความรู้) ฐานข้อมูลพื้นที่ต้นแบบ สร้างเสริมสุขภาพ ระบบฐานข้อมูลเครือข่าย สสส. และฐานข้อมูลด้านต่างประเทศ และสนับสนุนให้ ภาคีเกิดการพัฒนาระบบข้อมูลและการใช้สารสนเทศ และการเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาวะที่นำไปสู่ การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย เชิงประเด็น และเชิงพื้นที อย่างน้อย ๒ เรื่อง ่ ๒. เกิดชุดดัชนีชี้วัดสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านการยอมรับของภาคส่วนต่างๆ ในการใช้ เ พื่ อ ติดตามระบบสุขภาพ และรายงานสถานการณ์ด้านสุขภาพ สามารถนำไปใช้ในการขับเคลื่อนระบบ สุขภาพในภาพรวมและเฉพาะประเด็น ๓. เกิดฐานข้อมูลทางสุขภาพที่สามารถสืบค้นได้และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ท ี่ ทำงานขับเคลื่อนด้านสุขภาพและพัฒนาระบบสุขภาพ โดยบุคลากรด้านสุขภาพมีศักยภาพในด้าน การวิเคราะห์ และใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลสุขภาพ และภาคีและสื่อมวลชนได้รับข้อมูลข่าวสาร สุขภาพ ผ่านสื่อและช่องทางที่เข้าถึงได้และเหมาะสม ๔. เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการสร้างสื่อบนโลกออนไลน์ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเครือข่ายเด็ก เยาวชน ของชุมชนออนไลน์ ไทย ในการร่วมสร้างสุขภาวะบนโลกออนไลน์
เพื่อเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาต้นแบบการสื่อสารข้อมูลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ อย่างน้อย ๑ เรื่อง ๕. เกิ ด ผลงานวิ จั ย ชุ ด ความรู้ เอกสารวิ ช าการ ในเชิ ง ป้ อ งกั น และสร้ า งเสริ ม สุ ข ภาพ การประเมินเทคโนโลยี ในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และการประเมินความคุ้มค่าใน การลงทุนด้านสุขภาพ อย่างน้อย ๕ เรื่อง ๖. เกิดเครือข่ายนักวิจัยด้านสุขภาพที่มีสมรรถนะและความสามารถสูงขึ้น ๗. เกิ ด ความเข้ า ใจบริ บ ทขององค์ กร และภาคี เ ครื อ ข่ า ย ผ่ า นเครื อ ข่ า ยสั ง คมออนไลน์ ด้านสุขภาวะ
ภาคีหลัก
กระทรวงสาธารณสุ ข สำนั ก งานคณะกรรมการพั ฒ นาการเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ สถาบั นวิ จั ย และพั ฒ นาสุ ข ภาพภาคใต้ มหาวิ ท ยาลั ย สงขลานคริ น ทร์ สำนั ก งานสถิ ติ แ ห่ ง ชาติ สำนั ก งานหลั ก ประกั น สุ ข ภาพแห่ ง ชาติ โครงการประเมิ น เทคโนโลยี แ ละนโยบายด้ า นสุ ข ภาพ เครือข่ายข้อมูลเชิงประเด็น เครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่ใช้ ICT เพื่อสุขภาวะ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย มูลนิธิ อินเตอร์เน็ตเพื่อการพัฒนาไทย และภาคี สสส.
255
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. กลุ่มแผนงานพัฒนานโยบายและกลไกสาธารณะ
เป้าหมาย
ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายสาธารณะ และได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เกี่ยวกับสุขภาวะของบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม ตลอดจนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะและการพัฒนากฎหมาย
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสนับสนุนและพัฒนาความเข้มแข็งของกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ อย่างมีส่วน ร่วมผ่านเวทีนโยบายสาธารณะ ๒. เพื่อสนับสนุนการสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคพลเมือง ประชาชนด้วย การใช้ องค์ความรู้และปัญญา เพื่อให้เกิดกลไกและกระบวนการขับเคลื่อนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ ข้อบัญญัติท้องถิ่น และนโยบายสาธารณะโดยอาศัยกระบวนการนโยบายสาธารณะอย่างมี ส่วนร่วม ๓. เพื่อสนับสนุนการสร้างการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี ให้กับภาคีนโยบายต่างๆ ผ่านระบบการศึกษาทางการและที่ไม่เป็นทางการ
๔. เพื่ อ สนั บ สนุ น การทำงานร่ ว มกั บ กลไกนโยบายระดั บ ชาติ ระดั บ พื้ น ที หรื อ องค์ กรที่ ่ เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาหรือผลักดันนโยบาย เพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาวะ ๕. เพื่อสนับสนุนและสร้างภาคีเครือข่ายสื่อสารมวลชนที่เข้มแข็ง มีความรู้มีความเข้าใจใน ประเด็น สุขภาวะอย่างรอบด้าน
แนวทางการดำเนินงาน
256
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เชื่อมโยงและประสานองค์กรระดับนโยบาย สถาบันวิชาการ ภาคี/เครือข่าย ประชาสังคม โดยร่วมพัฒนาแนวคิด แนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณะ รวมถึงการขับเคลื่อนสังคม ๒. สนับสนุนการสร้างงานวิจัยหรืองานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ด ี ๓. สนับสนุนการเสริมสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของเครือข่ายวิชาการสถาบันอุดมศึกษา เครือข่ายภาคประชาชน เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะที่ด ี ๔. สนับสนุนการจัดเวทีนโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการวิพากษ์/แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอนโยบายสาธารณะ ร่างกฎหมาย เป็นต้น โดยใช้ความรู้ วิชาการเป็นฐานสนับสนุน ๕. สนับสนุนการสื่อสารสาธารณะหรือสื่อสารสังคม ระหว่างเครือข่ายไปสู่ประชาชน เพื่อสร้าง ความเข้าใจร่วมกัน และสร้างพลังในการขับเคลื่อนนโยบาย กฎหมาย ฯลฯ
ตัวชี้วัด
๑. เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาวะ โดยผ่านกระบวนการนโยบายสาธารณะ และการมี ส่วนร่วมของประชาชน อย่างน้อย ๑๕ เรื่อง ๒. เกิดการขับเคลื่อนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ ข้อบัญญัติท้องถิ่น และนโยบาย สาธารณะ โดยมีความรู้ทางวิชาการเป็นพื้นฐานอย่างน้อย ๓ เรื่อง โดย ผ่านการดำเนินงานของ ภาคี/เครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชนผ่านการดำเนินงานของ ภาคี/เครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน ๓. เกิดผลงานวิจัย ชุดความรู เอกสารวิชาการ ต้นแบบหรือแนวปฏิบัติที่ดีที่ได้จากการศึกษา ้ วิจัย รวมถึงสรุปบทเรียน/ประสบการณ์ ความรู อย่างน้อย ๕ เรื่อง ้ ๔. เกิดเครือข่ายนักวิชาการในกลุ่มสถาบันการศึกษาสนใจดำเนินการพัฒนานโยบายสาธารณะ ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น ๕. เกิดกลไกที่ภาคี/เครือข่ายระดับชาติหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือผลักดัน นโยบาย ให้ความสำคัญกับการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาวะมากขึ้น ๖. เกิดกลไกการทำงานร่วมกับสื่อสารมวลชนในเชิงลึก โดยกลุ่มสื่อสารมวลชนเป็นภาคีที่มี ส่วนร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
ภาคีหลัก
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สถาบันพระปกเกล้า มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต
๓. กลุ่มแผนงานสนับสนุนพัฒนากลไกทางสังคม
เป้าหมาย
ปัญหาสังคมในประเด็นที่เกี่ยวข้องได้รับการแก้ไข/จัดการให้มีความรุนแรงน้อยลงทั้งทางตรง และทางอ้อม ตลอดจนมีการป้องกันหรือสร้างปัจจัยบวกให้เกิดสุขภาวะทางสังคมมากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสนับสนุนให้เกิดกลไก เครื่องมือ หรือเครือข่ายในการส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคม การแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรม การแก้ไขความขัดแย้ง การเฝ้าระวังทางสังคม หรือการเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรม เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางสังคม ๒. เพื่อสนับสนุนการพัฒนากลไกการสร้างผู้นำด้านสุขภาวะรุ่นใหม่ที่มีหัวใจของความเป็น มนุษย์ มีคุณธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ๓. เพื่อสนับสนุนการรองรับและจัดการประเด็นสุขภาพที่เป็นปัญหาเร่งด่วน๔๐และมีผลกระทบ ต่อสังคมในวงกว้างได้อย่างทันสถานการณ์ ๔. เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะคนไทย โดยมีการ ทำงานร่วมกับภาคี สสส.
แนวทางการดำเนินงาน
257
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. สนับสนุนการศึกษา รวบรวม สังเคราะห์ข้อมูล และประมวลผลองค์ความรู้เกี่ยวกับการ แก้ไข ระบบยุติธรรม ปัญหาความไม่เป็นธรรม การแก้ไขความขัดแย้ง การเฝ้าระวังทางสังคม หรือ การเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรม
ปัญหาเร่งด่วน หมายถึง ประเด็นที่เป็นนโยบายจากคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพมอบหมาย ให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน หรือเป็นประเด็นทางสังคมที่ต้องมีการดำเนินอย่างเร่งด่วน แต่ยังไม่มีแผนงานรองรับ หรือดำเนินการร่วมกับแผนงานที่มีความเชื่อมโยงกัน
๔๐
๒. เชื่อมโยงภาคีที่มีความรู้/ประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม การแก้ไขความขัดแย้ง เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับภารกิจของ สสส. ๓. สนับสนุนกระบวนการสร้างหลักสูตรพัฒนาผู้นำด้านสุขภาวะรุ่นใหม่ รวมทั้งการดำเนินการ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างผู้นำด้านสุขภาวะที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ มีคุณธรรม และ มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประชาชน ๔. สนับสนุนการพัฒนากลไก เครื่องมือ การสื่อสารสาธารณะ การจัดทำแผนการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน/ระยะยาว ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการรองรับและจัดการประเด็นสุขภาพที่ เป็นปัญหาเร่งด่วน ๕. สนับสนุนการจัดเวทีวิชาการของภาคี สสส. เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูป ประเทศไทย เพื่อสุขภาวะคนไทยในภาพรวม
ตัวชี้วัด
258
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เกิดชุดความรู/้ แผนการดำเนินงานเกียวกับการแก้ไขปัญหาระบบยุตธรรม ความไม่เป็นธรรม ่ ิ ความขัดแย้ง หรือการเฝ้าระวังทางสังคม อย่างน้อย ๒ เรื่อง ๒. เกิดกลไก เครื่องมือ หรือเครือข่ายในการส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคม การแก้ไขปัญหา ความไม่เป็นธรรม หรือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรม เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ ทางสังคม อย่างน้อย ๑ เรื่อง ๓. เกิดผูนำด้านสุขภาวะรุนใหม่ทมหวใจของความเป็นมนุษย์ มีคณธรรม และมีความรับผิดชอบ ้ ่ ี่ ี ั ุ ต่อสังคม ๔. ปัญหาเร่งด่วนและประเด็นที่สังคมให้ความสนใจในวงกว้างได้รับการจัดการอย่างทันท่วงที อย่างน้อย ๒ เรื่อง โดยผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๕. เกิดการทำงานอย่างเป็นกระบวนการร่วมกันของภาคี สสส. ในเรื่องการขับเคลื่อนการ ปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะคนไทย
ภาคีหลัก
กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม สถาบันพระปกเกล้า สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เครือข่ายเฝ้าระวังเฉพาะเรื่อง เครือข่ายสื่อสารและรณรงค์เผยแพร่
๔. กลุ่มกลไกพัฒนาสมรรถนะและบริหารจัดการความสัมพันธ์ภาคีและบุคลากร
เป้าหมาย
เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์การสร้างเสริมสุขภาพ “คนไทยมีสุขภาวะยั่งยืน” จึงจำเป็นต้องพัฒนา สมรรถนะหรือขีดความสามารถของ สสส. และภาคีให้อยู่ในระดับสูง โดยการทำงานของ สสส. และ ภาคีเครือข่ายตั้งอยู่บนหลัก “ความรู้-จิตใจ นำการทำงาน” หรือการทำงานอย่างมีความสุขบนฐาน ความรู้และ สติปัญญา การทำงานร่วมกันนี้ภาคีเครือข่ายจะมีบทบาทสำคัญทั้งต่อการขับเคลื่อนงาน และสนับสนุน สสส. ให้สามารถทำงานต่อไปในระยะยาว
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อพัฒนาสมรรถนะการทำงานของบุคลากร สสส. และภาคีเครือข่าย ให้มีความเข้มแข็ง และความพร้อมที่จะใช้ความรู้-จิตใจขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ ๒. เพื่อบริหารจัดการให้เกิดกลไกสนับสนุนการทำงานและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง สสส. และภาคีเครือข่าย ๓. เพื่อพัฒนาให้เกิดความร่วมมือ และเครือข่ายการสร้างเสริมสุขภาพในระดับนานาชาติ และ เผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ของ สสส. เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพในเวทีโลก
แนวทางการดำเนินงาน
259
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
เพือให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ กลุมงานกลไกพัฒนาสมรรถนะฯ มีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี ่ ่ ้ ๑. สนับสนุนให้สำนักเจ้าของเรื่องจัดแบ่งประเภทภาคีเป็นประเภทต่างๆ ตามความคาดหวัง และยุทธศาสตร์การดำเนินงานที่แตกต่างกัน ๒. สนับสนุนให้มีการพัฒนาสมรรถนะที่สำคัญและเหมาะสมกับบุคลากรและภาคีเครือข่าย สสส. สนับสนุนการพัฒนากลไก เครื่องมือ และความรู้จากทั้งในและต่างประเทศเพื่อใช้เสริมหนุน การทำงานอย่างเป็นผล ๓. สนับสนุนให้เกิดกลไกหรือกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์และทัศนคติที่ดีของภาคีเ ครือข่ายที่มีต่อ สสส. ๔. พัฒนางานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศให้เข้มแข็งและสามารถนำมาสนับสนุนการ ดำเนินงาน และการขับเคลื่อนนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. ๕. อำนวยการให้เกิดการจัดการความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ระหว่างประเทศ และการพัฒนาขีดความสามารถแก่ บุคลากร สสส. และสนับสนุนให้เกิดการ รวบรวม สังเคราะห์ จัดเก็บ และนำความรู้ที่ได้จากการพัฒนาไปขยายผล ๖. สนั บ สนุ น ให้ เ กิ ด การประชุ ม ทางวิ ช าการหรื อ พบปะแลกเปลี่ ย นเพื่ อ ขั บ เคลื่ อ นงาน สร้างเสริมสุขภาพ
ตัวชี้วัด
๑. สสส. มีนโยบายและทิศทางการทำงานร่วม ตลอดจนแผนการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร สสส. และภาคีที่แตกต่าง เหมาะสม กับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ๒. จำนวนบุคลากรและภาคีเครือข่ายที่ได้รับการพัฒนาสมรรถนะผ่านกิจกรรมต่างๆ ๓. ระดับความพึงพอใจต่อบทบาทของ สสส. โดยภาคีที่หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ๔. สสส. และภาคีเครือข่าย มีส่วนร่วมในการผลักดันนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพใน ระดับนานาชาติ และเชื่อมโยงผลลัพธ์ความร่วมมือระหว่างประเทศสู่การขับเคลื่อนภายในประเทศ และการดำเนินงานภายใน อย่างเป็นรูปธรรม ๕. เกิ ด ความร่ ว มมื อ ในการจั ด กิ จ กรรม และการแลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ ร่ ว มกั น กั บ บุ ค ลากร หน่วยงาน/องค์กรต่างประเทศ และภาคีเครือข่าย สสส. มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ผลงาน และ ประสบการณ์ในเวทีระดับโลก
ภาคีหลัก
หน่วยพัฒนาสมรรถนะบุคลากร สำนัก ๑-๗ ซึ่งเป็นสำนักที่ทำงานร่วมกับภาคีโดยตรง และ หน่วยทำงานสนับสนุนภาคีต่างๆ
260
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๕. กลุ่มแผนงานกลไกการสนับสนุนการจัดการขององค์กร
วัตถุประสงค์
เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ แผนบริหารความเสี่ยง แผนการตรวจสอบ โครงการ และรายงานผลการประเมินองค์กร รวมทั้งการพัฒนาระบบสารสนเทศและมาตรฐาน การทำงานขององค์กร สสส. และรวมถึงระบบสนับสนุนภาคีเครือข่ายต่างๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน และหลักสากล เพื่อเป็นกลไกให้ สสส. และภาคีเครือข่ายสามารถดำเนินงานสนับสนุนทุนให้ เป็นไปตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า เพื่อส่งผลให้ดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาวะ ของประชาชนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางการดำเนินงาน
แบ่งออกเป็น ๕ แผนงาน ดังนี้ ๑. แผนงานยุทธศาสตร์ แผน ๑) การวิเคราะห์ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ขององค์กร ได้แก่ แผนหลักระยะเวลา ๓ ปี ซึ่งมีการปรับปรุงทุกปี ๒) การวิเคราะห์ และจัดทำแผนปฏิบัติงานประจำปีขององค์กร
๓) การกำกับติดตาม การอนุมัติ การเบิกจ่ายงบประมาณ และรายงานผู้เกี่ยวข้อง ๔) การศึกษา/พัฒนาระบบกลไก และเครื่องมือในการพัฒนาและบริหารยุทธศาสตร์ ๒. แผนงานติดตามและประเมินผล ๑) การพัฒนามาตรฐาน ระบบ และข้อมูลด้านการติดตาม ประเมินผล และการจัดให้ มีการรายงานผลการดำเนินงานของแผนงาน โครงการและรวมถึงองค์กร สสส. ตามตัวชี้วัด ๒) การจัดให้มีการประเมินแผนงาน โครงการ การประสานและจัดตั้งจุดจัดการด้าน การประเมิ น ผลเพื่ อ ให้ ค ำแนะนำแก่ บุ ค ลากรและหน่ ว ยงานที่ เ กี่ ย วข้ อ งเพื่ อ เพิ่ ม ประสิทธิภาพผลการดำเนินงาน ๓) การจัดทำระบบเครือข่ายนักประเมินผล และพัฒนานักประเมินให้สามารถประเมินผล แผนงานโครงการหรือ องค์กร ด้านสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๓. แผนงานติดตามตรวจสอบโครงการ ๑) ประสานงานเพื่ อ การพั ฒ นามาตรฐานหรื อ ระบบงาน มาตรการควบคุ ม ภายใน การปฏิบัติงาน การบริหารงานของแผนงานโครงการ ๒) วางแผน กำกับติดตามการตรวจสอบโครงการโดยฝ่ายบริหาร ในการตรวจสอบการใช้ จ่ายเงินงบประมาณและผลดำเนินงานของแผนงานโครงการเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของสังคม ๔. แผนงานบริหารความเสี่ยง ๑) ประเมินและจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงประจำปีขององค์กร ๒) การจัดการความรู้เรื่องความเสี่ยงตามลักษณะความเสี่ยง ๓) ประสานการจัดทำมาตรการบริหารความเสี่ยงที่ยังหลงเหลืออยู เพื่อให้การบริหาร ่ ความเสี่ยงขององค์กร และของโครงการต่างๆ ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงาน และถือเป็นเป็นวัฒนธรรมขององค์กรต่อไป ๔) การประสานงานเพือการพัฒนามาตรฐานหรือระบบงาน การปฏิบตงาน การบริหารงาน ่ ัิ ขององค์กร สสส. และมาตรการควบคุมภายในอื่นๆ ๕) การประสานงานและสนับสนุนงานผู้ตรวจสอบภายใน สสส. และผู้ตรวจสอบจาก ภายนอกอื่นทีมีหน้าที่ตรวจสอบ สสส. ตามกฎหมายที่กำหนด ๕. แผนงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ๑) ปรับปรุงและพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศ ให้เป็นไปตามแผนแม่บท เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ๒) สนับสนุนการทำงานด้านเทคโนโลยีของสำนักงาน และรวมทั้งภาคีเครือข่ายในงาน เพื่อสนองตอบการดำเนินการตามภารกิจขององค์กรได้อย่างมีเหมาะสม และสามารถ ใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อใช้ ในการตัดสินใจของผู้บริหารและภาคีเครือข่ายได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
261
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ตัวชี้วัด
๑. มีแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๗ จำนวน ๑ ฉบับ ๒. มีแผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๕๔ จำนวน ๑ ฉบับ ๓. มีแผนบริหารความเสี่ยงประจำปี ๒๕๕๔ จำนวน ๑ ฉบับ ๔. มีแผนการตรวจสอบประจำปี ๒๕๕๔ จำนวน ๑ ฉบับ ๕. มีรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานและการใช้จ่ายเงินรายเดือน รายไตรมาส และ รายปี ตามแผนที่กำหนด ๖. มีรายงานประเมินผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดขององค์กร จำนวน ๑ ฉบับ ๗. มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นไปตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อย่างน้อยร้อยละ ๘๐
ภาคีหลัก
262
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน กระทรวงการคลัง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สถาบัน การศึกษา สถาบันวิชาการ บริษัทและสมาคมตรวจสอบ ผู้ทรงคุณวุฒ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ิ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้ประเมิน ผู้ตรวจสอบ ภาคีเครือข่าย สสส. อื่นๆ คณะกรรมการของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพทุกคณะ และบุคลากรภายใน สสส.
งานพั ฒ นาและจั ด การกลุ่ ม งานกล า ง
ศู น ย์ เ รี ย นรู้ สุ ข ภาวะ
แผ นงานบริ ห ารจั ด การกองทุ น และ ส ำ นั ก ง า น
ในการพัฒนางานใหม่ของ สสส. ในระยะหลัง จะมีความเกียวข้องของเนืองานใหม่ ประเด็นใหม่ ่ ้ กับแผนงานต่างๆ ที่มีอยู่แล้วพอสมควร นอกเหนือจากการประสานงานในรูปแบบต่างๆ แล้ว สสส. ได้พัฒนารูปแบบการบูรณาการงานใหม่ ที่มีลักษณะประสานและต่อยอดจากฐานงานเก่าที่มีอยู ่ โดยเพิ่มการจัดการและงบประมาณที่จำเป็น กระบวนการพัฒนากลุ่มแผนงานกลาง ในเรื่องที่มีการพิจารณาร่วมกันว่าเป็นประเด็นใหม่ ที่ สสส. ควรดำเนินงานเพิ่ม และมีความเกี่ยวข้องกับเนื้องานของหลายแผนงานที่มีอยู กระทำโดย ่ การประมวลหลักการ สถานการณ์ มาตรการ “งานใหม่” ที่ต้องการพัฒนา ร่วมกับการประมวล “งานเก่า” ที่มีอยู่ในแผนต่างๆ แล้วพัฒนา “ภาพรวมของกลุ่มงานใหม่” แล้วจัดกลไกประสาน และ สนับสนุนงบประมาณตามความจำเป็น รวมทั้งการควบคุมกำกับ และเมื่อกลไกกลางนี้ประสานให้ เกิดการดำเนินงานขึ้นแล้ว ก็จะค่อยปรับตัวเป็นการประสานภายใต้แผนปกติต่อไป โดยได้จัดงบประมาณในการรองรับกลุ่มงานกลางใหม่ในระหว่างปี ๒๕๕๔-๒๕๕๖ ไว้ ร่วมกับ การดำเนินงานในกลุ่มงานกลางที่ต่อเนื่องมาจากการปรับแผนหลักกลางปี ๒๕๕๓ ในเรื่อง “การลด ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ” และ “การขับเคลื่อนร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุด” โดยมีการ บริหารในลักษณะกลุ่มงานกลาง ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาสำนักงาน
กลุ่มงานการลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพในกลุ่มผู้เสียเปรียบในสังคม
(Disadvantage
group)
งานพัฒนาและจัดการกลุ่มงานกลาง
265
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้พัฒนาการเน้นดูแลเรื่องความเป็นธรรม ทางสุขภาพในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และปัจจัยทางสังคมของสุขภาพมากขึ้นเอง เพื่อสนองตอบต่อ นโยบายของคณะกรรมการกองทุน และต่อธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่ระบุว่าระบบสุขภาพจะต้องส่งเสริมคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และต้องให้ความสำคัญกับ ความเป็นธรรม และความเท่าเทียมกันในสังคม แม้ว่า สสส. จะได้ยกระดับแผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะขึ้นมาเพื่อการนี้แล้ว แต่ก็ได้ ขยายงานเรื่องความเป็นธรรมทางสุขภาพในประชากรเป้าหมายของแผนต่างๆ ของ สสส. ด้วย โดย กรอบกิจกรรมหลักประกอบด้วย
๑. การประเมินกลุ่มผู้ด้อยโอกาสด้านสุขภาพ ในประชากรเป้าหมายของแผนต่างๆ ของ สสส. ที่สมควรมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาเพิ่มขึ้น เช่น กลุ่มผู้พิการ กลุ่มเด็ก เยาวชน และผู้สูงวัย ที่ด้อยโอกาส พื้นที่ยากจนและขาดบริการพื้นฐาน กลุ่มคนไร้สัญชาติ ๒. การพัฒนาฐานวิชาการ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและประเมินสถานการณ์ เรื่องความ ไม่เป็นธรรมที่มีมิติซับซ้อนหลากหลายในสังคมไทย ๓. การร่ ว มทำงานและสนั บ สนุ น เครื อ ข่ า ยถมช่ อ งว่ า งความไม่ เ ป็ น ธรรมในสั ง คม เพื่ อ เกื้อหนุนเสริมงานร่วมกัน ระหว่างหลายองค์กรและกลุ่ม ในประเทศไทย โดยเชื่อมประสานกับ การขับเคลื่อนในระดับนานาชาติ
กลุ่มงานการขับเคลื่อน
“ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุด”
266
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กระแสและแนวคิดการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะไม่กี่ปีมานี้ ได้มุ่งไปสู่ทิศทางของการ ปฏิรูปประเทศ ให้เป็นประเทศที่มีสุขภาวะ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข และมีการพัฒนาที่สมดุล ซึ่ง สสส. ก็เป็นหนึ่งในองค์กรของสังคมที่สนับสนุนแนวทางนี โดยกำหนดวิสัยทัศน์ไว้อย่างชัดเจนว่า ้ จะเป็นองค์กรที่ทำให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งในระยะเก้าปีที่ผ่านมานี้ สสส. ได้ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย สร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้จำนวนไม่น้อย สสส. จึงเห็นความสำคัญของการทำงานขับเคลื่อน “ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุด” เพื่อเป็นการนำเอางานสร้างเสริมสุขภาวะในด้านต่างๆ ของ สสส. มาจัดกลุ่มและบูรณาการ ให้เกิด ผลลัพธ์ที่มีพลังต่อการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและจิตสำนึกของประชาชน และเพื่อ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาพลักษณ์ขององค์กร อันจะเป็นช่องทางของการชักชวนทุกคนในสังคม มาร่วมกันสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุด โดยประมวลเนื้องานทั้งหมดของ สสส. ออกมาใน ๔ กลุ่ม เรื่องหลัก คือ วิถีชีวิตที่มีสุขภาวะ องค์กรสุขภาวะ เมืองและชุมชนที่มีสุขภาวะ และจิตสำนึกที่ม ี สุขภาวะ แล้วสื่อสารสู่สังคมด้วยรูป แบบและช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายเพื่อเข้ า ถึ ง กลุ่ ม เป้าหมาย โดยนำมาซึ่งการพัฒนาภาพลักษณ์องค์กรให้สอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนของงานนี้
งบประมาณ
กลุ่มงานกลาง ๑. แผนกลุ่มงานกลางที่จะพัฒนาใหม่ ๒. แผนกลุ่มงาน การลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ ๓. โครงการร่วมสร้างประเทศไทย รวม
งบประมาณ ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๔๓ ๓๕ ๖๐ ๒๐ ๒๕ ๑๕ ๕๐ ๔๕ ๓๐ ๑๑๓ ๑๐๕ ๑๐๕
ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ
ความเป็นมา
มติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ ๗ /๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ได้พิจารณาเห็นชอบให้ดำเนินโครงการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะเพื่อเป็นอาคาร สำนักงานแห่งใหม่ของ สสส. ซึ่งจะเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และเป็นสถาบันต้นแบบที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม (Green Building) และในด้านองค์ความรู้ด้านสุขภาวะ ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ และให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาวะแก่สาธารณะในรูปแบบของกิจกรรม นิทรรศการ และ ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนเป็นพื้นที่สาธิตการทำงานภาคสังคมที่อำนวยบรรยากาศของการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ และที่สำคัญคือการให้แรงบันดาลใจแก่ประชาชน ที่มาเยี่ยมชมได้กลับไปพร้อมกับพลังและความตั้งใจที่จะริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สังคมต่อไป จากเจตนารมณ์ ข้ า งต้ น “พื้ น ที่ ส ร้ า งสรรค์ ” แห่ ง นี้ จึ ง เป็ น เสมื อ นคลั ง ปั ญ ญาร่ ว มสมั ย ห้องทดลองเชิงปฏิบัติการ ลานเสวนาฉันมิตร และร้านจำหน่ายความคิดสร้างสรรค์ ที่มุ่งเป็น จุดประสานกับภาคีเครือข่ายของ สสส. และ องค์กรอื่นๆ นำเสนอผลผลิตจากแผนงานโครงการ ต่างๆ ของ สสส. ไปสู่การให้บริการแก่สังคม ซึ่งนำไปสู่การร่วมขบวนเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยการ เสนอทางเลือกใหม่ในการดำเนินชีวิตอย่างมีสุขภาวะ ทั้งกาย ใจ สังคม และปัญญา มีทักษะชีวิตที่รู้ เท่าทันและรู้จักเลือกสิ่งที่ดีให้แก่ตนเอง คนรอบข้าง และสังคมวงกว้าง โครงการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งและเตรียมการเรื่องสถานที ซึ่งจะแล้ว ่ เสร็จประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ระหว่างดำเนินการเหล่านี จำเป็นอย่างยิ่งที สสส. จะต้องเตรียม ้ ่ การสนับสนุนภารกิจของศูนย์เรียนรู้สุขภาวะข้างต้น ทั้งนี้ ในช่วงปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ จะเป็นการ จัดเตรียมความพร้อมและทดลองรูปแบบให้บริการในส่วนต่างๆ ของศูนย์เรียนรู้ฯ ได้แก่ ศูนย์บริการ ข้อมูลข่าวสาร การบริหารจัดการชุดนิทรรศการและกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ต่างๆ การบริหารจัดการ เพื่อพัฒนาบุคลากรภาคีเครือข่าย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และการวางแผนการสื่อสารการตลาดเพื่อ เผยแพร่ภารกิจของศูนย์เรียนรู้ฯ สู่สาธารณะ ตลอดจนการบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้ฯ ให้ทันกับการ เปิดใช้อาคารต่อไป
267
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลทางด้านสุขภาวะสำหรับเผยแพร่และให้บริการกลุ่มเป้าหมายและ ประชาชนทั่วไปที่สนใจผ่านระบบสารสนเทศที่ทันสมัย ตลอดจนเชื่อมโยงกับการจัดนิทรรศการ และ กิจกรรมทั้งภายในศูนย์เรียนรู้และภาคีเครือข่าย ๒. เพื่อเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเสริมสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาวะสำหรับประชาชนและ ส่งเสริมให้เกิดการรับรู้และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เกี่ยวกับสุขภาวะที่ถูกต้อง ๓. เพื่อจัดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มขีดความสามารถ ภาคีเครือข่ายและผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะ ในด้านการบริหารจัดการโครงการ การพัฒนา หรือทดลองรูปแบบให้สามารถขยายผลได้ในเชิงการให้ประโยชน์กลับสู่สังคม ๔. เพื่อสื่อสารประชาสัมพันธ์การใช้ประโยชน์จากพื้นที่สร้างสรรค์และบริการของศูนย์เรียนรู้ฯ ตลอดจนสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ รวมทั้งชุมชนรอบศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ๕. เพื่อจัดระบบการบริหารจัดการให้เอื้ออำนวยต่อการใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้ฯ อย่างมี ประสิทธิภาพ
เป้าหมายและตัวชี้วัด
ปี
๒๕๕๕-๒๕๕๖
268
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. ให้บริการข้อมูลข่าวสารและเผยแพร่ ๑) มี ข้ อ มู ล ข่ า วสารด้ า นสุ ข ภาวะที่ น่ า เชื่ อ ถื อ และทั น สมั ย ครอบคลุ ม ทั้ ง ด้ า นความรู ้ เชิงวิชาการและความรู้เชิงประยุกต์ทั้งในและต่างประเทศ สื่อรูปแบบต่างๆ ตลอดจน ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ๒) ประชาชนทั่วไปโดยเฉลี่ย ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี รับรู้ข่าวสารด้านสุขภาวะที่จำเป็นต่อการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ สื่อสารมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ โดยในสื่อออนไลน์มีผู้เข้าชมข้อมูลไม่น้อยกว่า ๓๐,๐๐๐ คนต่อปี และมีอัตราเข้าชมเฉลี่ยต่อปี ไม่ต่ำกว่า ๓ ครั้งต่อหนึ่งราย ๓) ภาคี สสส. และนักวิชาการทั่วไปใช้บริการจากศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร เฉลี่ยปีละ ๕,๐๐๐ ราย โดยมีอัตราการใช้บริการจากศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร รายละไม่ต่ำกว่า ๒ ครั้งต่อปี ๔) มี ป ระชาชนเข้ า ร่ ว มเป็ น สมาชิ ก ศู น ย์ เ รี ย นรู้ ฯ และใช้ บ ริ การต่ อ เนื่ อ ง เฉลี่ ย ปี ล ะ ๑๐,๐๐๐ คน ๒. สร้างเสริมทักษะการเรียนรู้ให้แก่ประชาชน ๑) ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับการเสริมสร้างทักษะด้านสุขภาวะผ่านประสบการณ์ จากการเข้าชมชุดนิทรรศการ ไม่น้อยกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คน ภายในระยะเวลา ๓ ปี
๒) ประชาชนกลุ่มเป้าหมายไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คนต่อปี เข้าร่วมอบรม และเข้าร่วม กิจกรรมทั้งที่จัดภายในศูนย์เรียนรู้ฯ หรือในพื้นที่อื่นๆ ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ สนับสนุนหรือ ดำเนินงานร่วมกับภาคี สสส. ๓) ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรม อย่างน้อยร้อยละ ๕๐ มีแนวคิดที่จะ ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องในประเด็นสุขภาวะที่เข้าร่วมกิจกรรม ๓. สร้างเสริมขีดความสามารถภาคีเครือข่ายและผู้นำการเปลี่ยนแปลง ๑) มีศูนย์กลางรวบรวม วิเคราะห์ และพัฒนาหลักสูตรเพิ่มขีดความสามารถภาคี สสส. อย่างสม่ำเสมอ โดยจัดการผ่านกิจกรรมพัฒนาขีดความสามารถด้านการบริหาร โครงการ การขับเคลือนงาน การเข้าอบรมและการร่วมกิจกรรม อย่างน้อยปีละ ๕๐๐ คน ่ ๒) มีสื่อเรียนรู้สำหรับพัฒนาศักยภาพภาคี ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้ง สื่อเรียนรู้ออนไลน์ ๑ ระบบ ๓) กลุ่มผู้นำความคิดของชุมชน ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถและทักษะจำเป็นเพื่อเป็น ผู้นำต้นแบบและเกิดเครือข่ายภาคีที่เข้มแข็ง ปีละ ๕๐ คน ๔. การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ ๑) ภาคีเครือข่าย สสส. มีส่วนร่วมทดลองรูปแบบและจัดกิจกรรมต่างๆ กับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในภายในศูนย์เรียนรู้ และขยายผลในพื้นที่ต่างๆ เฉลี่ยปีละ ๒๐ ภาคี ๒) มีประชาชนและผู้สนใจเยี่ยมชมหรือรับรู้อาคารศูนย์เรียนรู้ฯ ซึ่งเป็นอาคารที่มีลักษณะ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างน้อย ๕,๐๐๐ คนต่อปี ๓) ชุมชนรอบๆ ศูนย์เรียนรู้ฯ อย่างน้อย ๓ ชุมชน ร่วมกับ สสส. ดำเนินโครงการ สร้างเสริมสุขภาวะในชุมชนอย่างน้อย ๓ โครงการ ๔) มีระบบบริหารจัดการศูนย์ การบำรุงรักษาวัสดุ อุปกรณ์ ให้พร้อมใช้งาน อย่างมี ประสิทธิภาพ
269
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. พัฒนาศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร (Resource Center) ให้เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ บทเรียนต่างๆ ที่ได้จากการดำเนินงานของ สสส. ตลอดจนข้อมูลจากองค์กรภายนอกและข้อมูล สถานการณ์จากต่างประเทศที่ทันต่อเหตุการณ์ และจัดระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงกับงานต่างๆ ของศูนย์เรียนรู้ฯ เช่น การจัดแสดงชุดนิทรรศการ กิจกรรม การสร้างเสริมขีดความสามารถภาคี เครือข่าย การสื่อสารประชาสัมพันธ์ และระบบสมาชิก ๒. ติดตั้งชุดนิทรรศการตามแผนแม่บทการพัฒนากระบวนการเรียนรู และทดลองใช้งาน ้ กับภาคี สสส. และกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ๓. สร้างเครือข่ายภาคีที่ดำเนินงานสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านการจัดชุดนิทรรศการ และ ทดลองรูปแบบการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างมีส่วนร่วมกับภาคี สสส. และองค์กรภาคีต่างๆ
จุดเน้นในปี
๒๕๕๔
เพื่อให้ศูนย์เรียนรู้ฯ พร้อมใช้งานในต้นปี ๒๕๕๕
๔. จัดทำแผนยุทธศาสตร์ดำเนินงานเสริมสร้างขีดความสามารถภาคีเครือข่ายของ สสส. และผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะ ระยะเวลา ๓ ปี และทดลองรูปแบบการดำเนินงาน ๕. สื่อสารประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ประโยชน์ของศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ทั้งภายใน และภายนอกองค์กร ๖. เตรียมความพร้อมแก่บุคลากร ทั้งระดับเจ้าหน้าที่และภาคีเครือข่าย ให้สามารถปรับตัวกับ บรรยากาศของสำนักงานรูปแบบใหม่ รวมทั้งมีความเข้าใจในเป้าหมายและภารกิจของศูนย์เรียนรู้ฯ ๗. สร้างความสัมพันธ์อันดี รวมทั้งประสานความร่วมมือกับแผนงานเชิงรุกในการดำเนินงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนรอบศูนย์เรียนรู้ฯ ๘. เตรียมระบบบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้ฯ และการบำรุงรักษา ให้พร้อมใช้งานได้อย่าง ต่อเนื่อง รวมทั้งระบบติดตามประเมินผล
ยุทธศาสตร์
270
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. สนับสนุนแผนงานต่างๆ ของ สสส. เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้ฯ ทั้งด้านการจัดนิทรรศการ กิจกรรม และการเพิ่มขีดความสามารถภาคีเครือข่าย ๒. สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภาคีต่างๆ เพื่อขยายการจัดชุดนิทรรศการ กิจกรรม ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ๓. รวบรวมและจัดการชุดความรู้ ข้อมูล สื่อรูปแบบต่างๆ จากแผนงานต่างๆ ของ สสส. และ องค์ความรู้จาก ต่างประเทศ ที่น่าเชื่อถือ และครบถ้วน และเชื่อมโยงระบบบริการข้อมูลข่าวสารกับ เครือข่ายอื่นๆ ๔. เผยแพร่และขยายแนวคิด รวมทั้งประชาสัมพันธ์การใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้ผ่านสื่อ สาธารณะ สื่อออนไลน์ และสื่อการเรียนรู้เคลื่อนที่ (mobile units)
ภาคีหลัก
๑. ภาคีสถาบันศึกษา อาทิ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยภาครัฐบาลและเอกชน สถาบันการ ศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โรงเรียนการศึกษาพิเศษและศูนย์การศึกษา พิเศษสำหรับคนพิการและฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพคนพิการ ๒. ภาคีด้านการขับเคลื่อนรณรงค์ องค์กรสังคม และกลุ่มมูลนิธิต่างๆ อาทิ กลุ่ม องค์กร สาธารณประโยชน์หรือมูลนิธิทางด้านสังคม การศึกษา ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ศาสนา ทั้งภายใน ประเทศ และต่างประเทศ ๓. ภาคีภาคแกนนำความคิดในชุมชน อาทิ แกนนำความคิดในชุมชนพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ตั้ง ของศูนย์เรียนรู กลุ่มแม่บ้านและอาสาสมัครจากชุมชน กลุ่มแกนนำเยาวชน ที่เข้าร่วมโครงการกับ ้ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ฯลฯ ๔. ภาคีดานวิชาการ อาทิ สถาบันทางด้านนิเทศศาสตร์และสือสารมวลชนทัวประเทศ สถาบันวิจย ้ ่ ่ ั ด้านระบบสุขภาพ สถาบันวิจยด้านสังคม ด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ด้านสุขภาวะทางปัญญา ฯลฯ ั
๕. ภาคีพันธมิตรด้านสื่อ อาทิ สถานีวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เว็บไซต์ต่างๆ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย มูลนิธิ พัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ชมรมผู้ผลิตรายการโทรทัศน์และวิทยุแห่งประเทศไทย สมาคมโฆษณาธุรกิจ พันธมิตรสื่อต้นทุนชีวิตเด็ก ๖. ภาคีด้านธุรกิจ อาทิ สมาคม บริษัท และสถานประกอบการประเภทต่างๆ เป็นต้น ๗. ภาคีสื่อภาคประชาชน อาทิ สมาพันธ์วิทยุชุมชน สภาองค์กรวิทยุชุมชนฯ สถาบันพัฒนา สือภาคประชาชน สำนักข่าวประชาธรรมเครือข่ายสือพืนบ้าน เครือข่ายสือประชาชนในภูมภาคต่าง ฯลฯ ่ ่ ้ ่ ิ ๘. ภาคีสนับสนุนด้านนโยบาย อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานสาธารณสุขระดับ ตำบล/อำเภอ/จังหวัด หน่วยงานภาครัฐ
โครงสร้างแผน
ประกอบไปด้วย ๕ แผนงาน ดังนี้ ๑. แผนงานศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร ๒. แผนงานสร้างแรงบันดาลใจและค้นหานวัตกรรมที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ด้านสุขภาวะ ๓. แผนงานศูนย์บ่มเพาะและพัฒนาขีดความสามารถภาคีเครือข่าย ๔. แผนงานสื่อสารสาธารณะและภาคีสัมพันธ์ ๕. แผนงานบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้ฯ
271
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
การบริหารจัดการ
ดูแลและกำกับโดยคณะกรรมการบริหารและพัฒนาการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ โดยสำนักสนับสนุนศูนย์เรียนรู้สุขภาวะทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการและดำเนินงาน
งบประมาณ
แผนงาน ๑. ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร ๒. สร้างแรงบันดาลใจและค้นหานวัตกรรมที่สร้างสรรค์ การเรียนรู้ด้านสุขภาวะ ๓. ศูนย์บ่มเพาะและพัฒนาขีดความสามารถภาคีเครือข่าย ๔. สื่อสารสาธารณะและภาคีสัมพันธ์ ๕. บริหารจัดการศูนย์เรียนรู้ รวม
งบประมาณ ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๒๕ ๒๕ ๒๕ ๓๐ ๓๐ ๑๕ ๓๐ ๒๐ ๓๐ ๑๐ ๒๐ ๑๐๐ ๑๓๕ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๑๔๕
รายละเอียดแผนงาน
๑. แผนงานศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร
พัฒนาและจัดระบบข้อมูลข่าวสารในลักษณะ Resource Center เพื่อให้ครอบคลุมข้อมูล ข่าวสาร ทั้งในรูปของ knowledge, data, material และ resource person โดยเป็นแผนงานที่เชื่อม โยงกับงานอื่นๆ ของ สสส. และงานต่างๆ ของศูนย์เรียนรู้ฯ เช่น งานนิทรรศการ กิจกรรม และ capacity building
วัตถุประสงค์
272
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เพื่อพัฒนาระบบบริการข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาวะที่น่าเชื่อถือ เป็นแหล่งค้นคว้าด้าน วิชาการทั้งสำหรับเจ้าหน้าที่ สสส. ประชาชนทั่วไป และนักวิชาการที่สนใจด้านสุขภาวะ ๒. เพื่อเชื่อมโยงระบบการเผยแพร่และให้บริการสำหรับประชาชนทั่วไปผ่านการจัด ชุดนิทรรศการ กิจกรรม และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ๓. เพื่ อ เชื่ อ มโยงระบบการพั ฒ นาและเพิ่ ม ขี ด ความสามารถภาคี การใช้ พื้ น ที่ ศู น ย์ เรียนรู้ฯ และการบริหารจัดการ
เป้าหมายและตัวชี้วัด
ปี
๒๕๕๔
๑. พัฒนาและติดตั้งศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร (Resource Center) ๑ ระบบ ให้เป็น แหล่งรวบรวมความรู บทเรียนต่างๆ ที่ได้จากการดำเนินงานของ สสส. รวมทั้งข้อมูลจากองค์กร ้ ภายนอกและข้อมูลสถานการณ์จากต่างประเทศที่ทันต่อเหตุการณ์ ตลอดจนจัดระบบฐานข้อมูล เชื่อมโยงกับงานต่างๆ ของศูนย์เรียนรู้ฯ เช่น การจัดแสดงชุดนิทรรศการ กิจกรรม การสร้างเสริม ขีดความสามารถภาคีเครือข่าย การสื่อสารประชาสัมพันธ์ และระบบสมาชิก ๒. มีระบบบริการข้อมูลข่าวสารที่ ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแนวทางการ พัฒนาและการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสมกับความต้องการในการใช้งานของกลุ่มเป้าหมาย ๓. สร้างภาคีเครือข่ายและเชื่อมโยงกับศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารอื่นๆ ทั้งภาคี สสส. องค์กรอื่นๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
เป้าหมายและตัวชี้วัด
ปี
๒๕๕๕-๒๕๕๖
๑. มีข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาวะที่น่าเชื่อถือและทันสมัย ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้ วิชาการ ข้อมูล คู่มือ สื่อรูปแบบต่างๆ ตลอดจนข้อมูลด้านทรัพยากรผู้เชี่ยวชาญในประเด็นต่างๆ ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาวะที่มาจากต่างประเทศที่ทันต่อสถานการณ์ ๒. ประชาชนทั่วไปโดยเฉลี่ย ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี รับรู้ข่าวสารด้านสุขภาวะที่จำเป็นต่อ การปรับเปลียนพฤติกรรมทีเ่ ผยแพร่ผานช่องทางต่างๆ อาทิ สือสารมวลชน สือสิงพิมพ์ และสือออน ่ ่ ่ ่ ่ ่
ไลน์ โดยในสื่อออนไลน์มีผู้เข้าชมข้อมูลไม่น้อยกว่า ๓๐,๐๐๐ คนต่อปี และมีอัตราเข้าชมเฉลี่ยต่อปี ไม่ต่ำกว่า ๓ ครั้งต่อหนึ่งราย ๓. ภาคี สสส. และนักวิชาการทั่วไปใช้บริการจากศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร เฉลี่ยปีละ ๕,๐๐๐ ราย โดยมีอัตราความถี่การใช้บริการจากศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร รายละไม่ต่ำกว่า ๒ ครั้ง ต่อปี ๔. มีประชาชนร่วมเป็นสมาชิกศูนย์เรียนรู้ และใช้บริการโดยเฉลี่ยปีละ ๑๐,๐๐๐ คน
แนวทางดำเนินงาน
๑. รวบรวม จัดกลุ่ม คัดกรอง สังเคราะห์ วิเคราะห์ ผลผลิตรูปแบบต่างๆ จากแผนต่างๆ ของ สสส. เช่น เอกสารวิชาการ สื่อ คู่มือ รวมทั้งรายชื่อ resource person ๒. จั ด ระบบข้ อ มู ล ข่ า วสารสุ ข ภาพ สำหรั บ ประชาชนทั่ ว ไป และชุ ด ความรู้ ต้ น แบบ สำหรับภาคี (ซึ่งเป็นข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพ และทันสมัย) ๓. ออกแบบและพัฒนาระบบเพือรองรับการจัดการ ทังการจัดเก็บและการให้บริการทางตรง ่ ้ ระบบสมาชิก และการจัดการผ่านระบบ online, e-resources media center, social media network ฯลฯ ๔. สร้างภาคีเครือข่ายและเชื่อมโยงกับศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารอื่นๆ ทั้งภาคี สสส. องค์กรอื่นๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
273
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. แผนงานสร้างแรงบันดาลใจและค้นหานวัตกรรมที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ด้าน สุขภาวะ
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อพัฒนาแนวทางในการสร้างสรรค์บรรยากาศแห่งการเรียนรู้ผ่านชุดนิทรรศการและ กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ภายในพื้นที่ของศูนย์เรียนรู เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ให้ทั้งแรงบันดาลใจ ้ และเปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชาชนต่อเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ ๒. เพื่อเตรียมงานระบบการจัดสรรเนื้อหาสำหรับชุดนิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมที่ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มต่างๆ ตลอดจนผู้พิการ ให้ได้รับบริการหรือเข้าถึงทรัพยากรความรู้ ดังกล่าวอย่างเท่าเทียม ๓. เพื่อเตรียมการสร้างภาคีเครือข่ายที่ดำเนินการคล้ายคลึงกับงานของศูนย์เรียนรู้สุข ภาวะ โดยร่วมมือกันทดลองปฏิบัติการสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ
เป้าหมายและตัวชี้วัด
ปี
๒๕๕๔
๑. ติดตั้งชุดนิทรรศการตามแผนแม่บทการพัฒนาชุดกระบวนการเรียนรู และทดสอบ ้ ประสิทธิภาพของชุดนิทรรศการดังกล่าวให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของศูนย์เรียนรู้ และความ ต้องการของภาคีเครือข่ายและกลุ่มเป้าหมายหลัก ๒. มีโครงการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาชุดกระบวนการเรียนรู้ให้ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ ของศูนย์เรียนรู้ อย่างน้อย ๓ โครงการ ๓. มีระบบการจัดสรรเนื้อหาของชุดนิทรรศการหมุนเวียนภายในศูนย์เรียนรู้สุขภาวะและ บริเวณโดยรอบที่มีประสิทธิภาพ อย่างน้อย ๒ ระบบ ๔. ขยายภาคีเครือข่ายประเภทสถาบันการเรียนรู อย่างน้อย ๒๐ ภาคี เพื่อสร้างความ ้ ร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้แก่สังคม ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และ นานาชาติ
เป้าหมายและตัวชี้วัด
ปี
๒๕๕๕-๒๕๕๖
274
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับการเสริมสร้างทักษะด้านสุขภาวะผ่านประสบการณ์จาก การเข้าชมชุดนิทรรศการ ไม่น้อยกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คน ภายในระยะเวลา ๓ ปี ๒. ประชาชนกลุ่มเป้าหมายไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คนต่อปี เข้าร่วมอบรมและเข้าร่วม กิจกรรมทั้งที่จัดภายในศูนย์เรียนรู และในพื้นที่อื่นๆ ที่ศูนย์เรียนรู้ สนับสนุนหรือดำเนินงานร่วมกับ ้ ภาคี สสส. ๓. ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรม อย่างน้อยร้อยละ ๕๐ มีแนวคิดที่จะ ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องในประเด็นสุขภาวะที่เข้าร่วมกิจกรรม
แนวทางการดำเนินงาน
๑. ติดตามการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาชุดกระบวนการเรียนรู้ และร่วมทดสอบ ประสิทธิภาพของชุดนิทรรศการตามแผนแม่บท ๒. เชื่อมประสานแผนงานต่างๆ ของ สสส. ให้เข้ามาใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานของ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เช่น พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ และลานกิจกรรม ๓. ศึกษาดูงานสถาบันการเรียนรู้ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ และถอดบทเรียนเพื่อ ปรับใช้ในการพัฒนาชุดกระบวนการเรียนรู้และการบริหารศูนย์เรียนรู รูปแบบใหม่ๆ ้ ๔. สนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและทันสมัยทั้งใน พื้นที่ และลักษณะชุดกระบวนการเรียนรู้เคลื่อนที่ รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์ การ ออกแบบกระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ ๕. จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนระหว่างภาคีเครือข่ายและถอดบทเรียนเพื่อค้นหาแนวทางที่ เหมาะสมในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายและลักษณะการทำงาน ของ สสส.
๓. แผนงานศูนย์บ่มเพาะและพัฒนาขีดความสามารถภาคีเครือข่าย
ศูนย์บ่มเพาะภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพจะเป็นศูนย์ประสาน เชื่อมโยง และจัดการความรู้ ด้านการพัฒนาสร้างเสริมขีดความสามารถภาคีและผู้นำการเปลี่ยนแปลงสังคมด้านสุขภาวะในทุก ระดับ โดยจะกระตุ้นและสนับสนุนภาคีที่ดำเนินการด้านนี้อยู่ก่อน และริเริ่มในส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนิน การและมีความจำเป็น
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อจัดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มขีดความสามารถ ภาคีเครือข่ายและผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะ ในด้านการบริหารจัดการโครงการ การพัฒนา หรือทดลองรูปแบบให้สามารถขยายผลได้ ๒. เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การเสริมสร้างขีดความสามารถภาคีและผู้นำการเปลี่ยนแปลง สังคมด้านสุขภาวะ ๓. ประสานความเชื่อมโยงและสนับสนุนการสร้างเสริมขีดความสามารถภาคีและผู้นำการ เปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ๑. จัดทำแผนยุทธศาสตร์ดำเนินงานเสริมสร้างขีดความสามารถภาคีเครือข่ายของ สสส. และผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะ ระยะเวลา ๓ ปี และทดลองรูปแบบดำเนินงาน ๒. รวบรวมชุดความรู้ของ สสส. ที่พร้อมใช้ขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเป้าหมายที่สนใจร่วม กระบวนการพัฒนาองค์ความรู้ในอนาคต ๓. มีชุดความรู้พร้อมใช้ขับเคลื่อนกับกลุ่มภาคีเป้าหมายเพื่อการพัฒนากรณีทั่วไป และ พัฒนาภาคีเฉพาะประเด็นหรือพื้นที่ อย่างละ ๑ ชุด รวม ๒ ชุด ๔. สร้างเครือข่ายพันธมิตรการพัฒนาหลักสูตรทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ๑. มีศูนย์กลางรวบรวม วิเคราะห์ และพัฒนาหลักสูตรเพิ่มขีดความสามารถภาคี สสส. อย่างสม่ำเสมอ โดยจัดการผ่านกิจกรรมพัฒนาขีดความสามารถด้านการบริหารโครงการและขับ เคลื่อนงาน และมีภาคีเข้าร่วมอบรมหรือร่วมกิจกรรมอย่างน้อยปีละ ๕๐๐ คน ๒. มีสื่อกระบวนการเรียนรู้สำหรับการพัฒนาศักยภาพให้แก่ภาคีเครือข่ายในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสื่อเรียนรู้ออนไลน์ ๑ ระบบ ๓. กลุ่มผู้นำความคิดของชุมชนได้รับการเพิ่มขีดความสามารถและทักษะจำเป็นสำคัญ เพื่อเป็นผู้นำหรือ “ต้นแบบ” และเกิดเครือข่ายภาคีที่มีความเข้มแข็ง โดยเฉลี่ยปีละ ๕๐ ราย
เป้าหมายและตัวชี้วัด ภายในปี ๒๕๕๕-๒๕๕๖ เป้าหมายและตัวชี้วัด
ภายในปี ๒๕๕๔
275
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แนวทางการดำเนินงาน
๑. พัฒนาแผนยุทธศาสตร์ระยะ ๓ ปี ที่อาศัยพลังความรู้เป็นฐานสำคัญในการผลักดันงาน ทั้งด้านการจัดทำข้อเสนอนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ การจัดการให้เกิดกลไกภาคประชาชน การเพิ่มขีดความสามารถภาคีเครือข่าย ทั้งในระดับประเด็นและระดับพื้นที ่ ๒. การจัดการความรู้ ให้เกิดหลักสูตรหรือแนวทางการพัฒนาให้แก่ภาคีเครือข่ายและ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพในอนาคต ๓. รวบรวมหลักสูตรชุดความรู้เชิงปฏิบัติการ นวัตกรรมและมาตรการต่างๆ ทั้งจากภาคี สสส. และ องค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ๔. พัฒนาระบบการเรียนรู้ผ่านสื่อ online หรือสื่อสมัยใหม่ต่างๆ ๕. สร้างเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะที่เป็นพันธมิตรกับ สสส. ทั้งภายในประเทศและต่าง ประเทศ และทดลองนำร่องดำเนินการบ่มเพาะกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ๖. ประเมินผลการทดลองนำร่อง วางแผน และกำหนดปฏิทินการดำเนินงานตลอดปี
276
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔. แผนงานสื่อสารสาธารณะและภาคีสัมพันธ์
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อวางแผนการตลาดและสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ สร้างสรรค์และบริการของศูนย์เรียนรู ตลอดจนสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ รวมทั้ง ้ ชุมชนรอบศูนย์เรียนรู้ ๒. เพื่อจัดกระบวนการศึกษาวิจัยแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านวิถีชีวิตหรือพฤติกรรมของ ประชาชน เพื่อนำความรู้มาปรับใช้ในการพัฒนายุทธศาสตร์การดำเนินงาน ๓. เพื่อวางแผนบริหารจัดการภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ศูนย์เรียนรู้ฯ และสอดคล้องกับพันธกิจ ขององค์กร อาทิ ภาพลักษณ์ของอาคาร “ต้นแบบ” ด้านสุขภาวะ และการประหยัดพลังงาน ซึ่ง พร้อมรองรับการให้บริการและการเยี่ยมชมงานสำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศ ๔. เพื่อร่วมสร้างและสานสัมพันธ์ที่ดีกับภาคีเครือข่าย ตลอดจนสถาบันหรือองค์กรที่มี วั ต ถุ ป ระสงค์ ค ล้ า ยคลึ ง กั บ ของศู น ย์ เ รี ย นรู้ และพั ฒ นาไปสู่ ก ารร่ ว มกั น สร้ า งสรรค์ กิ จ กรรม สร้างเสริมสุขภาวะร่วมกัน ๕. เพื่อวางแผนบริหารการสื่อสารงานชุมชนสัมพันธ์โดยรอบศูนย์เรียนรู เช่น การสร้าง ้ บรรยากาศการอยู่ร่วมกันฉันมิตร และการจัดกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่ชุมชนและพัฒนา ให้เป็นเครือข่ายชุมชนรอบศูนย์เรียนรู้
เป้าหมายและตัวชี้วัด
ปี
๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เกิดการขยายจำนวนและประสิทธิภาพของเครือข่าย และองค์กรที่จะมาร่วมการขับ เคลื่อนกระบวนการในการสื่อสารร่วมกับศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ทั้งในระดับพื้นที ระดับองค์กร และใน ่ ระดับชาติไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ องค์กรตลอดระยะเวลาสามปีของแผน โดยเฉพาะภาคีในส่วนยุทธศาสตร์ที่ สำคัญ ได้แก่ กลุ่มสถานศึกษาและเยาวชน มูลนิธิและองค์กรอิสระด้านสังคม ศิลปะ ดนตรี โรงพยาบาล สถานบริการสุขภาพ องค์กรด้านสื่อมวลชน กลุ่มสื่อมวลชน องค์กรด้านกีฬา สถาน ประกอบการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชน กลุ่มหรือสมาคมผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการ ๒. คนในชุมชนท้องที่จำนวนไม่น้อยกว่า ๓ ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมกับแผนกิจกรรมของ ศูนย์เรียนรู้ฯที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้ง ๔ มิต ซึ่งการเข้ามามีส่วนร่วมดังกล่าวผลักดันให้เกิดการ ิ เปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความเชื่อ และพฤติกรรมวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะในมิติต่าง ๆ ของคนใน ชุมชนรอบศูนย์เรียนรู้ ๓. นับจากปี ๒๕๕๕ ประชาชนทั่วไปโดยเฉลี่ยอย่างน้อย ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี รับรู้ข่าวสาร ด้านสุขภาวะที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านสื่อสารมวลชนและสื่อออนไลน์ ๔. มีข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาวะที่น่าเชื่อถือและทันสมัย ครอบคลุม ทั้งด้านความรู้วิชาการ ข้อมูล คู่มือ สื่อรูปแบบต่างๆ ตลอดจน ข้อมูลด้านทรัพยากรผู้เชี่ยวชาญในประเด็นต่างๆ ออกสู่ สาธารณชน จำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐ ผลงาน ภายในปี ๒๕๕๖ ๕. มีประชาชนและผู้สนใจเยี่ยมชมหรือรับรู้อาคารศูนย์เรียนรู้ ซึ่งเป็นอาคารที่มีลักษณะ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉลี่ยอย่างน้อย ๕,๐๐๐ คนต่อปี
แนวทางดำเนินงาน
ปี
๒๕๕๔
277
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. สร้างภาคีเครือข่ายร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ภายในศูนย์เรียนรู้ ๒. จัดทำแผนกระบวนการศึกษาวิจัยแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านวิถีชีวิตหรือพฤติกรรม ของประชาชน เพื่อนำความรู้มาปรับใช้ในการพัฒนายุทธศาสตร์การดำเนินงานต่างๆ ๓. วางแผนสื่อสารประชาสัมพันธ์ประโยชน์ของศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ทั้งภายในและภายนอก องค์กร และวางแผนการสื่อสารเชิงรุก โดยเน้นการทำงานร่วมกับสำนักต่างๆ ภายใน สสส. และ ร่วมกับภาคีเครือข่ายผ่านสื่อสาธารณะ สื่อออนไลน์ และสื่อการเรียนรู้เคลื่อนที ่ ๔. วางแผนและสื่ อ สารเตรี ย มความพร้ อ มให้ กั บ บุ ค ลากร ทั้ ง ระดั บ เจ้ า หน้ า ที่ แ ละภาคี เครือข่าย ให้สามารถปรับตัวกับบรรยากาศของสำนักงานรูปแบบใหม่ รวมทั้งมีความเข้าใจใน เป้าหมายและภารกิจของศูนย์เรียนรู้ ๕. เชื่อมประสานและส่งเสริมการวางแผนร่วมกันภายในองค์กร สสส. ในการสร้างสรรค์ กิจกรรมภายในศูนย์เรียนรู้ฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๖. สร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนรอบศูนย์เรียนรู้ฯ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับ แผนงานเชิงรุกในการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน ๓ ชุมชนรอบศูนย์เรียนรู้
แนวทางดำเนินงาน
ปี
๒๕๕๕-๒๕๕๖
๑. เชื่อมประสานการเตรียมงานและการสร้างสรรค์กิจกรรมภายในศูนย์เรียนรู้ฯ โดยร่วมกัน กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร สสส. จัดระบบสนับสนุนการสื่อสาร ของศูนย์เรียนรู้ฯ เช่น เว็บไซต์ วารสาร ศูนย์ข้อมูลของศูนย์เรียนรู ฯลฯ ้ ๒. เน้นการวางแผนการดำเนินงานสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุกและเชื่อมโยงภาคีหลัก นำมาพัฒนาเป็นเครือข่ายยุทธศาสตร์ ในการร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมและสื่อสารประชาสัมพันธ์ ศูนย์เรียนรู ้
๕. แผนงานบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ
วัตถุประสงค์
278
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เพื่ อ เตรี ย มความพร้ อ มในการบริ ห ารจั ด การพื้ น ที่ ศู น ย์ เ รี ย นรู้ สุ ข ภาวะที่ ส ามารถ ตอบสนองบทบาทการทำงานทุกรูปแบบ และพร้อมปรับเปลี่ยนให้ทันกับเหตุการณ์เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายของศูนย์เรียนรู้ฯ และ สสส. ๒. เพื่อเตรียมการสนับสนุนการพัฒนาและบำรุงรักษาศูนย์เรียนรู ให้พร้อมบริการอย่างมี ้ ประสิทธิภาพ ๓. เพื่อจัดระบบติดตามและประเมินผลประสิทธิภาพในการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ ในด้านต่างๆ
เป้าหมายและตัวชี้วัด
ปี
๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑. เกิดความพร้อมในการเตรียมงานบริการ เช่น การให้บริการพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ ระบบการ จัดหาและการบำรุงรักษาวัสดุอุปกรณ์ ระบบการลงทะเบียนและระบบสมาชิก ร้านค้า ร้านอาหารและ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมทั้งแผนการจัดการจราจรที่มีประสิทธิภาพ ๒. มีแผนการที่สามารถใช้ติดตามและประเมินผลประสิทธิภาพในการจัดการของศูนย์ เรียนรู้ฯ ไม่น้อยกว่า ๓ แผนการ ๓. ภาคีเครือข่าย สสส. และ เจ้าหน้าที สสส. ใช้บริการศูนย์เรียนรู้ฯ ร้อยละ ๘๐ ่ ๔. ประชาชนที่ใช้บริการพืนทีศนย์เรียนรูฯ อย่างน้อยร้อยละ ๘๐ พึงพอใจในบริการที่ได้รบ ้ ู่ ้ ั
แนวทางการดำเนินงาน
๑. จัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ เพื่อวางระบบบริการที่มีประสิทธิภาพ และ จัดเตรียมแผนการประเมินประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาศูนย์เรียนรู ้ ๒. บริหารจัดการร้านค้าสุขภาพ โดยเชื่อมโยงกับผลผลิตจากชุมชนรอบศูนย์เรียนรู้ ๓. วางระบบขนส่งที่สะดวกสำหรับผู้ใช้บริการ ภาคี และ บุคลากร สสส. ๔. บริหารงานศูนย์เรียนรู้ฯ ในส่วนงานอาคารและสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ ระบบรักษาความ ปลอดภัย พร้อมทั้งสุขอนามัย
แผนงานบริหารจัดการกองทุน
และสำนักงาน
วัตถุประสงค์
บริหารจัดการกองทุน จัดระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) พัฒนาระบบงานที่เป็นปกติ วิสัย (Day to day operation) ที่ดีพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้สำนักงานสามารถ ดำเนินงานได้ คล่องตัว แต่รัดกุมด้วยระบบการจัดการ เป้าหมาย ๑. มีระบบการเงิน การลงทุน และบัญชีที่ถูกต้อง ทันเวลา รัดกุม ตรวจสอบได้ ๒. มีระบบการบริหารจัดการพัสดุที่มีประสิทธิภาพ ๓. มีระบบสนับสนุนที่จำเป็นอย่างพอเพียง แนวทางดำเนินงาน ๑. การเงินและบัญชี เพื่อให้การบริหารจัดการด้านการลงทุน การเบิกจ่ายเงินตามภารกิจของ สำนักงานเป็นไปอย่างสะดวก คล่องตัว แต่รัดกุมด้วยระบบควบคุมและการตรวจสอบที่ด รวมไปถึง ี การจัดระบบบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ ที่สามารถจัดทำงบการเงินเพื่อการสอบทานจาก ผู้ ต รวจสอบภายนอก และเสนอต่ อ สาธารณชนได้ ถู ก ต้ อ ง ทั น เวลาตามที่ ก ฎหมายกำหนด สำนักงานฯ จึงได้กำหนดมาตรฐานแนวปฏิบัติในด้านต่างๆ ได้แก่ ๑.๒ การเบิกจ่าย การลงทุน และการควบคุมภายในที่ด ี ๑.๒ การจัดทำบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ และการรายงานสถานการณ์การเงิน ๑.๓ การจัดเก็บ การควบคุม และการทำลายเอกสารทางการเงิน ๑.๑ การตรวจสอบเอกสารการรับ-เบิก-จ่ายของสำนักงาน และเอกสารการลงทุนของ กองทุน ๒. การบริหารจัดการงานพัสดุ ทั้งครุภัณฑ์ วัสดุสำนักงาน และสื่อรณรงค์เพื่อใช้ ในการ
279
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
280
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ประชาสัมพันธ์ แม้ว่าจะยังคงนโยบายการใช้และผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ โดยภาคีเป็นหลักก็ตาม สำนักงานฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดระบบสนับสนุนและการควบคุมตามหลักเกณฑ์การจัดหา พัสดุที่กำหนด โดยกำหนดแนวทางดำเนินงานมาตรฐานในด้านต่างๆ ได้แก่ ๒.๑ การจัดหา จัดซื้อ จัดจ้าง ตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของสำนักงาน ๒.๒ การจัดทำสต๊อควัสดุ ทะเบียนคุมครุภัณฑ์ เพื่อการจัดเก็บ การเบิกจ่าย และการ ควบคุม ๒.๓ การจำหน่ายทรัพย์สิน ๓. ระบบสนับสนุนกลาง โดยเฉพาะสิงทีเ่ ป็นโครงสร้างพืนฐานทีเ่ อือให้การทำงานมีความคล่องตัว ่ ้ ้ ทั้งในส่วนของสำนักงานและภาคีที่มาร่วมงานได้รับความสะดวก และระบบงานพื้นฐานที่จำเป็นที่จะ เอื้อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ สำนักงานฯ จึงกำหนดให้จัดระบบสนับสนุนด้านต่างๆ ได้แก่ ๓.๑ อาคารสถานที่ ความสะอาด ความปลอดภัย ๓.๒ สนับสนุนระบบงานพื้นฐาน ได้แก่ งานสารบรรณ งานธุรการ งานทะเบียนต่างๆ ๓.๓ ระบบสนับสนุนการเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์แก่ภาคี ๓.๔ ศูนย์จัดทำข้อตกลง และจัดเก็บเอกสาร ๓.๕ งานสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ ๓.๖ จัดทำและพัฒนา ข้อบังคับ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และแนวทางการปฏิบัติให้มีความ ทันสมัยและเป็นปัจจุบันเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของสำนักงาน ๓.๗ การจัดการงานแผนงาน/โครงการ ที่ใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามข้อตกลง ๓.๘ ทบทวนเอกสารให้มีปริมาณกระดาษที่เหมาะสมในการจัดทำข้อตกลงเพื่อลดโลกร้อน ๓.๙ การก่อสร้างโครงการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะและอาคารสำนักงานของ สสส. ให้เสร็จ ภายใน ตุลาคม ๒๕๕๔ ๔. ระบบข้อมูลเพื่องานบริหาร เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการกำกับ ติดตาม และพัฒนา ปรับปรุงระบบสนับสนุนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น สำนักงานฯ จึงเห็นควรให้มีการพัฒนาระบบข้อมูลสำหรับ งานบริหาร ได้แก่ ๔.๑ พัฒนาระบบข้อมูลด้านการเงิน บัญชี และพัสดุภายในสำนักงานฯ โดยให้ระบบมี ความเชื่อมโยงและสามารถรองรับการจัดทำงบการเงิน บัญชี และสอบทานได้ ๔.๒ พัฒนาระบบข้อมูลสำหรับบริหารงานพัสดุ เช่น ข้อมูลผู้ขายสินค้าหรือบริการ, ข้อมูล ราคาของพัสดุแต่ละชนิดที่มีการสั่งซื้อ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ต้นทุนด้านการ จัดซื้อทั้งในระดับสำนักงานและระดับสำนัก รวมถึงข้อมูลมูลค่าและอายุของพัสดุ คงคลัง ณ ปัจจุบัน และข้อดีข้อเสียของผู้แทนจำหน่ายเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการ ตัดสินใจ
๔.๓ พัฒนาระบบข้อมูลสำหรับศูนย์จัดทำข้อตกลง เพื่อจัดเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ผลการดำเนินงานจัดทำข้อตกลง การติดตาม และปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงาน ๔.๔ พัฒนาระบบข้อมูลงานสารบรรณ เพื่อให้มีการจัดเก็บเอกสารในระบบอิเล็กทรอนิกส์ อย่างสมบูรณ์ สามารถค้นหาได้ และมีรายงานการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มต้นจนปิดการ ดำเนินการ ตลอดจนการจัดส่งเอกสาร การจ่ายเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ๕. งานอำนวยการและบริหารจัดการประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ และอนุกรรมการชุดต่างๆ และรวมถึงการสนับสนุนการตรวจสอบภายในสำนักงาน ๖. งานด้านการเผยแพร่ข้อมูลและประชาสัมพันธ์องค์กร
งบประมาณ
ประเภทค่าใช้จ่าย ๑. เงินเดือน ค่าตอบแทน และค่าพัฒนาบุคลากร ๒. ค่าใช้จ่ายประชุมคณะกรรมการชุดต่างๆ ๓. ค่าใช้จ่ายด้านการเผยแพร่ข้อมูลและประชาสัมพันธ์ ๔. ค่าบริหารจัดการสำนักงาน และสนับสนุนทั่วไป ๕. ค่าตรวจสอบภายในสำนักงาน ๖. รายจ่ายในสินทรัพย์ทั่วไป รวมงบบริหารจัดการกองทุนและสำนักงาน
งบประมาณ (ล้านบาท) ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ ๙๔ ๑๑๒ ๑๒๔ ๒๐ ๒๑ ๒๕ ๓๓ ๓๓ ๓๓ ๓๘ ๓๙ ๔๑ ๔ ๔ ๔ ๕ ๕ ๕ ๑๙๔ ๒๑๔ ๒๓๒
281
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ภ า ค ผ น ว ก
ภาคผนวก
๑
นิยามศัพท์
“แผนหลัก” (master plan) หมายความว่า แผนการดำเนินงานของกองทุนตามมาตรา ๒๑ (๑) ซึ่งประกอบด้วยแผน/แผนงานทั้งหมดของกองทุน โดยแสดงถึงกรอบการดำเนินงานในระยะ สามปี ระบุถึงเป้าประสงค์ (goals) วัตถุประสงค์ (objectives) มาตรการหลัก (key measures) ตัวชี้วัดหลัก (key indicators) และเป้าหมาย (targets) โดยมีการระบุการจัดสรรงบประมาณในระดับ แผนด้วย “แผน” (plan) หมายความว่า กลุมของแผนงาน (program) ทีมความเกียวเนืองสอดคล้องกัน ่ ่ี ่ ่ อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่สำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพ
284
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
“แผนงาน” (program) หมายความว่า กลุ่มของชุดโครงการ/โครงการ ซึ่งมีกิจกรรม ที่สัมพันธ์กัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของแผนงาน “ชุดโครงการ” (project package) หมายความว่า กลุ่มของโครงการซึ่งมีความสัมพันธ์กัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของชุดโครงการ “โครงการ” (project) หมายความว่า กลุ่มของกิจกรรมซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพื่อ บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ “สุขภาพ” หมายความว่า ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และ ทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล “ปั ญ ญา” หมายความว่า ความรู้ทั่ว รู้เท่าทันและความเข้าใจ อย่างแยกได้ ในเหตุผล แห่งความดี ความชั่ว ความมีประโยชน์ และความมีโทษ ซึ่งนำไปสู่ความมีจิตอันงามและเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ “ปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาพ” (social determinants of health : SDH) หมายความ ว่า สภาพความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน สภาพแวดล้อมที่บุคคลเกิด เติบโต มีชีวิต ทำงาน และ มีอายุมากขึ้น รวมถึงระบบสุขภาพ โดยสภาพเหล่านี้กำหนดจากการกระจาย เงิน ทรัพยากร และ อำนาจ ทั้งในระดับโลก ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ซึ่งส่งผลมาจากการเลือกดำเนินนโยบาย เหล่านั้น ปัจจัยเสี่ยงทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาพนี้ส่งผลก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางสุขภาพ (health inequities) และความแตกต่างทางสุขภาพ ทั้งในและระหว่างประเทศ
ภาคผนวก
๒
นโยบายการเงินและ
งบประมาณ
๒๕๕๔-๒๕๕๖
วัตถุประสงค์นโยบายการเงิน (๑) รักษาปริมาณเงินทุนให้มีสภาพคล่องและเพียงพอต่อภาระผูกพัน (๒) มีเงินทุนสำรองเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต (๕๐๐-๑,๐๐๐ ล้านบาท) (๓) รักษายอดรวมเงินผูกพันกับโครงการต่างๆ มิให้มีเงินคงเหลือสุทธิของกองทุนมากเกินไปโดยไร้เหตุผลอันสมควร (๔) มีการบริหารจัดการเงินทุนที่ยังไม่ถึงกำหนดเบิกจ่ายให้เกิดผลตอบแทนที่เหมาะสม
นโยบายงบประมาณปี ๒๕๕๔-๕๖ “นโยบายงบประมาณปี ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ และ ๒๕๕๖ ใช้นโยบายการเกินดุล (ขาดดุล) งบประมาณในอัตราร้อยละ (๘%), (๕%) และ (๓%) ตามลำดับ”
ล้านบาท ผลการดำเนินงาน
n n
รายได้ ค่าใช้จ่าย
๔,๐๐๐ ๓,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ๑,๐๐๐ ๐
๒,๘๕๙ ๓,๔๓๘
๓,๕๓๘ ๓,๓๓๒
๒,๘๕๓ ๒,๘๘๑
๓,๓๙๘ ๔,๐๕๗
๑,๕๘๕ ๑๕๐
๒๕๔๕
๑,๙๖๒ ๗๔๓
๒๕๔๖ ๒๕๔๗ ๒๕๔๘ ๒๕๔๙ ๒๕๕๐ ๒๕๕๑ ๒๕๕๒ ๒๕๕๓
ประมาณการเงินทุน
๒,๓๑๖ ๒,๕๑๘
๒,๑๙๘ ๑,๘๔๐
๒,๓๘๗ ๒,๓๕๖
๒,๗๘๗ ๒,๑๘๘
๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖
๒๕๕๔-๕๖ ระดับเงินสำรอง
๓,๓๙๐ ๓,๙๙๓
๓,๓๙๐ ๓,๙๕๐
285
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ล้านบาท
๔,๐๐๐ ๓,๔๖๐ ๓,๓๘๗ ๒,๗๗๖ ๒,๘๗๙ ๓,๐๐๐ ๒,๘๓๖ ๒,๙๒๕ ๒,๐๐๐ ๑,๕๐๑ ๙๙๐ ๑,๐๐๐ ๐
๕๒๓
๖๔๐
๘๕๑
๘๒๖
๘๐๗
๗๓๐
ก.ย. ๔๘ ก.ย. ๔๙ ก.ย. ๕๐ ก.ย. ๕๑ ก.ย. ๕๒ ก.ย. ๕๓ ก.ย. ๕๔ ก.ย. ๕๕ ก.ย. ๕๖ ก.ย. ๕๗ ก.ย. ๕๘ ก.ย. ๕๙
ก.ย. ๖๐ ก.ย. ๖๑
สรุปประมาณการสถานะการเงินประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๔-๒๕๕๖ หน่วย:ล้านบาท ๒๕๕๒ ๒๕๕๓F ๒๕๕๔F งบดุล สินทรัพย์ ๒,๙๐๙ ๓,๐๙๘ ๒,๔๔๕ หนี้สิน ๓๔ ๒๔ ๓๐ สินทรัพย์สุทธิ ๒,๘๗๔ ๓,๐๗๔ ๒,๔๑๕ งบผลการดำเนินงาน รายได้ ๒,๘๕๙ ๓,๕๓๘ ๓,๓๙๘ ค่าใช้จ่าย ๓,๔๓๘ ๓,๓๓๒ ๔,๐๕๗ รายได้สูง(ต่ำ)กว่าค่าใช้จ่าย (๕๗๙) ๒๐๖ (๖๕๙) เงินทุนดำเนินการ เงินทุนดำเนินการต้นงวด ๒,๙๒๕ ๓,๔๖๐ ๒,๘๗๙ + เงินทุนดำเนินการรับ ๒,๓๘๗ ๓,๕๓๘ ๓,๓๙๘ (๒,๕๓๖) (๔,๑๑๙) (๔,๗๗๖) - เงินทุนดำเนินการจ่าย เงินทุนดำเนินการปลายงวด ๒,๗๗๖ ๒,๘๗๙ ๑,๕๐๑ ภาระผูกพัน ภาระผูกพันต้นงวด ๒,๗๙๔ ๒,๙๒๖ ๓,๓๐๘ + อนุมัติเพิ่มระหว่างงวดสุทธิ ๒,๓๕๓ ๓,๕๐๐ ๓,๗๐๐ (๒,๒๒๑) (๓,๑๑๘) (๓,๗๖๐) - เบิกจ่ายระหว่างงวด ภาระผูกพันปลายงวด ๒,๙๒๖ ๓,๓๐๘ ๓,๒๔๘
๒๕๕๕F ๒๕๕๖F ๑,๘๔๗ ๑,๒๙๓ ๓๔ ๔๑ ๑,๘๑๒ ๑,๒๕๒ ๓,๓๙๐ ๓,๓๙๐ ๓,๙๙๓ ๓,๙๕๐ (๖๐๓) (๕๖๑) ๑,๕๐๑ ๙๙๐ ๓,๓๙๐ ๓,๓๙๐ (๓,๙๐๑) (๓,๘๕๖) ๙๙๐ ๕๒๓ ๓,๒๔๘ ๓,๒๔๖ ๓,๖๐๐ ๓,๕๐๐ (๓,๖๐๒) (๓,๕๓๔) ๓,๒๔๖ ๓,๒๑๒
โครงการใหม่ที่ได้รับงบประมาณเฉลี่ย ๔ ปีแยกตามเป้าหมาย เป้าหมาย ๑ ลดปัจจัยเสี่ยงหลัก เป้าหมาย ๒ พัฒนาระบบ/กลไกที่จำเป็นในการลดปัจจัยเสี่ยงรอง เป้าหมาย ๓ พัฒนาสุขภาวะองค์รวม เป้าหมาย ๔ สร้างความตื่นตัวและค่านิยมใหม่ในสังคม เป้าหมาย ๕ ขยายโอกาสการสร้างนวัตกรรม เป้าหมาย ๖ ส่งเสริมสมรรถนะของระบบสุขภาพและบริการสุขภาพ
๗๙๑ ๔๕๐ ๙๘๐ ๔๖๕ ๒๒๑ ๗๓๙
๒๒% ๑๒% ๒๗% ๑๓% ๖% ๒๐%
สัดส่วนการจัดสรร
เป้าหมาย ๓ เป้าหมาย ๔ ๒๗% ๑๓% เป้าหมาย ๕ เป้าหมาย ๒ ๖% ๑๒% เป้าหมาย ๖ เป้าหมาย ๑ ๒๐% ๒๒%
286
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
งบประมาณ ๒๕๕๔-๒๕๕๖ ๒๕๕๓ ๒๕๕๔ ๒๕๕๕ ๒๕๕๖ เฉลี่ย ๔ ปี เป้าหมาย อนุมัติโครงการใหม่รวม (ล้านบาท) ๓,๕๕๐ ๑๐๐.๐% ๓,๗๐๐ ๑๐๐.๐% ๓,๖๐๐ ๐๐.๐% ๓,๕๐๐ ๑๐๐.๐% ๓,๖๔๖ ๐๐.๐% ๑๐๐.๐% ๑ ๑ แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ ๑๖๒ ๔.๖% ๑๕๘ ๔.๓% ๑๖๓ ๔.๕% ๑๔๙ ๔.๓% ๑๕๘ ๔.๓% - แผนควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๒๔๘ ๗.๐% ๒๖๗ ๗.๒% ๒๕๐ ๖.๙% ๒๕๔ ๗.๓% ๒๕๕ ๗.๐% ๒๒% แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย ๑๙๑ ๕.๔% ๑๘๖ ๕.๐% ๑๙๖ ๕.๔% ๑๗๖ ๕.๐% ๑๘๗ ๕.๑% - แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ ๑๘๗ ๕.๓% ๑๙๒ ๕.๒% ๑๘๘ ๕.๒% ๑๙๗ ๕.๖% ๑๙๑ ๕.๒% - แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ๓๐๔ ๘.๖% ๒๘๐ ๗.๖% ๒๖๐ ๗.๒% ๒๒๕ ๖.๔% ๒๖๗ ๗.๓% ๑๒% แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ๑๖๐ ๔.๕% ๑๔๕ ๓.๙% ๒๒๗ ๖.๓% ๒๐๐ ๕.๗% ๑๘๓ ๕.๐% - แผนสุขภาวะชุมชน ๗๔๐ ๒๐.๘% ๕๙๕ ๑๖.๑% ๕๗๕ ๑๖.๐% ๕๘๓ ๑๖.๗% ๖๒๓ ๑๗.๑% - แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว ๒๒๘ ๖.๔% ๒๒๘ ๖.๒% ๒๐๙ ๕.๘% ๒๑๓ ๖.๑% ๒๒๐ ๖.๐% ๒๗% แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ๑๔๘ ๔.๒% ๑๔๘ ๔.๐% ๑๒๓ ๓.๔% ๑๒๘ ๓.๗% ๑๓๗ ๓.๘% - แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม ๔๑๓ ๑๑.๖% ๔๗๘ ๑๒.๙% ๔๘๔ ๑๓.๔% ๔๘๕ ๑๓.๙% ๔๖๕ ๑๒.๘% ๑๓% แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม ๒๓๕ ๖.๖% ๒๓๐ ๖.๒% ๒๑๐ ๕.๘% ๒๑๐ ๖.๐% ๒๒๑ ๖.๑% ๖% แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ ๑๐๘ ๓.๐% ๑๐๘ ๒.๙% ๑๐๐ ๒.๘% ๑๐๐ ๒.๙% ๑๐๔ ๒.๙% - แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ๔๒๖ ๑๒.๐% ๔๗๒ ๑๒.๘% ๓๗๕ ๑๐.๔% ๓๓๐ ๙.๔% ๔๐๑ ๑๑.๐% ๒๐% - งานพัฒนาและจัดการกลุ่มงานกลาง - ๐.๐% ๑๑๓ ๓.๑% ๑๐๕ ๒.๙% ๑๐๕ ๓.๐% ๑๐๘ ๓.๐% - - ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ - ๐.๐% ๑๐๐ ๒.๗% ๑๓๕ ๓.๘% ๑๔๕ ๔.๑% ๑๒๗ ๓.๕% -
งบประมาณ ๒๕๕๔-๒๕๕๖ การเบิกจ่ายโครงการใหม่+โครงการต่อเนื่อง การเบิกจ่ายโครงการรวม (ล้านบาท) แผนควบคุมการบริโภคยาสูบ แผนควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แผนสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัย แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ แผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ แผนสุขภาวะชุมชน แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว แผนสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ แผนสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม แผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม แผนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพผ่านระบบบริการสุขภาพ แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ - งานพัฒนาและจัดการกลุ่มงานกลาง - ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ
๒๕๕๔ ใหม่ ต่อเนื่อง ๑,๕๕๘ ๒,๒๐๑ ๕๓ ๑๓๔ ๑๐๐ ๑๑๗ ๖๓ ๑๓๐ ๘๘ ๒๖๔ ๔๒ ๑๘๒ ๒๑๐ ๔๓๔ ๑๐๐ ๑๔๑ ๑๐๐ ๗๐ ๑๐๑ ๖๘ ๒๓๒ ๒๐๖ ๑๔๕ ๗๗ ๔๒ ๑๓๑ ๑๖๗ ๒๔๘ ๕๕ - ๖๐ -
๒๕๕๕ ใหม่ ต่อเนื่อง ๑,๕๒๙ ๒,๐๗๓ ๕๔ ๑๑๓ ๙๔ ๑๓๕ ๖๖ ๑๑๑ ๘๒ ๑๙๙ ๖๗ ๑๒๒ ๑๗๖ ๔๑๔ ๘๐ ๑๓๕ ๖๕ ๗๐ ๙๙ ๖๖ ๒๓๕ ๑๙๖ ๑๐๑ ๑๐๐ ๓๘ ๘๙ ๑๓๒ ๓๒๒ ๑๐๕ - ๑๓๕ -
๒๕๕๖ ๒๕๕๔-๕๖ ใหม่ ต่อเนื่อง รวม ๑,๕๐๖ ๒,๐๒๘ ๑๐,๘๙๖ ๕๐ ๑๐๕ ๕๐๘ ๙๕ ๑๕๓ ๖๙๔ ๕๙ ๑๒๐ ๕๕๐ ๗๑ ๑๘๑ ๘๘๕ ๕๙ ๑๔๑ ๖๑๒ ๑๗๘ ๔๐๓ ๑,๗๘๗ ๘๑ ๑๓๑ ๖๕๕ ๖๗ ๖๐ ๔๑๐ ๑๐๔ ๗๙ ๕๑๗ ๒๓๖ ๒๒๕ ๑,๓๒๙ ๑๐๑ ๑๐๕ ๕๙๖ ๓๘ ๖๒ ๔๐๑ ๑๑๗ ๒๖๔ ๑,๒๕๐ ๑๐๕ - ๓๒๓ ๑๔๕ - ๓๘๐
ภาคผนวก
๓
กระบวนการปรับปรุง
แผนหลัก
๒๕๕๔
-
๒๕๕๖
คณะกรรมการกองทุน ได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนหลักซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ สสส. ระยะ เวลา ๓ ปีและให้มีปรับปรุงแผนหลัก สสส. ทุกปี เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงิน เพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีกระบวนปรับปรุง ที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเพื่อให้การสนับสนุนทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ กระบวนการปรับปรุงแผนหลัก ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ มีขั้นตอน สรุปได้ดังนี้ ๑. ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนเมษายน ๒๕๕๓ ฝ่ายบริหารได้มีการประชุมเพื่อทบทวน ยุทธศาสตร์ และหารือร่วมกันถึงแนวทางการดำเนินงานของแผนงานต่างๆ เพื่อให้การจัดทำแผน หลักสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์และเป้าหมายของกองทุน ๒. คณะกรรมการกองทุน ในการประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๕๓ เห็นชอบแนวทางและขั้นตอนการ ปรับปรุงแผนหลัก ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ เมื่อวันที ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓ เพื่อดำเนินการต่อไป ่ ๓. จั ด ประชุ ม สั ม มนาเชิ ง ปฏิ บั ติ ก ารเพื่ อ จั ด ทำร่ า งนโยบายและทิ ศ ทาง เมื่ อ วั น ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ณ โรงแรมสยามซิ ต ถ.ศรี อ ยุ ธ ยา กรุ ง เทพฯ โดยการมี ส่ ว นร่ ว มของ ี้ คณะกรรมการบริหารแผน คณะอนุกรรมการทุกชุดที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายบริหาร เจ้าหน้าที่ สสส. และภาคีเครือข่าย ๔. คณะกรรมการกองทุน ในการประชุมครั้งที ๕/๒๕๕๓ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ มีมติ ่ เห็นชอบกับข้อเสนอจากที่ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โดยกำหนดเป็น นโยบายในการปรับปรุง แผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ สรุป ๕ ข้อ ดังนี้ ๑) ยกระดับความสำคัญเพิ่มขึ้นสำหรับประเด็นสุขภาวะทางจิตและปัญญา อาหาร เด็ก เยาวชน และครอบครัว การลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ และการเรียนรู้เพื่อ สุขภาวะ โดยพิจารณาปรับปรุงเพิมเติมจากแผนงานเดิมหรือพัฒนาขึนเป็นแผนงานใหม่ ่ ้ ๒) ให้ทุกแผนเน้นการบูรณาการ ทั้งในเชิงพื้นที่ ประเด็น กลุ่มเป้าหมายและองค์กร โดยอาจพิจารณาให้มีการจัดการบริหารแบบแผนกลุ่มงานในประเด็นงานที่เชื่อมโยง หลายแผนงาน เช่น ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปัญหากลุ่มโรคไม่ติดต่อ เป็นต้น ๓) ให้ ทุ ก แผนสนั บ สนุ น แนวคิ ด การปฏิ รู ป ประเทศไทย และสนั บ สนุ น การขั บ เคลื่ อ น “ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่” เพื่อให้เกิดรูปธรรมในการดำเนินงานในทุกระดับ
287
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
288
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๔) เพิ่มความสำคัญการพัฒนาศักยภาพภาคีทั้งในระดับบุคคล องค์กร และเครือข่าย รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในองค์กร สสส. ทั้งนี้การพัฒนาในระดับองค์กร ภาคีอาจใช้แนวคิดการสนับสนุนให้องค์กรภาคีมีการพัฒนาเป็นกิจการเพื่อสังคมเพื่อให้ เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ๕) ให้สำนักงานสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม โดยการเปิดโอกาสให้ภาคีเสนอโครงการ เชิงนวัตกรรมที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาการทำงานเชิงรุกในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคีใหม่ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ให้มีการปรับปรุงระบบ สารสนเทศ ระบบข้อมูล ระบบการสื่อสาร และระบบการจัดการความรู้ เพื่อสามารถ เชื่อมโยงเครือข่ายในการเรียนรู้และสามารถขยายผลสู่สังคมต่อไปได้ ๕. ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ๒๕๕๓ คณะกรรมการบริหารแผนทุกคณะประชุมเชิง ปฏิบัติการร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีเพื่อจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ระดับแผนและแผนงานพร้อม ตัวชี้วัดและเป้าหมายให้สอดคล้องกับนโยบายแผนหลักทั้ง ๕ ข้อ ๖. ช่ ว งเดื อ นกรกฏาคม ๒๕๕๓ สสส. ได้ ร วบรวมข้ อ มู ล การปรั บ ปรุ ง แผนของทุ ก คณะ และยกร่างแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ในภาพรวม ๗. วันที ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการคณะกรรมการ/คณะกรรมการบริหาร ่ แผน และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงร่างแผนหลักปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ในภาพรวม ณ โรงแรมสยามซิตี้ ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ ๘. คณะกรรมการกองทุน พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนหลัก สสส. ปี ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ ใน การประชุมคณะกรรมการครั้งที่ ๘/๒๕๕๓ วันที ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ โดยแผนหลัก สสส. ปี ่ ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖ มีผลใช้ตั้งแต่วันที ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป ่
ภาคผนวก
๔
การจัดแบ่งพื้นที่เพื่อการ
บูรณาการ
การสร้างเสริมสุขภาพ
๑๐. ชลบุรี ๑๑. ระยอง ๑๒. จันทบุรี ๑๓. ตราด
กลุ่มจังหวัดที่ ๑ (คณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๑) ๖. ประจวบคีรีขันธ์ ๑. สมุทรปราการ ๗. ปราจีนบุรี ๒. สมุทรสาคร ๘. สระแก้ว ๓. สมุทรสงคราม ๙. ฉะเชิงเทรา ๔. ราชบุรี ๕. เพชรบุรี
289
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
กลุ่มจังหวัดที่ ๒ (คณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๖) ๙. นครนายก ๕. สิงห์บุรี ๑. นนทบุรี ๑๐. นครปฐม ๖. ชัยนาท ๒. ปทุมธานี ๑๑. สุพรรณบุรี ๗. ลพบุรี ๓. พระนครศรีอยุธยา ๑๒. กาญจนบุรี ๘. สระบุรี ๔. อ่างทอง กลุ่มจังหวัดที่ ๓ (คณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๒) ๘. อุดรธานี ๕. สกลนคร ๑. ขอนแก่น ๙. หนองบัวลำภู ๖. นครพนม ๒. มหาสารคาม ๑๐. เลย ๗. หนองคาย ๓. ร้อยเอ็ด ๔. กาฬสินธุ ์
กลุ่มจังหวัดที
๔
(คณะกรรมการบริหารแผน
คณะที
๓) ่ ่ ๗. อำนาจเจริญ ๔. สุรินทร์ ๑. ชัยภูมิ ๘. ยโสธร ๕. ศรีสะเกษ ๒. นครราชสีมา ๙. มุกดาหาร ๖. อุบลราชธานี ๓. บุรีรัมย์ กลุ่มจังหวัดที
๕
(คณะกรรมการบริหารแผน
คณะที่
๔) ่ ๕. ภูเก็ต ๘. นครศรีธรรมราช ๑. ชุมพร ๖. กระบี่ ๙. พัทลุง ๒. ระนอง ๗. ตรัง ๑๐. สตูล ๓. สุราษฎร์ธานี ๔. พังงา กลุ่มจังหวัดที
๖
(คณะกรรมการบริหารแผน
คณะที่
๓) ่ ๓. ยะลา ๑. นราธิวาส ๔. สงขลา ๒. ปัตตานี กลุ่มจังหวัดที
๗
(คณะกรรมการบริหารแผน
คณะที่
๕) ่ ๗. เชียงใหม่ ๔. น่าน ๑. ลำพูน ๘. แม่ฮ่องสอน ๕. พะเยา ๒. ลำปาง ๖. เชียงราย ๓. แพร่ กลุ่มจังหวัดที
๘
(คณะกรรมการบริหารแผน
คณะที่
๗) ่ ๗. สุโขทัย ๔. เพชรบูรณ์ ๑. อุทัยธานี ๘. กำแพงเพชร ๕. พิษณุโลก ๒. นครสวรรค์ ๙. ตาก ๖. อุตรดิตถ์ ๓. พิจิตร กรุงเทพมหานคร
(คณะกรรมการบริหารแผน
คณะที่
๕)
290
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ภาคผนวก
๕
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงิน
เพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม
พ.ศ.
๒๕๕๐
กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
เพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ กำหนดไว้ในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ และสอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ด อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑ (๓) และ ี มาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จึง กำหนดหลั ก เกณฑ์ แ ละวิ ธี การจั ด สรรเงิ น เพื่ อ การสนั บ สนุ น โครงการและกิ จ กรรมขึ้ น ไว้ โดยมี วัตถุประสงค์ดังนี้ (๑) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ (๒) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน (๓) เพื่อสร้างกระบวนการดำเนินงานที่โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ (๔) เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนกับสำนักงาน และภาคีสร้างเสริมสุขภาพให้ชัดเจน
๑. วัตถุประสงค์
291
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๒. นิยาม
๒.๑ หลักเกณฑ์นี้เรียกว่า “หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและ กิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐” เรียกย่อว่า “หลักเกณฑ์” ๒.๒ ในหลักเกณฑ์น ี้ (๑) “พระราชบัญญัติ” หมายความว่า พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๔ (๒) “กองทุน” หมายความว่า กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (๓) “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (๔) “ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (๕) “ผู้จัดการ” หมายความว่า ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
292
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
แผนหลักต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนตามมาตรา ๕ และกิจการของกองทุน ตามมาตรา ๙ (๔) แห่งพระราชบัญญัต ิ ๓.๑ ให้ผู้จัดการจัดประชุมคณะกรรมการบริหารแผนและภาคีเพื่อกำหนดแผนหลัก เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อขอความเห็นชอบก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมของทุกปี
๓. แผนหลัก (master plan)
(๖) “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานกองทุนสนับสนุนการ สร้างเสริมสุขภาพหรือบุคคลที่ผู้จัดการมอบหมายให้ทำหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที ่ ประจำสำนักงาน (๗) “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (๘) “ภาคี” หมายความว่า ภาคีสร้างเสริมสุขภาพ อันอาจเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาแผนงานหรือโครงการ หรือมีส่วนร่วมในการดำเนิน กิจกรรมตามแผนงานหรือโครงการ (๙ ) “แผนหลัก” (master plan) หมายความว่า แผนการดำเนินงานของกองทุน ตามมาตรา ๒๑(๑) ซึ่งประกอบด้วยแผน/แผนงานทั้งหมดของกองทุน โดยแสดง ถึงกรอบการดำเนินงานในระยะสามปี ระบุถึงเป้าประสงค์ (goals) วัตถุประสงค์ (objectives) มาตรการหลัก (key measures) ตัวชี้วัดหลัก (key indicators) และ เป้าหมาย (targets) โดยมีการระบุการจัดสรรงบประมาณในระดับแผนด้วย (๑๐) “แผน” (plan) หมายความว่า กลุ่มของแผนงาน (program) ที่มีความเกี่ยวเนื่อง สอดคล้องกัน อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่สำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพ (๑๑) “แผนงาน” (program) หมายความว่า กลุมของชุดโครงการ/โครงการ ซึงมีกจกรรม ่ ่ ิ ที่สัมพันธ์กัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของแผนงาน (๑๒) “ชุดโครงการ” (project package) หมายความว่า กลุ่มของโครงการซึ่งมีความ สัมพันธ์กัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของชุดโครงการ (๑๓) “โครงการ” (project) หมายความว่า กลุ่มของกิจกรรมซึ่งมีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กัน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ (๑๔) “คณะกรรมการบริหารแผน” (steering committee) หมายความว่า คณะบุคคลที ่ คณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นเพื่อบริหาร กำกับดูแลการพัฒนา และการดำเนินการ ตามแผน ภายใต้แผนหลักทีคณะกรรมการเห็นชอบไว้แล้ว คณะกรรมการบริหารแผน ่ คณะหนึ่งอาจได้รับมอบหมายให้บริหารแผนมากกว่าหนึ่งแผนก็ได้ (๑๕) “ผู้จัดการแผนงาน” (program manager) หมายความว่า บุคคลที่รับผิดชอบใน การบริหารจัดการแผนงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ (๑๖) “การทบทวนผลการดำเนินงาน” (program review) หมายความว่า การประเมินผล การดำเนินงานของแผนหรือแผนงาน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงแผน หรือแผนงาน
๔. คณะกรรมการบริหารแผน
๓.๒ ในการพัฒนาแผนหลัก ให้จัดทำเป็นระยะเวลาสามปี โดยให้ปรับปรุงทุกปี เพื่อ เสนอต่อคณะกรรมการตามข้อ ๓.๑ ๓.๓ ให้ ผู้ จั ด การจั ด ให้ ค ณะกรรมการบริ ห ารแผนและภาคี ต่ า งๆ ได้ มี ส่ ว นร่ ว มใน การพัฒนาแผนหลักให้มากที่สุด ๓.๔ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ หากแผนใดมีความจำเป็นในระหว่าง ปีที่จะต้องปรับปรุงวงเงินงบประมาณตามแผนที่คณะกรรมการเห็นชอบไว้ไม่เกิน ร้ อ ยละสิ บ ของวงเงิ น งบประมาณแต่ ล ะปี ให้ อ ยู่ ใ นดุ ล ยพิ นิ จ ของผู้ จั ด การที่ จ ะ ดำเนินการได้ และให้แจ้งให้คณะกรรมการทราบ ในกรณีที่จำเป็นต้องปรับปรุง วงเงินงบประมาณเกินกว่าร้อยละสิบ ให้ผู้จัดการเสนอแนวทางการปรับปรุงต่อ คณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัต ิ ๓.๕ ในระหว่างปี หากผู้จัดการพิจารณาเห็นความจำเป็นต้องกำหนดแผนใหม่ภายใต้ แผนหลัก ให้ผู้จัดการเสนอขออนุมัติต่อคณะกรรมการ ๔.๑ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นคณะหนึ่งประกอบด้วยกรรมการ กองทุนและผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ รวมแล้วไม่เกินสิบคน โดยมีผู้จัดการเป็นกรรมการ และเลขานุการ ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองรายชื่อบุคคลที่ผู้จัดการเสนอตามที่ได้ ปรึกษาหารือกับภาคีที่เกี่ยวข้องกับแผนนั้นๆ เพื่อเป็นคณะกรรมการบริหารแผน คณะต่างๆ จำนวนคณะละเจ็ดถึงสิบห้าคน แล้วให้ผู้จัดการเสนอรายชื่อที่ผ่านการ กลันกรองแล้วต่อคณะกรรมการเพือให้ความเห็นชอบและให้ประธานกรรมการลงนาม ่ ่ ในประกาศแต่งตั้ง ๔.๒ คณะกรรมการบริหารแผนคณะหนึงๆ ประกอบด้วยกรรมการกองทุนไม่นอยกว่า ๒ คน ่ ้ และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ มีผลงานดีเด่น และมีประสบการณ์จาก หลายสาขา ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามแผน โดยควรเป็นผู้ที่ ได้รับการ ยอมรับจากภาคีที่เกี่ยวข้องกับแผนนั้นๆ ให้ผู้จัดการหรือผู้ที่ผู้จัดการมอบหมาย ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการบริหารแผน ๔.๓ ให้คณะกรรมการบริหารแผนมีวาระปฏิบตงานคราวละสามปีหรือตามทีคณะกรรมการ ัิ ่ กำหนด โดยเมื่อครบวาระแล้วหากยังไม่มีการแต่งตั้งขึ้นใหม่ก็ให้คณะกรรมการ บริ ห ารแผน ชุ ด เดิ ม นั้ น ปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ไ ปก่ อ น นอกจากการครบตามวาระแล้ ว ประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการบริหารแผนจะพ้นจากหน้าทีเ่ มือตาย ่ ลาออก หรือเมื่อพ้นสภาพตามมติของคณะกรรมการ คณะกรรมการบริหารแผน จะสิ้นสภาพไปด้วยเมื่อแผนที่ดูแลเสร็จสิ้นหรือยุติลง ๔.๔ ในการประชุมของคณะกรรมการบริหารแผนให้อนุโลมใช้ความในมาตรา ๒๒ แห่ง พระราชบัญญัติ เว้นแต่คณะกรรมการบริหารแผนจะมีมติกำหนดแนวปฏิบัติไว้เป็น อื่นโดยไม่ขัดแย้งกับหลักการของมาตรา ๒๒
293
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
294
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๕. การพัฒนาและบริหารแผนงาน
๔.๕ ๔.๖ ๔.๗
ให้นำจรรยาบรรณของคณะกรรมการมาใช้เป็นหลักการและแนวปฏิบัติสำหรับ ประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการบริหารแผนด้วยโดยอนุโลมให้ สำนักงานแจ้งถึงจรรยาบรรณแก่ประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการ บริหารแผนเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบตั้งแต่แรกเริ่มปฏิบัติหน้าที ่ ให้คณะกรรมการบริหารแผนมีอำนาจหน้าที ดังนี้ ่ (๑) กำหนดแนวทางและกำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนให้บรรลุผล รวมถึง พัฒนาแผนในระยะต่อไปข้างหน้า โดยสามารถปรับปรุงรายละเอียดของแผน นั้นๆ ได้ ภายในกรอบงบประมาณของแผนที่คณะกรรมการเห็นชอบไว้ (๒) พิจารณาให้ทุนหรือพิจารณาเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติตาม วงเงินที่กำหนดไว้ในข้อ ๗.๖ (๒) และ ๗.๖ (๓) (๓) แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาและในกรณีที่สมควรอาจมอบหมายอำนาจ หน้าที่เพื่อกำกับทิศทางของแผนงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ของแผน (๔) เสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิทดแทนกรรมการบริหาร แผนที่พ้นหน้าที่ไปด้วยสาเหตุใดๆ หรือเสนอเพื่อพิจารณาแต่งตั้งกรรมการ เพิ่ ม เติ ม (๕) รายงานความก้ า วหน้ า ของการดำเนิ น งานตามแผนต่ อ คณะกรรมการ ตลอดจนจัดให้มีการประเมินผลตามข้อ ๘.๓ ถึงข้อ ๘.๗ (๖) พิจารณาปรับปรุงจัดสรรเงินภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในแผนนั้นๆ ตามความ เหมาะสม (๗) ดำเนินงานอื่นใดที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินงานตามแผน บรรลุผลสำเร็จ ให้ผู้จัดการจัดให้มีการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการและคณะกรรมการบริหาร แผนคณะต่างๆ เพื่อประโยชน์ ในการเรียนรู้ร่วมกันและต่อการบูรณาการของ แผนหลักของกองทุนในภาพรวม โดยให้จัดประชุมอย่างน้อยปีละครั้ง
๕.๑ ให้คณะกรรมการบริหารแผนเป็นผู้กำหนดโครงสร้างแผนงาน (program) ภายใน แผนรวมถึงกำหนดวงเงินงบประมาณสำหรับแต่ละแผนงาน หรือกลุ่มแผนงาน ๕.๒ ให้ผู้จัดการพัฒนารายละเอียดของแต่ละแผนงานโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของ ภาคีทเี่ กียวข้องกับแผนงานนันในกระบวนการพัฒนารายละเอียดของแต่ละแผนงาน ่ ้ ผู้จัดการอาจมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบไปดำเนินการก็ได้ ๕.๓ ผู้จัดการอาจจัดให้มีการพัฒนานวัตกรรมในแต่ละแผนได้ โดยใช้งบประมาณไม่เกิน ร้อยละสองของแต่ละแผน ๕.๔ ให้ ผู้ จั ด การแต่ ง ตั้ ง ผู้ มี คุ ณ สมบั ติ เ หมาะสมทำหน้ า ที่ ผู้ จั ด การแผนงานโดยมี กระบวนการปรึกษากับภาคีที่เกี่ยวข้อง
๖. แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ที่กองทุนให้การสนับสนุน
๕.๕ ผู้จัดการแผนงานควรมีคุณสมบัต ดังนี้ ิ (๑) เป็ น ผู้ มี ส่ ว นร่ ว มในกระบวนการพั ฒ นาแผนงาน โดยได้ แ สดงถึ ง ความรู้ ความเข้าใจ ความเอาใจใส่ และการเป็นที่ยอมรับของภาคีที่เกี่ยวข้อง (๒) เป็นผู้มีความสามารถและประสบการณ์ในการบริหาร (๓) สามารถอุทิศเวลาปฏิบัติงานได้จริงตามข้อตกลง (๔) ไม่เป็นผู้มีประวัติด่างพร้อยในทางการเงินหรือการรับทุน ทั้งนี้ให้พึงพิจารณา ข้อมูลจากแหล่งทุนอื่นด้วย ๕.๖ ให้ผู้จัดการแผนงานทำหน้าที่บริหารจัดการแผนงานภายใต้กรอบการปฏิบัติงาน และโครงการ ตามที่คณะกรรมการบริหารแผนนั้นๆ กำหนด ๕.๗ ผูจดการแผนงานจะพ้นจากหน้าทีเ่ มือแผนทีดแลเสร็จสินหรือยุตลง ผูจดการแผนงาน ้ั ่ ู่ ้ ิ ้ั อาจพ้นจากหน้าที่เมื่อลาออก หรือผู้จัดการเห็นสมควรให้พ้นจากหน้าที เนื่องจาก ่ ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๕.๕ และให้ผู้จัดการแต่งตั้งผู้จัดการแผนงานคนใหม่แทน
๖.๑ แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ที่อยู่ในข่ายที่กองทุนจะสนับสนุนต้องเป็น แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนตาม มาตรา ๕ กิจการของกองทุนตามมาตรา ๙ (๔) หรือแผนการดำเนินงานของกองทุน แผนใดแผนหนึ่งที่คณะกรรมการเห็นชอบไว้ ๖.๒ กองทุนสามารถสนับสนุนแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ๓ ประเภท ดังนี้ (๑) แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ด้านการพัฒนาและปฏิบัติการ หมายถึง แผนงาน ชุ ด โครงการ หรื อ โครงการ ที่ มี ลั ก ษณะเป็ น การฝึ ก อบรม การรณรงค์ การจัดกิจกรรม หรือพัฒนารูปแบบที่เป็นนวัตกรรม หรือการ พัฒนาเครือข่ายภาคี หรือปฏิบัติการในด้านการสร้างเสริมสุขภาวะ ทั้งนี้ ต้องไม่ใช่งานประจำที่ดำเนินการอยู่แล้ว (๒) แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ด้านการศึกษาวิจัย หมายถึง แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ที่มีลักษณะการศึกษาวิจัย การทบทวนองค์ความรู้ การวิจัยและพัฒนา การประเมินผล รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพด้วย (๓) แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ด้านการอุปถัมภ์กิจกรรม หมายถึง แผนงาน ชุ ด โครงการ หรื อ โครงการ ที่ มี ลั ก ษณะการให้ ทุ น แก่ กิ จ กรรม ด้านกีฬา ศิลปวัฒนธรรมหรือ กิจกรรมสาธารณะอื่นเพื่อเป็นสื่อกลางในการ สร้างความรู้และค่านิยมในการสร้างเสริมสุขภาพ ๖.๓ ลักษณะแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ที่กองทุนให้การสนับสนุนให้เป็นไป ตามประกาศแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ ๖.๔ รายละเอียดสำหรับแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ แต่ละประเภทให้ผู้จัดการ จัดทำเป็นประกาศของสำนักงานเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ทราบทางสื่อมวลชน ตามเวลาและโอกาสที่เหมาะสม
295
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
296
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๗. การพิจารณาแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ
๖.๕ ๖.๖
แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ที่กองทุนจะรับพิจารณา อาจจะมาจากการ ทำงานร่วมกันของภาคี หรือจากผู้สนใจที่เสนอเข้ามาตามประกาศของสำนักงาน แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ไม่ว่าประเภทใด ต้องมีรายละเอียดเพียงพอ แก่การพิจารณาของกองทุน ทั้งนี ให้เป็นไปตามแบบเสนอแผนงาน ชุดโครงการ ้ หรือโครงการ ที่สำนักงานกำหนด
๗.๑ การพิจารณาแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ให้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ (๑) ขั้นการกลั่นกรองทางวิชาการ (๒) ขั้นพิจารณาตัดสิน ๗.๒ การกลั่นกรองทางวิชาการให้กระทำโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ผู้เสนอแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ เงื่อนไขและจำนวนผู้ทรงคุณวุฒ ิ ให้เป็นไปตามขนาดแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ดังนี ้ จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย ๑ คน อย่างน้อย ๓ คน อย่างน้อย ๕ คน อย่างน้อย ๗ คน อย่างน้อย ๗ คน และจะต้องมีการประชุมพิจารณา อย่างน้อย ๗ คนโดยมีคณะกรรมการ บริหารแผนรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย ๓ คน และจะต้องมีการประชุมพิจารณา
ขนาดแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ (งบประมาณที่ขอ) l ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท l ๒๐๐,๐๐๑ - ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท l ๑,๐๐๐,๐๐๑ - ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท l ๕,๐๐๐,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท l ๑๐,๐๐๐,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท l เกินกว่า ๒๐ ล้านบาท
ผู้ทรงคุณวุฒิให้เลือกจากบัญชีรายชื่อตามข้อ ๗.๕ ๗.๓ ให้ผู้จัดการแผนงานหรือผู้ที่ผู้จัดการมอบหมาย รับผิดชอบดำเนินการตามข้อ ๗.๒ และประมวลผลการกลั่นกรองทางวิชาการ รวมทั้งพิจารณาให้มีการปรั บ ปรุ ง รายละเอียดของแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ถ้าจำเป็น เพื่อเสนอเป็น ข้อมูลในการตัดสินใจของผู้มีอำนาจตามข้อ ๗.๖ ๗.๔ หลังจากได้รับการอนุมัติแล้วให้ผู้จัดการหรือผู้ที่ผู้จัดการมอบหมายจัดทำสัญญากับ ผู้รับทุน ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวหากมีความจำเป็นและสมควรเพื่อประโยชน์ ในการบริหารจัดการ ผู้จัดการอาจให้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในรายละเอียดได้ ๗.๕ ให้ผู้จัดการร่วมกับผู้จัดการแผนงาน จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิประจำ แต่ละแผนแล้วเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารแผนปีละครั้ง
๘. การกำกับติดตามและประเมินผลเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานตามแผน
๗.๖ อำนาจในการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณให้เป็นไปตามวงเงินดังนี้ (๑) วงเงินไม่เกิน ๒๐ ล้านบาท ให้ผู้จัดการพิจารณาอนุมัต แล้วรายงานให้ ิ คณะกรรมการ และคณะกรรมการบริหารแผนทราบ (๒) วงเงินเกิน ๒๐ ล้านบาทแต่ไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท ให้คณะกรรมการบริหาร แผนพิจารณาอนุมัติและเสนอคณะกรรมการเพื่อทราบ (๓) วงเงินเกินกว่า ๕๐ ล้านบาท ให้คณะกรรมการบริหารแผนพิจารณาเสนอต่อ คณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัต ิ
๙. การสิ้นสุดแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ
๘.๑ ให้สำนักงานกำหนดงวดงานและงวดเงินในสัญญา เพื่อกำกับผลงานและวงเงิน ที่จะจ่ายในแต่ละงวด ๘.๒ ให้ผจดการแผนงานกำหนดกลไกการกำกับติดตามและประเมินผลภายในของแผนงาน ู้ ั และจัดทำรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานของแผนงานเสนอต่อคณะกรรมการ บริหารแผนอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หรือตามที่คณะกรรมการบริหารแผนกำหนด ๘.๓ ให้ผจดการแผนงานจัดให้มการทบทวนผลการดำเนินงาน เพือปรับปรุงการดำเนินงาน ู้ ั ี ่ ของแผนงานปีละหนึ่งครั้ง และรายงานผลให้คณะกรรมการบริหารแผนทราบโดย ผ่านคณะกรรมการกำกับทิศทางที่คณะกรรมการบริหารแผนแต่งตั้ง ๘.๔ ให้คณะกรรมการบริหารแผน จัดทำรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานของแผน เสนอต่อคณะกรรมการ อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด ๘.๕ ให้คณะกรรมการบริหารแผน จัดให้มีการทบทวนผลการดำเนินงาน เพื่อปรับปรุง การดำเนินงานของแผนปีละหนึ่งครั้ง และรายงานผลให้คณะกรรมการทราบ ๘.๖ รายงานตามข้อ ๘.๒ ถึง ๘.๕ ให้นำเสนอ คณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงาน ของกองทุน ตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัต เพื่อทราบด้วย ิ ๘.๗ ให้คณะกรรมการบริหารแผนพิจารณา จัดให้มการประเมินผลเชิงลึกสำหรับชุดแผนงาน ี ชุดโครงการ หรือโครงการ ขนาดใหญ่ที่มีวงเงินงบประมาณเกินกว่า ๒๐ ล้านบาท ๘.๘ คณะกรรมการ หรือคณะกรรมการบริหารแผน อาจจัดให้มการติดตามและประเมินผล ี นอกเหนือจากการรายงานและทบทวนในข้อ ๘.๒ ถึง ๘.๗ ก็ได้ ๙.๑ แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการนั้น ได้ดำเนินกิจกรรมตามที่ได้วางแผนและ บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการแล้ว และไม่มีความ จำเป็นที่จะต้องดำเนินการต่อ หรือ ๙.๒ แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการนั้น หมดสภาพไปเนื่องจากผลจากการติดตาม ตรวจสอบและการประเมินผลระบุให้เห็นถึงความล้มเหลวและเห็นควรให้เลิก หรือ ๙.๓ เป็นไปตามเงือนไขอืน ตามทีระบุไว้ในสัญญาระหว่างกองทุนกับผูรบทุนของแผนงาน ่ ่ ่ ้ั ชุดโครงการ หรือโครงการนั้น
297
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
298
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
๑๑.๑ ให้คณะกรรมการอำนวยการแผนงานคณะต่างๆ ที่ปฏิบัติงานอยู่ก่อนที่หลักเกณฑ์น ี้ จะมีผลบังคับใช้คงปฏิบัติงานต่อไปจนสิ้นสุดแผนงานหรือโครงการตามกำหนดเดิม และยั ง คงอำนาจหน้ า ที่ ที่ มี อ ยู่ เ ดิ ม โดยให้ ถื อ เป็ น ระดั บ คณะอนุ กรรมการของ คณะกรรมการบริหารแผนชุดที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ยกเว้นคณะกรรมการบริหารแผน จะเห็นเป็นอย่างอืนให้สำนักงานจัดทำบัญชีรายชือคณะกรรมการอำนวยการแผนงาน ่ ่ ในวรรคแรกแจ้งต่อคณะกรรมการบริหารแผนที่ดูแลแผนที่เกี่ยวข้องในการประชุม นัดแรก ๑๑.๒ ห้แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการที่ได้รับการอนุมัติสนับสนุนงบประมาณไป ใ แล้ ว ก่ อ นที่ ห ลั ก เกณฑ์ นี้ จ ะมี ผ ลบั ง คั บ ใช้ ดำเนิ น การต่ อ ไปจนสิ้ น สุ ด แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ๑๑.๓ ห้บรรดาระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือกฎ ไม่ว่าจะเรียกชื่อใดๆ ที่ออกตาม ใ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๔๘ มีผลบังคับใช้ต่อไปเสมือนได้ออกตามหลักเกณฑ์นี้จนกว่าจะมีการออกระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือกฎนั้นๆ ขึ้นมาใหม่ หลักเกณฑ์นี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป และให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการ จัดสรรเงินการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๔๘ และบรรดาระเบียบ คำสั่ง หรือประกาศ ต่างๆ ที่ขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์นี้ ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ (นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์) รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
๑๐. ารรักษาการและปฏิบัติการตามหลักเกณฑ์ ก
๑๑. ทเฉพาะกาล บ
๑๐.๑ ให้ผจดการเป็นผูรกษาการตามหลักเกณฑ์น และสามารถออกระเบียบ ประกาศ คำสัง ู้ ั ้ั ี้ ่ หรือดำเนินการอื่นใด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักเกณฑ์นี้ได้ ๑๐.๒ ในกรณีที่มีปัญหาทางข้อกฎหมายหรือข้อที่เกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการใน การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์น ให้ผู้จัดการรายงานข้อเท็จจริงและเสนอความเห็นต่อ ี้ คณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงิน
เพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม
พ.ศ.
๒๕๕๐
(ฉบับที่
๒)
พ.ศ.๒๕๕๐
กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
เพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเกี่ยวกับการสนับสนุ น โครงการและกิจกรรมเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑(๓) และมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ในการ ประชุมครั้งที่ ๗/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงมีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ หลักเกณฑ์นี้เรียกว่า “หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและ กิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐” ข้อ ๒ หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป ข้อ ๓ ห้ยกเลิกความใน ๘.๗ และ ๘.๘ แห่งหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการ ใ สนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “๘.๗ ให้คณะกรรมการบริหารแผนพิจารณาจัดให้มีการประเมินผลเชิงลึกสำหรับแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ขนาดใหญ่ที่มีวงเงินงบประมาณเกินกว่า ๒๐ ล้านบาท โดยเริ่มดำเนิน การอย่างช้าภายในกึ่งหนึ่งของระยะเวลาของแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ นั้น ๘.๘ ให้คณะกรรมการบริหารแผนจัดให้มีการประเมินผลลัพธ์ของแผนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ต่อสามปี และรายงานผลให้คณะกรรมการทราบ” ข้อ ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น ๘.๙ แห่งหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุน โครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ “๘.๙ คณะกรรมการ หรือคณะกรรมการบริหารแผน อาจจัดให้มีการติดตามและประเมินผล นอกเหนือจากการรายงานและทบทวนใน ๘.๒ ถึง ๘.๘ ก็ได้” ข้อ ๕ ให้ผู้จัดการเป็นผู้รักษาการตามหลักเกณฑ์นี้ ประกาศ ณ วันที ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ่ (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
299
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
300
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและ กิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑ (๓) ของพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ในการประชุม ครั้งที่ ๘/๒๕๕๓ เมื่อวันที ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ จึงให้วางหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อ ่ การสนับสนุนโครงการและกิจกรรม ดังนี้ ข้อ ๑ หลักเกณฑ์นี้เรียกว่า “หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการ และกิจกรรม (ฉบับที ๓) ๒๕๕๓” ่ ข้อ ๒ หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป ข้อ ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๗) ข้อ ๒.๒ ของหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อ การสนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ “(๑๗) “คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการอื่นนอกเหนือ จากคณะกรรมการบริหารแผน ที่คณะกรรมการแต่งตั้งเพื่อบริหารหรือกำกับดูแลงานและมีอำนาจใน การพิจารณาสนับสนุนงบประมาณตามหลักเกณฑ์นี้ ” ข้อ ๔ ให้ยกเลิกความในตารางขนาดแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ เฉพาะกรณี งบประมาณที่ขอเกินกว่า ๒๐ ล้านบาทและจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิของข้อ ๗.๒ ของหลักเกณฑ์และวิธี การจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน ขนาดแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ (งบประมาณที่ขอ) l เกินกว่า ๒๐ ล้านบาท จำนวนผู้ทรงคุณวุฒ ิ อย่างน้อย ๗ คน โดยมีกรรมการบริหารแผน หรืออนุกรรมการเฉพาะกิจรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย ๓ คน และจะต้องมีการประชุมพิจารณา
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงิน
เพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม
(ฉบับที
่ ๓)
พ.ศ.
๒๕๕๓
กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความในข้อ ๗.๖ ของหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุน โครงการและกิจกรรม พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “๗.๖ อำนาจในการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณให้เป็นไปตามวงเงินดังนี้ (๑) วงเงินไม่เกิน ๒๐ ล้านบาท ให้ผู้จัดการพิจารณาอนุมัติแล้วรายงานให้ คณะกรรมการบริหารแผนหรือคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทราบ (๒) วงเงินเกิน ๒๐ ล้านบาทแต่ไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท ให้คณะกรรมการ บริหารแผนหรือคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาอนุมัติและเสนอคณะกรรมการเพื่อทราบ (๓) วงเงินเกิน ๕๐ ล้านบาท ให้คณะกรรมการบริหารแผนหรือคณะอนุกรรมการ เฉพาะกิจพิจารณาเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติ” ประกาศ ณ วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ (นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ) ์ นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
301
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ภาคผนวก
๖
302
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามความในมาตรา ๒๒ ประกอบกับมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะกรรมการจึงมีมติในการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ให้กำหนดระเบียบไว้ดังต่อไปนี ้ ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพว่าด้วยการปฏิบัติ หน้าที่ของกรรมการกรณีมีส่วนได้เสียกับกองทุน พ.ศ. ๒๕๔๙” ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้อ ๓ ในระเบียบนี้ “กองทุน” หมายความว่า กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ “กรรมการ” หมายความว่ า กรรมการกองทุ น และให้ ห มายความรวมถึ ง อนุ กรรมการที ่ คณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นด้วย “คณะกรรมการ” หมายความว่ า คณะกรรมการกองทุ น และให้ ห มายความรวมถึ ง คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการกองทุนแต่งตั้งขึ้นด้วย “กรณีมีส่วนได้เสีย” หมายความว่า การมีส่วนได้เสียกรณีดังต่อไปนี ้ (๑) เป็นกรณีเกี่ยวกับกรรมการเอง (๒) เป็นกรณีเกี่ยวกับคู่หมั้นหรือคู่สมรสของกรรมการ (๓) เป็นกรณีเกี่ยวกับญาติของกรรมการ คือ เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใดๆ หรือเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพัน ทางการแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น (๔) เป็นกรณีเกี่ยวกับบุคคลที่กรรมการเป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์ หรือผู้แทนหรือตัวแทนของบุคคลนั้น (๕) เป็นกรณีเกี่ยวกับบุคคลที่กรรมการเป็นเจ้าหนี ลูกหนี้ หรือนายจ้าง ้ (๖) กรณีอื่นตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนดเพิ่มเติม
ระเบียบกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ
กรณีมีส่วนได้เสียกับกองทุน
พ.ศ.
๒๕๔๙
ข้อ ๔ ในการประชุมคณะกรรมการในวาระเพื่อพิจารณา หากกรรมการผู้ใดมีหรือเห็นว่าตน อาจมีส่วนได้เสียโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมในเรื่องที่คณะกรรมการจะพิจารณา ให้กรรมการ ผู้นั้นแจ้งให้ที่ประชุมทราบ กรรมการผู้นั้นเมื่อได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบข้อซักถามแล้วต้อง ออกจากที่ประชุม ในระหว่างที่กรรมการผู้นั้นต้องออกจากที่ประชุมให้ถือว่าคณะกรรมการคณะนั้น ประกอบด้วยกรรมการทุกคนนอกเหนือจากกรรมการซึ่งต้องออกจากที่ประชุม ถ้าที่ประชุมมีมติให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม ของคณะกรรมการก็ให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ มติดังกล่าวให้กระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ และให้เป็นที่สุด ข้อ ๕ ให้ถือว่าการแจ้งกรณีมีส่วนได้เสียกับกองทุนเป็นวาระพิจารณาโดยอัตโนมัติก่อนวาระ การประชุ ม เรื่ อ งเพื่ อ พิ จารณาแต่ ล ะวาระและเรื่ อ งอื่ น ใดที่ ที่ ป ระชุ ม คณะกรรมการจะต้ อ งมี การ พิจารณาลงมติก็ให้มีการแจ้งเช่นนั้นด้วย ข้อ ๖ ในการประชุมคณะกรรมการในวาระเพื่อพิจารณา หากมีการคัดค้านว่ากรรมการผู้หนึ่ง ผูใดมีสวนได้เสีย ไม่วาโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมในเรืองทีคณะกรรมการจะพิจารณา ให้คณะกรรมการ ้ ่ ่ ่ ่ พิจารณาเหตุคัดค้านนั้น กรรมการผู้ถูกคัดค้านเมื่อได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบข้อซักถามแล้วต้อง ออกจากที่ประชุม ในระหว่างที่กรรมการผู้ถูกคัดค้านต้องออกจากที่ประชุมให้ถือว่าคณะกรรมการ คณะนั้นประกอบด้วยกรรมการทุกคนที่ไม่ถูกคัดค้าน ถ้าที่ประชุมมีมติให้กรรมการผู้ถูกคัดค้านปฏิบัติหน้าที่ต่อไปด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองใน สามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน ก็ให้กรรมการผู้ถูกคัดค้านนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ มติดังกล่าวให้ กระทำโดยวิธีลงคะแนนลับและให้เป็นที่สุด ข้อ ๗ กรณีประธานกรรมการแจ้งกรณีมีส่วนได้เสียและต้องออกจากที่ประชุม ให้ถือเป็นกรณี ประธานกรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ข้อ ๘ ให้บนทึกการพิจารณากรณีมสวนได้เสียกับกองทุนในรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ั ี่ ทุกครั้ง รวมทั้งให้ระบุช่วงเวลาที่กรรมการผู้นั้นออกจากที่ประชุมและกลับเข้าที่ประชุมหลังจาก เสร็จสิ้นการพิจารณาวาระเช่นนี้แล้ว ข้อ ๙ ให้คณะกรรมการเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี ้ ประกาศ ณ วันที ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ่ (นายสุชัย เจริญรัตนกุล) รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
303
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ภาคผนวก ๗ กรอบอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ สสส. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๖
สำนักสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไป ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผช.ผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๗ รวม ๙ สำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพและ บริการสุขภาพ ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผู้ช่วยผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๕ รวม ๗ สำนักพัฒนายุทธศาสตร์ แผน และสมรรถนะ ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผู้ช่วยผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๕ ๔. นักวิชาการด้านประเมินผล ๑ รวม ๘ สำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์ ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผู้ช่วยผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๔ รวม ๖ สำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะประชากรเฉพาะ ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผู้ช่วยผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๓ รวม ๕ สำนักสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผู้ช่วยผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๓ รวม ๕ ศูนย์การเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ ๑. ผอ.ศูนย์เรียนรู้ ๑ ๒. นักวิชาการ ๓ รวม ๔ ฝ่ายสื่อสารองค์กร ๑. ผอ.ฝ่าย ๑ ๒. ผช.ผอ.ฝ่าย ๑ ๓. เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ๓ รวม ๕ ฝ่ายบริหารงานบุคคล ๑. ผอ.ฝ่าย ๑ ๒. ผช.ผอ.ฝ่าย ๑ รวม ๒ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ๑. ผอ.ฝ่าย (ผู้เชี่ยวชาญสารสนเทศเดิม) ๑ ๒. ผช.ผอ.ฝ่าย ๑ ๓. เจ้าหน้าที่ฝ่าย ๓ รวม ๕ ฝ่ายตรวจสอบภายใน ๑. ผู้ตรวจสอบภายใน ๑ ๒. ผู้ช่วยผู้ตรวจสอบภายใน ๒ รวม ๓ รวมทั้งสิ้น ๑๓๕
304
แผนหลัก สสส. ๒๕๕๔-๒๕๕๖
ผู้จัดการ ๑ รองผู้จัดการ ๒ ผู้ช่วยผู้จัดการ ๒ ที่ปรึกษา/ผู้ชำนาญการ/ผู้เชี่ยวชาญ ๓ รวม ๘ หน่วยสนับสนุนวิชาการและบริหารงานทั่วไป ๑. นักวิชาการ ๕ รวม ๕ ฝ่ายอำนวยการ ๑. ผอ.ฝ่ายอำนวยการ (หัวหน้าฝ่ายบริหารเดิม) ๑ ๒. ผช.ผู้อำนวยการ ๑ ๓. หัวหน้าฝายกฎหมายและผู้ช่วย ๒ ๔. เลขานุการผู้บริหารด้านวิชาการ ๓ ๕. เจ้าหน้าที่จัดซื้อ ๑ ๖. หัวหน้างานเลขานุการและผู้ช่วย ๓ ๗. เจ้าหน้าที่ธุรการและบริการทั่วไป ๑ ๘. หัวหน้าแม่บ้าน ๑ ๙. เลขานุการสำนัก ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ศ.เรียนรู้ ๑๑ รวม ๒๔ ฝ่ายบัญชีและการเงิน ๑. ผอ.ฝ่ายบัญชีการเงิน (ผชช.ด้านการเงิน) ๑ ๒. ผช.ผอ.ฝ่ายการเงิน ๑ ๓. เจ้าหน้าที่บัญชี ๒ ๔. เจ้าหน้าที่การเงิน ๒ ๕. เจ้าหน้าที่พัสดุ ๑ รวม ๗
สำนั ก สนั บ สนุ น การสร้ า งสุ ขภาวะและลด ปัจจัยเสี่ยงหลัก ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผู้ช่วยผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๔ รวม ๖ สำนั ก สนั บ สนุ น การสร้ า งสุ ขภาวะและลด ปัจจัยเสี่ยงรอง ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผู้ช่วยผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๔ รวม ๖ สำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะในพื้นที่ และชุมชน ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผู้ช่วยผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๔ รวม ๖ สำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผู้ช่วยผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๔ รวม ๖ สำนักรณรงค์ สือสารสาธารณะเพือสังคม ่ ่ ๑. ผอ.สำนัก ๑ ๒. ผู้ช่วยผอ.สำนัก ๑ ๓. นักวิชาการ ๖ รวม ๘
ภาคผนวก
๗
หมายเหตุ ๑. การเรียกตำแหน่งนักวิชาการ/ปฏิบัติการให้ผู้จัดการสามารถกำหนดตามลักษณะงานของแต่ละกรณี ๒. การเรียกตำแหน่งอื่นให้ผู้จัดการสามารถกำหนดชื่อให้เหมาะสมตามความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย ๓. การเกลี่ยกำลังบุคลากรภายในสำนักงานให้ผู้จัดการสามารถกระทำได้